เล่มที่ 26
ตถา หิ ปน ตฺวํ นี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงเหตุ เพราะพระอานนท์นี้พ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 493
เนื้อหา
ตถา หิ ปน ตฺวํ นี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงเหตุ เพราะพระอานนท์นี้พึงถูกพระเถระกล่าว อย่างนี้. ในข้อนี้ มีความประสงค์ดังนี้ว่า เพราะท่านเที่ยวไปกับพวก ภิกษุใหม่เหล่านี้ ไม่สำรวมอินทรีย์. ฉะนั้น ท่านเที่ยวไปกับพวกเด็กจึง ควรถูกเขากล่าวว่าเป็นเด็ก. บทว่า อญฺติตฺถิยปุพฺโพ สมาโน นี้ เพราะ อาจารย์ อุปัชฌาย์ของพระเถระไม่ปรากฏในศาสนานี้เลย. ตนถือเอาผ้า กาสายะแล้ว ออกบวช. ฉะนั้น ภิกษุณีถุลลนันทา กล่าวบอกถึงพระ มหากัสสปเคยเป็นอัญญเดียรถีย์ เพราะความไม่พอใจ. ในบทว่า สหสา นี้ แม้ผู้ประพฤติด้วยราคะและโมหะคือไม่ทันตรึก. แต่บทนี้ ท่านกล่าว ด้วยอำนาจความประพฤติด้วยโทสะ. บทว่า อปฺปฏิสงฺขา คือยังไม่ทัน พิจารณา. บัดนี้ พระมหากัสสปเถระ เมื่อยังบรรพชาของตนให้บริสุทธิ์ จึง กล่าวคำเป็นต้นว่า ยโตหํ อาวุโส ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อญฺํ สตฺถารํ อุทฺทิสิตุํ ความว่า เราไม่นึก เพื่ออุทิศอย่างนี้ว่า เว้น พระผู้มีพระภาคเจ้า คนอื่นเป็นครูของเรา. ในบทเป็นต้นว่า สมฺพาโธ ฆราวาส ความว่า แม้หากว่า ผัวและเมียทั้งสอง ย่อมอยู่ในเรือน กว้าง ๖๐ ศอก หรือแม้ภายในระหว่างร้อยโยชน์ การอยู่ครองเรือนผัวเมียเหล่านั้น ชื่อว่าคับแคบอยู่นั่นเอง เพราะอรรถว่า มีกิเลสเครื่องกังวล คือห่วงใย บทว่า รชาปโถ ท่านกล่าวในมหาอรรถกถาว่า เป็นสถานที่เกิดแห่งธุลี มีราคะเป็นต้น. จะกล่าวว่า เป็นทางแห่งการมา ดังนี้ก็ได้. ชื่อว่าอัพโภกาส เพราะอรรถว่า ไม่ข้อง เหมือนปลอดโปร่ง เพราะบรรพชิตอยู่ในที่ ปกปิด ในที่มีกูฏาคารรัตนปราสาทและเทพวิมานเป็นต้น ซึ่งมีประตูและ หน้าต่างปิดแล้ว ย่อมไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่ติด. เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า บรรพชาเป็นช่องว่าง. อนึ่ง ฆราวาส ชื่อว่าคันแคบ เพราะ ไม่เป็นโอกาสแห่งกุศลกิริยา ชื่อว่าเป็นทางหาแห่งธุลี เพราะเป็น ที่ประชุมแห่งกิเลสเพียงดังธุลี เหมือนกองหยากเยื่ออันเขาไม่ปิดไว้. บรรพชา ชื่อว่าเป็นช่องว่าง เพราะเป็นโอกาสแห่งกุศลกิริยาความสบาย. ในบทว่า นยิทํ สุกรํ ฯ เป ฯ ปพฺพเชยฺยํ นี้ มีสังเขปกถาดังนี้ คน พึงกระทำสิกขา ๓ ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ให้ขาดแม้วันเดียว แล้ว ชื่อว่าประพฤติให้สมบูรณ์โดยส่วนเดียว เพราะเหตุให้บรรลุจริมกจิต. กระทำไม่ให้มีมลทิน ด้วยมลทินคือกิเลส แม้วันเดียว ชื่อว่าบริสุทธิ์ โดยส่วนเดียว เพราะเหตุให้บรรลุจริมกจิต. บทว่า สงฺขลิขิตํ ได้แก่ เช่นสังข์ขัด คือพึงประพฤติมีส่วนเปรียบด้วยสังข์ที่ชำระแล้ว. บทว่า อิทํ น สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา ความว่า ผู้อยู่ในท่ามกลางเรือน ประพฤติ ฯลฯ ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว. ไฉนหนอ เราปลงผมและ หนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ เพราะซึมซาบด้วยรสที่ย้อมด้วยน้ำฝาด คือผ้าที่ สมควรแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ออกจากเรือนพึงบวชไม่มีเรือน. เพราะ ในข้อนี้ กรรมมีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น อันเกื้อกูลเรือน เรียกว่า การมีเรือน. เรือนนั้นไม่มีในบรรพชา. ฉะนั้น บรรพชาพึงรู้ว่า การไม่มีเรือน. ซึ่งอนาคาริยะการไม่มีเรือนนั้น. บทว่า ปพฺพเชยฺยํ คือพึง ปฏิบัติ. บทว่า ปฏปิโลติกานํ คือผ้าเก่า. ผ้าใหม่แม้ ๑๓ ศอก ท่านเรียกว่า ผ้าเก่า จำเดิมแต่เวลาตัดชาย. ท่านหมายถึงสังฆาฏิที่ท่านตัดผ้าที่มีราคา มาก กล่าวว่า สังฆาฏิแห่งผ้าเก่า ดังนี้. บทว่า อทฺธานมคฺคํ ปฏิปนฺโน ได้แก่ ก็ทางตั้งแต่กึ่งโยชน์ เรียกว่า ไกล. อธิบายว่า เดินทางไกลนั้น.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน