เล่มที่ 14
[๒๒๑] เมืองที่โควินท์สร้างไว้แล้วเหล่านี้คือ ทันตปุระแห่งแคว...
หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 15
เนื้อหา
[๒๒๑] เมืองที่โควินท์สร้างไว้แล้วเหล่านี้คือ ทันตปุระแห่งแคว้นกาลิงค์ ๑ โปตนะแห่ง แคว้นอัสสกะ ๑ มาหิสสดี (มเหสัย) แห่ง แคว้นอวันตี ๑ โรรุกะแห่งแคว้นโสจิระ (สะวีระ) ๑ มิถิลาแห่งแคว้นวิเทหะ ๑ สร้างเมืองจัมปาในแคว้นอังคะ ๑ และ พาราณสีแห่งแคว้นกาสี ๑. ครั้งนั้นแล กษัตริย์ ๖ พระองค์นั้นทรงเป็นผู้ชื่นใจ ทรง มีความดำริเต็มที่แล้วด้วยลาภตามที่เป็นของตน ทรงคิดว่า โอหนอ พวกเรา ได้สิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราหวัง สิ่งที่เราประสงค์ สิ่งที่เราปรารถนาอย่างยิ่ง แล้ว. [๒๒๓] ในครั้งนั้น มีมหาราชผู้ทรงภาระ ๗ พระองค์คือ พระเจ้าสัตตภู ๑ พระเจ้าพรหม ทัต ๑ พระเจ้าเวสสภู ๑ พระเจ้าภรตะ พระเจ้าเรณุ ๑ พระเจ้าธตรัฐอีก ๒ พระองค์ ดังนี้แล. เกียรติศัพท์อันงามของมหาโควินท์ ครั้งนั้นแล กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น เสด็จไปหามหา โควินทพราหมณ์แล้ว ได้ตรัสคำนี้กะมหาโควินทพราหมณ์ว่า ท่านโควินท์ ผู้เจริญ เป็นพระสหายที่โปรดปรานที่ชอบพระทัยไม่เป็นที่สะอิดสะเอียนของ พระเจ้าเรณุฉันใดแล ท่านโควินทผู้เจริญ ก็เป็นสหาย เป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจ ไม่เป็นที่รังเกียจแม้ของพวกเรา ฉันนั้นเหมือนกัน ขอให้ท่านพราหมณ์โควินท์ ผู้เจริญได้โปรดพร่ำสอนพวกเราเถิด ขอท่านพราหมณ์โควินท์อย่าให้พวกเรา เสื่อมเสียจากคำพร่ำสอน. ท่านพราหมณ์ มหาโควินท์ ทูลสนองพระดำรัสของ กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ ผู้ทรงได้รับมุรธาภิเษก เสร็จแล้วเหล่านั้นว่า อย่าง นั้น พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้แล. ครั้งนั้นแล ท่านพราหมณ์ มหาโควินท์ พร่ำสอนพระราชา ๗ พระองค์ ผู้เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเษกด้วยราชสมบัติ แล้วด้วยอนุสาสนี สอนพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และสอนมนต์แก่ข้าบริวาร ๗๐๐ คน. ครั้งนั้นแล โดยสมัยอื่นอีก เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของพราหมณ์ มหาโควินท์ กระฉ่อนไปว่า พราหมณ์มหาโควินท์อาจเห็นพรหม พราหมณ์ มหาโควินท์อาจสากัจฉา สนทนา ปรึกษากันกับพรหม. ครั้งนั้นแล ความ ตรึกนี้ได้มีแล้วแก่พราหมณ์มหาโควินท์ว่า เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ของเรา แล กระฉ่อนไปแล้วว่า พราหมณ์มหาโควินท์อาจเห็นพรหม พราหมณ์มหา โควินท์ อาจสากัจฉา สนทนา ปรึกษา กับพรหม จึงคิดว่า ก็เราเองย่อมไม่ เห็นพรหม ยังไม่สากัจฉากับพรหม ยังไม่สนทนากับ พรหม ยังไม่ปรึกษา กับพรหมเลย แต่เราก็ได้ฟังคำนี้ของพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ของอาจารย์ กล่าวอยู่ว่า ผู้ใดหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่ง กรุณาอยู่ ผู้นั้นย่อมเห็นพรหมได้ ย่อมสากัจฉา สนทนาปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ถ้าไฉนเราพึงหลีกเร้น ๔ เดือน ในฤดูฝน พึงเพ่งกรุณาฌาน. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าเรณุ แล้วกราบทูลคำนี้ กับพระเจ้าเรณุว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของข้าพระพุทธเจ้าแล ฟุ้งไปว่า มหาโควินทพราหมณ์อาจเห็นพรหมก็ได้ มหาโควินทพราหมณ์อาจจะสากัจฉา สนทนา ปรึกษากับพรหมได้ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเองเห็นพรหมไม่ได้เลย จะสากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะสนทนา กับพรหมก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ ของพวกพราหมณ์ผู้เฒ่า เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ของอาจารย์กล่าวอยู่ ว่า ผู้ใดหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาอยู่ ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระ- พุทธเจ้าจึงอยากจะหลีกเร้นไป ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน เป็นผู้อัน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาเลย ยกเว้นแต่ผู้นำอาหารคนเดียว. พระเจ้าเรณุตรัสว่า บัดนี้ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อมสำคัญเวลาอันสมควร.
เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน