เล่มที่ 21

บัดนี้เมื่อจะแสดงความปฏิบัติของตนเอง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุท...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 149


เนื้อหา

บัดนี้เมื่อจะแสดงความปฏิบัติของตนเอง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุทกญฺหิ น ยนฺติ เนตฺติกา บทว่า เนตฺติกา ในคาถานั้นความว่า ชนเหล่าใด ชำระเหมืองให้สะอาดแล้วผูก (ทำนบ) ในที่ที่ควรผูกไขน้ำออกไป. บทว่า อุสุการา ทมยนฺติ ความว่า (ช่างศร) ทาด้วยน้ำข้าวย่างที่ถ่านเพลิง ดัดตรงที่โค้งทำให้ตรง. บทว่า เตชนํ ได้แก่ลูกธนู. ช่างศรย่อมดัดลูกศรนั้น และให้คนอื่นดัด ฉะนั้น จึงเรียกว่า เตชนํ. บทว่า อตฺตานํ ทมยนฺติ ความว่า บัณฑิตย่อมฝึกตนคือกระทำให้ตรง คือกระทำให้หมดพยศ เหมือนอย่างผู้ ทดน้ำย่อมไขน้ำไปโดยทางตรง ช่างศรก็ทำศรให้ตรง และช่างถากไม้ก็ถากไม้ ให้ตรงฉะนั้น. บทว่า ตาทินา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ อันไม่มีความผิดปกติในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น คือ พระศาสดา ผู้ถึงลักษณะแห่งความคงที่อย่างนี้คือ ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะอรรถว่า คงที่ใน อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่า ผู้คงที่เพราะอรรถว่า ตายเสียแล้ว ชื่อว่า ผู้คงที่เพราะอรรถว่า สละแล้ว ชื่อว่า ผู้คงที่เพราะอรรถว่า ข้ามได้แล้ว ชื่อว่า ผู้คงที่ เพราะแสดงออกซึ่งความคงที่นั้น. บทว่า ภวเนตฺติ ได้แก่ เชือก แห่งภพ. คำนี้เป็นชื่อแห่งตัณหา. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายถูกตัณหานั้นผูกหทัย ไว้นำไปสู่ภพนั้น ๆ ดุจโคที่เขาล่ามไว้ด้วยเชือกที่คอฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภวเนติต (ตัณหาอันนำสัตว์ไปสู่ภพ). บทว่า ผุฏฺโ€ กมฺม- วิปาเกน ความว่า ผู้อื่นมรรคเจตนาถูกต้องแล้ว. ก็เพราะกรรมอันมรรค เจตนาเผา คือ แผดเผาไหม้ให้ถึงความสิ้นไป ฉะนั้น มรรคเจตนานั้นท่าน จึงเรียกว่า "กรรมวิบาก" ก็ท่านพระองคุลิมาลนี้ อันกรรมวิบากนั้นถูก ค้องแล้ว. บทว่า อนโณ ได้แก่เป็นผู้ไม่มีกิเลส ย่อมไม่เป็นไปเพื่อทุกขเวทนา. อนึ่ง ในคำว่า อนโณ ภุญฺชามิ (เราเป็นผู้ไม่เป็นหนี้บริโภค) นี้พึงทราบ การบริโภค ๔ อย่าง คือ เถยยบริโภค ๑ อิณบริโภค ๑ ทายัชชบริโภค ๑ สามิบริโภค ๑. ในบรรดาบริโภค ๔ อย่างนั้น การบริโภคของผู้ทุศีล ชื่อว่า เถยยบริโภค. ก็ผู้ทุศีลนั้นขโมยปัจจัย ๔ บริโภค. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ ตรัสคำนี้ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบริโภคก้อนข้าวของชาวเมือง ด้วยความเป็นขโมย ดังนี้ . ส่วนการไม่พิจารณาแล้วบริโภคของท่านผู้มีศีล ชื่อว่า อิณบริโภค (เป็นหนี้บริโภค) การบริโภคของพระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่า ทายัชชบริโภค (บริโภคโดยเป็นทายาท). การบริโภคของพระขีณาสพ ชื่อว่า สามิบริโภค (บริโภคโดยความเป็นเจ้าของ). บทว่า ไม่มีหนี้ ในที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาความไม่มีหนี้ คือ กิเลส. ปาฐะว่า อนิโณ ดังนี้ก็มี. บทว่า ภุญฺชามิ โภชนํ (เราจะฉันโภชนะ) ท่านกล่าวหมายเอาสามิบริโภค. บทว่า กามรติสนฺถวํ ความว่า ท่านทั้งหลายอย่าประกอบเนือง ๆ คือ อย่ากระทำ ความเชยชมด้วยความยินดีเพราะตัณหา. ในกามทั้งสอง. บทว่า นยิทํ ทุมฺมนฺติตํ มม ความว่า ความที่เราเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วคิดว่า เราจักบวช อันใด ความคิดของเรานั้น.มิใช่เป็นความคิดชั่วแล้ว. บทว่า สุวิภตฺเตสุ ธมฺเมสุ ความว่า ในธรรมทีเราเกิดขึ้นในโลกอย่างนี้ว่า เราเป็น ศาสดาจำแนกดีแล้วเหล่ำนั้น พระนิพพานเป็นธรรมประเสริฐที่สุดอันใด เรา เข้าถึงแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว ซึ่งพระนิพพานนั้นนั่นเทียว เพราะฉะนั้น การ มาถึงของเรานี้เป็นการมาดีแล้ว ไม่ปราศจากประโยชน์. บทว่า ติสฺโส วิชฺชา ได้แก่ ปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณและอาสวักขยปัญญา. บทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ความว่า กิจที่ควรกระทำในศาสนาของพระพุทธเจ้าอันใด ยังมีอยู่ กิจอันนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากระทำแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยัง เทศนาให้ถึงที่สุด ด้วยวิชชาสามและโลกุตตรธรรมเก้า ด้วยประการฉะนี้.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน