เล่มที่ 31
๑๐ จบสุขินทริยวรรคที่ ๔ ยถาธรรมเทศนาที่ไม่จำเป็นต้องแสดงพึงท...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: พระสูตร ลำดับที่: 42
เนื้อหา
จบสูตรที่ ๑๐ จบสุขินทริยวรรคที่ ๔ ยถาธรรมเทศนาที่ไม่จำเป็นต้องแสดงพึงทราบ ว่า ชื่อว่าเป็นสูตรที่นอกเหนือไปจากลำดับ (ไม่เข้าลำดับ) เหมือนอย่างสูตร ที่เหลือในอินทริยวิภังค์แม้ที่กล่าวแล้วตามลำดับนี้. ในสูตรที่ ๑๐ นั้น คำทั้งหมดเป็นต้น ว่า นิมิต เป็นคำใช้แทนปัจจัย นั่นเอง. คำว่า และย่อมรู้ชัดทุกขินทรีย์ คือ ย่อมรู้ด้วยอำนาจทุกขสัจนั่น เอง. คำว่า ทุกฺขินฺ ทริยสมุทยํ คือวิญาณที่สหรคตด้วยทุกข์ ย่อม เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ถูกหนามตำเอา ถูกเรือดกัด หรือถูกรอยย่นที่ปูนอนกระทบ ย่อมรู้ชัดสิ่งนั้นว่าเป็นเหตุให้เกิดขึ้นพร้อมของทุกขินทรีย์นั้น. พึงทราบสมุทัย ด้วยอำนาจเหตุแห่งอินทรีย์เหล่านั้นแม้ในบทเป็นต้นว่า โทมนสฺสินทริย- สมุทยํ ข้างหน้า. โทมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจความฉิบหาย แห่งสังขารข้างนอกมีบาตรและจีวรเป็นต้น หรือแห่งเหล่าสัตว์มีสัทธิวิหาริก เป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ ย่อมรู้ชัดความฉิบหายแห่งสังขารและสัตว์ เหล่านั้นว่าเป็นสมุทัยแห่งโทมนัสสินทรีย์นั้น. ผู้ที่กินอาหารอย่างดีแล้ว นอนบนที่นอนอย่างประเสริฐ ย่อมเกิดสุขินทรีย์ขึ้นด้วยการสัมผัสมีการ นวดมือและเท้าและลมที่เกิดจากพัดใบตาลเป็นต้น ย่อมรู้ชัดผัสสะนั้นว่าเป็น เหตุของสุขินทรีย์นั้น. ส่วนโสมนัสสินทรีย์อันเกิดขึ้นด้วยอำนาจการได้เฉพาะ สัตว์และสังขารที่น่าชื่นใจมีประการที่กล่าวมาแล้ว ย่อมรู้ชัดการได้เฉพาะนั้น ว่าเป็นเหตุแห่งโสมนัสสินทรีย์นั้น. ส่วนอุเบกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการที่ เป็นกลาง ๆ ย่อมรู้ชัดอาการที่เป็นกลาง ๆ ในสัตว์และสังขารนั้นว่าเป็นเหตุ แห่งอุเบกขินทรีย์นั้น. ก็แหละคำชี้ขาดไปพร้อม ๆ กันในคำว่า ทุกขินทรีย์ที่ เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับสิ้นไปโดยไม่มีเหลือในที่ใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม วินัยนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเป็นต้น ดังต่อไปนี้ แท้จริง ทุกขินทรีย์ ย่อมดับสิ้นไปในขณะอุปจาระแห่งฌานที่ ๑ ทีเดียว ทุกขินทรีย์ย่อมเป็นอันละ ได้แล้ว. โทมนัสเป็นต้น ย่อมดับสิ้นไปในอุปจารขณะแห่งฌานที่ ๒ เป็นต้น แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความดับสิ้นไปในฌานทั้งหลายนั่นเองนี้แล (ก็ย่อมมี) เพราะความที่โทมนัสเป็นต้นเหล่านั้นดับสิ้นไปเป็นอย่างยิ่ง จริงอยู่ ความดับ สิ้นไปเป็นอย่างยิ่งแห่งโทมนัสเป็นต้นเหล่านั้น ก็คือความดับสิ้นไปในฌานที่ ๑ เป็นต้นนั่นเอง ก็แหละความดับสิ้นไปนั่นเอง ก็คือความดับสิ้นไปอย่างยิ่ง ด้วยอุปจารขณะ. จริงอย่างนั้น ความเกิดขึ้นแห่งทุกขินทรีย์แม้ที่ดับสิ้นไปแล้ว ในอุปจาระแห่งฌานที่ ๑ ซึ่งมีอาวัชชนจิตต่าง ๆ ด้วยสัมผัสแห่งเหลือบยุง และลมเป็นต้น ด้วยความอบอ้าวที่ไม่คงที่ หรือด้วยมีดพร้า หรือว่าทุกขินทรีย์ ที่ดับสิ้นไปแล้วในอุปจาระในภายในอัปปนาก็ไม่ใช่ และทุกขินทรีย์นั้นก็ไม่ ใช่ดับหมดไปอย่างดีด้วย. แต่กายย่อมเป็นสุข น่าใคร่อย่างทั่วถึงด้วยการแผ่ ปีติไปภายในอัปปนา เพราะไม่ถูกสิ่งที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกำจัดได้ ชื่อว่าเป็น สุขแม้เพราะความเป็นของที่น่าใคร่ ทุกขินทรีย์ จึงชื่อว่าย่อมดับลงไปอย่างดี เพราะถูกฝ่ายตรงกันข้ามกำจัดไป. และเพราะเมื่อโทมนัสสินทรีย์ถูกละในอุป- จาระแห่งฌานที่ ๒ ซึ่งมีอาวัชชนจิตแตกต่างกันนั่นแหละ ฉะนั้น โทมนัส สินทรีย์นั้น เมื่อมีความลำบากกาย และใจถูกเบียดเบียนเพราะความตรึกตรอง เป็นปัจจัย ก็เกิดขึ้น เพราะไม่มีความตรึกตรองนั่นแหละสุขินทรีย์จึงเกิดขึ้น ก็และเกิดขึ้นในที่ใด ในที่นั้น ก็เป็นอัปปนาเพราะไม่มีความตรึกตรอง. ก็ ความตรึกตรองย่อมเกิดขึ้นในอุปจาระแห่งฌานที่ ๒ อย่างนี้. หากจะพึง มีการเกิดขึ้นแห่งสุขินทรีย์นั้นในอุปจาระแห่งฌานที่ ๒ ก็ไม่ใช่เกิดในฌานที่สอง เลยเพราะละปัจจัยได้แล้ว แม้เมื่อสุขินทรีย์ถูกละในอุปจาระแห่งฌานที่ ๓ ก็ อย่างนั้น พึงมีการเกิดขึ้นแห่งกายที่รูปอันประณีตซึ่งมีปีติเป็นสมุฎฐานถูกต้อง แล้ว แต่หาใช่เกิดขึ้นในฌานที่ ๓ ไม่. เพราะปีติอันเป็นปัจจัยแห่งสุขดับไป หมดแล้วด้วยฌานที่สาม ในอุปจาระแห่งฌานที่ ๔ ก็เหมือนกัน เพราะยังไม่มี อุเบกขาที่ถึงอัปปนา เหตุว่าอยู่ใกล้โสมนัสสินทรีย์ที่แม้จะละได้แล้ว ก็อาจจะมี การเกิดขึ้นได้ เพราะยังก้าวล่วงไม่ได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่เกิดขึ้นในฌาน ที่ ๔ เลย เพราะฉะนั้น ในฌานที่ ๔ นี้ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วจึงดับไปโดย ไม่เหลือ การถือเอาโดยไม่เหลือในฌานนั้น ๆ ท่านได้ทำแล้ว ดังที่ว่ามานี้. ก็คำ ใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่นี้ว่า ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น ในคำนั้นพึงทราบใจความอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ ย่อมน้อมจิตไป เพื่อประโยชน์การเกิดขึ้น ฉะนั้น บุคคลเป็นผู้ได้ ก็ย่อมน้อมจิตไปเพื่อ ประโยชน์การเข้าถึง. ก็แลวาระการพิจารณาในสองสูตรนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ ดังที่กล่าวมานี้.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน