เล่มที่ 21
ในข้อนั้น การเปล่งเสียงร้องของนกการเวกเป็นอุทาหรณ์
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 240
เนื้อหา
ในข้อนั้น การเปล่งเสียงร้องของนกการเวกเป็นอุทาหรณ์. ได้ยินว่า เมื่อนกการเวกจิกมะม่วงสุกอันมีรสหวานอร่อยด้วยจงอยปาก ลิ้มรสที่ไหลออก แล้วให้จังหวะด้วยปีกกู้ก้องอยู่ สัตว์จตุบาทเป็นต้นย่อมเหมือนเคลิบเคลิ้มเริ่ม งงงวย. สัตว์จตุบาทแม้ที่ขวนขวายหาอาหารก็ทิ้งหญ้าที่อยู่ในปากเสียฟังเสียงนก นั้น. แม้พวกมฤค กำลังติดตามเนื้อน้อย ๆ อยู่ก็ไม่ย่างเท้าที่ยกขึ้นแล้วหยุดอยู่. แม้เนื้อที่ถูกติดตามก็เลิกกลัวตายหยุดอยู่. แม้นกที่บินไปในอากาศก็ห่อปีก หยุดบิน. ปลาในน้ำก็ไม่โบกครีบ ฟังแต่เสียงนั้นหยุดอยู่. นกการเวกร้อง ไพเราะด้วยประการฉะนี้. แม้พระเทวีของพระเจ้าธรรมาโศก พระนามว่า อสันธิมิตตา ถาม พระสงฆ์ว่า ท่านผู้เจริญ เสียงของใคร เหมือนกับพระสุรเสียงของพระ- พุทธเจ้ามีบ้างหรือ. พระนาง. ท่านผู้เจริญ นกเหล่านั้นอยู่ที่ไหน. พระนางนั้นกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันใคร่จะ เห็นนกการเวก. พระราชาทรงเปิดกรงทองตรัสว่า ขอนกการเวกจงมาจับอยู่ ที่กรงนี้. กรงจึงไปอยู่ข้างหน้านกการเวกตัวหนึ่ง. นกนั้นคิดว่า กรงมาตาม พระราชโองการ ไม่อาจเพื่อจะไม่ไป จึงจับอยู่ที่กรงนั้น. กรงจึงมาอยู่ตรง พระพักตร์ของพระราชา. แต่ใคร ๆ ก็ไม่อาจให้นกการเวกส่งเสียงได้. ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า พนาย นกพวกนี้จะส่งเสียงร้องได้อย่างไร. อำมาตย์ทูลว่า ขอเดชะ นกพวกนี้ เห็นพวกญาติแล้วจะส่งเสียงร้องได้. ทีนั้น พระราชาจึง ทรงรับสั่งให้วงล้อมด้วยกระจก. นกนั้นครั้นเห็นเงาของตนเอง สำคัญว่าญาติ ของเรามาแล้ว จึงให้จังหวะด้วยปีก ร้องด้วยเสียงอันไพเราะดุจคนเป่าปี่แก้ว ฉะนั้น. พวกมนุษย์ในพระนครทั้งสิ้นงวยงงแล้วเหมือนคนเมา. พระนาง อสันธิมิตตา คิดว่า สัตว์ดิรัจฉานนี้ยังมีเสียงไพเราะ เช่นนี้ก่อน เสียงของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ถึงสิริแห่งสัพพัญญุตญาณ จะไพเราะเพียงไหนหนอ จึงเกิดปีติไม่ละปีตินั้น ทรงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยนางสนม ๗๐๐. เสียงของนกการเวกไพเราะด้วยประการฉะนี้. พระสุรเสียงของพระตถาคตเจ้า ยังไพเราะกว่านั้นถึงร้อยเท่า พันเท่า. แต่เพราะไม่มีเสียงไพเราะอย่างอื่นจาก นกการเวกในโลก ท่านจึงกล่าวว่า กรวิกภาณี ดังนี้.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน