เล่มที่ 18
จุลลทุกขักขันธสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้า
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 97
เนื้อหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ แล้ว เจ้าศากยะมหานามทรงมีพระทัย ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล. จุลลทุกขักขันธสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับดังนี้:- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺเกสุ ได้แก่ ในชนบทมีชื่ออย่างนั้น . ก็ชนบทนั้นถึงอันนับว่า สักยา เพราะเป็นสถานที่อยู่ของราชกุมารชาวสักยะ ทั้งหลาย. ก็ความอุบัติแห่งสักยะทั้งหลาย มาแล้วในอัมพัฏฐสูตรเทียว บทว่า กปิลวตฺถุสฺมึ คือ ในนครที่มีชื่ออย่างนั้น. จริงอยู่ นครนั้นเรียกว่า กบิลพัสดุ์ เพราะเป็นนครที่สร้างขึ้นในสถานเป็นที่อยู่ของฤาษีชื่อว่า กปิล. ทำนครนั้น เป็นที่โคจรคาม. บทว่า นิโคฺรธาราเม ความว่า เจ้าศากยะพระนามว่า นิโครธ ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ในกาลแห่งญาติ สมาคม พระองค์ทรงให้สร้างวัดในสวนของพระองค์ มอบถวายแด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธารามนั้น. บทว่า มหานาโม ได้แก่ พระเจ้าพี่ของพระอนุรุทธเถระ ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าอา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี้ คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้า สุกโกทนะ พระเจ้าสักโกทนะ พระเจ้าโธโตทนะ พระเจ้าอมิโตทนะ ทรงเป็น พระเจ้าพี่พระเจ้าน้อง พระเทวีพระนามว่า อมิตา ทรงเป็นพระภคินีของ พระเจ้าเหล่านั้น พระติสสเถระเป็นบุตรของพระนางอมิตานั้น พระตถาคต และพระนันทเถระเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้ามหานามะ และ พระอนุรุทธเถระ เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ พระอานนทเถระเป็น พระโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ พระอานนทเถระนั้นเป็นพระกนิษฐ์ของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระเจ้ามหานามะทรงแก่กว่า เป็นสกทาคามีอริยสาวก. บทว่า ทีฆรตฺตํ ความว่า ทรงแสดงว่า ข้าพระองค์รู้จำเดิมแค่ข้าพระองค์บรรลุ สกทาคามิผลตลอดกาลนาน. บทว่า โลภธมฺมา ได้แก่ ธรรมกล่าวคือโลภะ. ทรงกล่าวหมายถึงโลภะเท่านั้น มีประการต่าง ๆ. ในสองบทแม้นอกนี้ ก็มีนัย เช่นเดียวกัน . บทว่า ปริยาทาย ติฏฺนฺติ ความว่า ยังครอบงำอยู่. ก็ ธรรมดา ปริยาทาน (การครอบงำ) นี้มาแล้วในการถือในบทนี้ว่า (พระอัคร- มเหสีทรง) ถือกำลังช้าง กำลังม้า กำลังรถ กำลังพลรบ ทั้งหมดนั้น ที่มีชีวิตนั้น เทียว. มาในความทิ้งในบทนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทิ้งกามราคะทั้งปวง ดังนี้. ท่านประสงค์อรรถะว่า ทิ้ง ใน บทแม้นี้. ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า บทว่า ปริยาทิยิตฺ วา ได้แก่ ทิ้งแล้ว. บทว่า เยน เม เอกทา โลภธมฺมาปิ ความว่า ทรงทูลถามว่า แม้โลภธรรมทั้งหลาย ยังครอบงำจิตของข้าพระองค์ไว้ได้ในบางเวลา เพราะเหตุใด. ได้ยินว่า พระราชานี้ทรงมีความสำคัญว่า โลภะ โทสะ และโมหะ ได้ละหมดไม่มีเหลือ ด้วยสกทาคามิมรรค. พระราชานี้ทรงรู้ว่า สิ่งที่ยังละไม่ได้ของเรามีอยู่ ทรงถือ เอาสิ่งที่ยังละไม่ได้ เป็นผู้มีความสำคัญว่า สิ่งที่ละได้แเล้วย่อมเป็นไปภายหลัง ดังนี้. พระอริยสาวกเกิดความสงสัยอย่างนี้หรือ. เออ ความสงสัยย่อมเกิดขึ้น. เพราะเหตุไร. เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในบัญญัติ. จริงอยู่ แม้อริยสาวก ผู้ไม่ฉลาดในบัญญัตินี้ว่า กิเลสนี้ถูกฆ่าด้วยมรรคโน้น ย่อมมีความสงสัย อย่างนี้. อริยสาวกนั้นไม่มีการพิจารณาหรือ. มี แต่การพิจารณานั้น ย่อมไม่ บริบูรณ์แก่อริยสาวกทั้งปวง. ด้วยว่า บางคนพิจารณาเฉพาะกิเลสที่ละได้แล้ว เท่านั้น บางคนพิจารณากิเลสที่ไม่ละเอียดเท่านั้น บางคนพิจารณาเฉพาะมรรค บางคนพิจารณาเฉพาะผล บางคนพิจารณาเฉพาะนิพพาน ก็ในการพิจารณา ๕ ประการนี้ การพิจารณาประการหนึ่ง หรือสองประการ ไม่ควรเพื่อจะได้ ก็หามิได้ ด้วยประการฉะนี้ อริยสาวกผู้ใดมีการพิจารณาไม่บริบูรณ์ อริยสาวก นั้นย่อมมีความสงสัย อย่างนี้ เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในกิเลสบัญญัติ อัน พึงฆ่าด้วยมรรค. บทว่า โส เอวํ โข เต ความว่า ทรงแสดงว่า โลภะ โทสะ และโมหะนั้นเอง ยังละไม่ได้ในสันดานของท่าน แต่ท่านเป็นผู้มีความ สำคัญว่าละได้แล้ว. บทว่า โส จ หิ เต ความว่า ธรรมคือ โลภะ โทสะ และโมหะของท่านนั้น. บทว่า กาเม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง. บทว่า น ปริภุญฺเชยฺยาสิ คือ ทรงแสดงว่า ท่านก็พึงบวชดุจพวกเรา. บทว่า อปฺปสฺสาทา ได้แก่ มีสุขนิดหน่อย. บทว่า พหฺทุกฺขา ได้แก่ ทุกข์อัน เป็นไปในปัจจุบัน และในสัมปรายภพนั้นเทียว เป็นอันมากในที่นี้. บทว่า พหูปายาสา ได้แก่ กิเลสคืออุปายาส อันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ นั้นเทียว เป็นของมากในที่นี้. บทว่า อาทีนโว คือ อุปัททวะ อันเป็นไป ในปัจจุบันและสัมปรายภพ. บทว่า เอตฺถ ภิยฺโย ความว่า ในกามเหล่านั้น มีโทษมากอย่างนี้เทียว แต่ให้ความยินดีน้อย คือ นิดหน่อย ดุจเมล็ดผักกาด อาศัยภูเขาหิมพานต์ให้ผลน้อยฉะนั้น. บทว่า อิติ เจปิ มหานาม ความว่า ดูก่อนมหานาม แม้ถ้าอริยสาวกอย่างนี้. บทว่า ยถาภูตํ ได้แก่ ทรงแสดงว่า เล็งเห็นด้วยดีด้วยปัญญาโดยชอบตามเป็นจริง คือ โดยนัย โดยการณ์. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า ปญฺาย ได้แก่ ด้วยวิปัสสนาปัญญา อธิบายว่า ด้วยญาณคือมรรค ๒ อย่างในขั้นต่ำ. บทว่า โสว คือ อริยสาวกผู้เห็นโทษ ของกามด้วยมรรค ๒ อย่างนั้นเทียว. ทรงแสดงญาณ ๒ อย่างที่มีปีติ ด้วยบท นี้ว่า ปีติสุขํ.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน