เล่มที่ 21
บทว่า กิตฺตยมาโน อโหสิ ความว่า ได้ยินว่า พระราชานั้น ระลึก แ...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 55
เนื้อหา
บทว่า กิตฺตยมาโน อโหสิ ความว่า ได้ยินว่า พระราชานั้น ระลึก แล้วระลึกถึงพระเถระตรัส คุณว่า กุลบุตรผู้ละสมบัติใหญ่เห็นปานนั้นบวชแล้ว กลับมาอีกก็ไม่ใยดี ทั้งในท่ามกลางหมู่พล ทั้งท่ามกลางนางรำ ชื่อว่า กระทำ กิจที่ทำได้ยาก. พระเจ้าโกรัพยนี้ทรงถือเอาคุณข้อนั้นจึงตรัส อย่างนี้. บทว่า วิสฺชเชถาติ วตฺวา ความว่า สิ่งใดสมควรแก่ผู้ใดในพวกคนสนิท มหา - อำมาตย์และไพร่พลเป็นต้น ก็ให้พระราชทานสิ่งนั้นแก่ผู้นั้น. บทว่า อุสฺสตาย อุสฺสตาย ความว่า ที่คับคั่งแล้วคับคั่งแล้ว. ทรงพาบริษัทที่คับคั่งด้วยมหา- อำมาตย์ข้าราชการผู้ใหญ่เป็นต้นเข้าไปแล้ว. พระราชทรงสำคัญว่า เครื่องลาด ไม้ยังบางจึงเป็นอันทรงกระทำให้ชั้นดอกไม้เป็นต้นหนา กำหนดไว้กว้าง ไม่ บอกกล่าวแล้วนั่งในที่เช่นนั้น ไม่ควรจึงกล่าวอย่างนี้ว่า อิธ ภวํ รฏฺปาโล กฏฺตฺถเร นิสีทตุ พระรัฐปาละผู้เจริญ โปรดนั่งบนเครื่องลาด ไม้ในที่นี้. บทว่า ปาริชุญฺานิ ความว่า ภาวะคือความเสื่อมได้แก่ความ สิ้นไป. บทว่า ชิณฺโณ ได้แก่ แก่เพราะชรา. บทว่า วุฑฺโฒ คือ เจริญด้วยวัย. บทว่า มหลฺลโก คือ แก่โดยชาติ. บทว่า อทฺธคโต คือ ล่วงกาลผ่านวัย. บทว่า วโยอนุปฺปตฺโต คือถึงปัจฉิมวัยแล้ว. บทว่า ปพฺพชติ ได้แก่ไปวิหาร ใกล้ ๆ ไหว้ภิกษุ ให้ท่านเกิดความการุณอ้อนวอนว่า ครั้งผมเป็นหนุ่ม ทำ กุศลไว้มาก บัดนี้ เป็นคนแก่ ชื่อว่า การบรรพชานี้เป็นของคนแก่ กระผม จักกวาดลานเจดีย์ กระทำการแผ้วถางเป็นอยู่ โปรดให้ผมบวชเถิดขอรับ. พระเถระก็ให้บวช ด้วยความกรุณา. ท่านกล่าวคำนี้หมายถึงการบวชเมื่อแก่ นั้น . แม้ในวารที่สอง ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อปฺปาพาโธ ได้แก่ ไม่มี โรค. บทว่า อปฺปาตงฺโก ได้แก่ ไม่มีทุกข์. บทว่า สมเวปากินิยา ได้แก่ ประกอบด้วยไฟธาตุ ที่ย่อยอาหารสม่ำเสมอดี. บทว่า คหณิยา ได้แก่ เตโธ ธาตุ ที่เกิดแต่กรรม. อาหารของผู้ใด ที่พอบริโภคแล้วย่อมย่อย ก็หรือว่า ของผู้ใดย่อมตั้งอยู่อย่างนั้นเหมือนอาหารที่ยังเป็นห่ออยู่ ประกอบด้วยไฟธาตุ ที่ย่อยสม่ำเสมอกันทั้งสองนั้น. ส่วนผู้ใดเวลาบริโภคแล้วก็เกิดความต้องการ อาหาร ผู้นี้ชื่อว่าประกอบด้วยไฟธาตุที่ย่อยสม่ำเสมอดี. บทว่า นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ได้แก่. ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนักด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ. บทว่า อนฺปพฺเพน ความว่า ตามลำดับเป็นต้นว่า พระราชาทรงพิจารณา. ในวาระ ที่สองก็พึงทราบโดยลำดับ มีราชภัยโจรภัยและฉาตกภัยเป็นต้น. บทว่า ธมฺมุทฺเทสา อุทฺทิฏา ได้แก่ ยกธรรมนิทเทสขึ้นแสดง. บทว่า อุปนียคิ ได้แก่ ไปใกล้ชรามรณะ หรือ ถูกนำไปในชรามรณะนั้นด้วยความสิ้นอายุ. บทว่า อทฺธุโว คือ เว้นจากการตั้งอยู่ยั่งยืน. บทว่า อตาโณ ได้แก่ เว้นจาก ความสามารถที่จะต่อต้าน. บทว่า อนภิสฺสโร ได้แก่ ไม่มีสรณะ คือ เว้นจากความสามารถที่จะมีสรณะให้ยิ่งแล้วเบาใจ. บทว่า อสฺสโก คือ ไม่มี ของตน เว้นจากของที่เป็นของตน. บทว่า สพฺพํ ปหาย คมนียํ ได้แก่ โลกจำต้องละสิ่งทั้งปวง ที่กำหนดว่าเป็นของตนไป. บทว่า ตณฺหาทาโส แปลว่า เป็นทาสแห่งตัณหา. บทว่า หตถิสฺมิ แปลว่า ในเพราะศิลปะช้าง. บทว่า กตาวี ได้แก่ กระทำกิจเสร็จแล้ว ศึกษาเสร็จแล้ว อธิบายว่ามีศิลปะ คล่องแคล่ว. ในบททั้งปวงก็นัยนี้. บทว่า อูรุพลี ได้แก่สมบูรณ์ด้วยกำลังขา. จริงอยู่ ผู้ใดมีกำลังขาที่จะจับโล่และอาวุธ เข้าไปสู่กองทัพของปรปักษ์ ทำลาย สิ่งที่ยังมิได้ทำลาย ธำรงสิ่งที่ทำลายไว้ได้แล้วนำราชสมบัติที่อยู่ในมือของ ปรปักษ์มาได้. ผู้นี้ชื่อว่า มีกำลังขา. บทว่า พาหุพลี ได้แก่ สมบูรณ์ด้วย กำลังแขน. คำที่เหลือ ก็เช่นกับนัยก่อนนั่นแล. บทว่า อลมตฺโต แปลว่า มีอัตตภาพอันสามารถ. บทว่า ปริโยธาย วตฺติสฺสนฺติ ได้แก่ กำหนดถือ เอาว่า จักครอบงำอันตรายที่เกิดขึ้นเป็นไป. พระราชานั้นทรงนำเหตุแห่ง ธัมมุทเทศ ในเบื้องสูงมากล่าวคำนี้ว่า ท่านรัฐบาลผู้เจริญ เงินทองเป็นอันมาก ในราชกูลนี้มีอยู่.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน