เล่มที่ 3

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ- เชตวัน อ...

หมวดหมู่: พระวินัยปิฎก ประเภทเนื้อหา: เรื่องเล่า ลำดับที่: 170


เนื้อหา

ในเรื่องทาง คำว่า ทางของเธอราบรื่นดอกหรือ ? ภิกษุนั้นกล่าว หมายถึงทางองคชาต. คำที่เหลือมีเนื้อความกระจ่างทั้งนั้นแล. ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทวรรณนา ในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุทายี โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ- เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่าน พระอุทายีเป็นพระกุลุปกะในพระนครสาวัตถี เข้าไปสู่สกุลเป็นอันมาก ครั้งนั้นมีสตรีหม้ายผู้หนึ่ง รูปงาม น่าดู น่าชม ครั้นเวลาเช้า ท่าน พระอุทายีครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรและจีวรเดินไปทางเรือนของสตรี หม้ายนั้น ครั้นแล้วนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย จึงสตรีหม้ายนั้นเข้าไป หาท่านพระอุทายี กราบแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระอุทายี ได้ยังสตรีหม้ายนั้น ให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้วสตรีหม้ายนั้นได้กล่าวปวารณาท่านพระอุทายีว่า โปรดบอกเถิด เจ้าข้า ต้องการสิ่งใดซึ่งดิฉันสามารถจัดหาถวายพระคุณเจ้าได้ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้ พระอุทายีขอร้องว่า น้องหญิง ปัจจัยเหล่านั้น ไม่เป็นของหาได้ ยากสำหรับฉัน ขอจงให้ของที่หาได้ยากสำหรับฉันเถิด สตรีหม้ายถามว่า ของอะไร เจ้าข้า อุ. เมถุนธรรม จ้ะ ส. พระคุณเจ้าต้องการหรือ เจ้าคะ อุ. ต้องการ จ้ะ สตรีหม้ายนั้นกล่าวว่า นิมนต์มาเถิด เจ้าค่ะ แล้วเดินเข้าห้อง เลิกผ้าสาฎกนอนหงายบนเตียง ทันใดนั้น ท่านพระอุทายีตามเข้าไปหานางถึงเตียง ครั้นแล้วถ่ม เขฬะรด พูดว่า ใครจักถูกต้องหญิงถ่อย มีกลิ่นเหม็นนี้ได้ ดังนี้แล้ว หลีกไป จึงสตรีหม้ายนั่นเพ่งโทษว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เหล่านี้ เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ พระสมณะเหล่านี้ยังจักปฏิญาณ ว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติเรียบร้อย ประพฤติพรหมจรรย์ พูด จริง มีศีล มีกัลยาณธรรม ดังนี้เล่า ติเตียนว่า ความเป็นสมณะของ พระสมณะเหล่านี้ไม่มี ความเป็นพราหมณ์ของพระสมณะเหล่านี้ไม่มี ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้พินาศแล้ว ความเป็นพราหมณ์ของ พระสมณะเหล่านี้พินาศแล้ว ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้ จะมี แต่ไหน ความเป็นพราหมณ์ของพระสมณะเหล่านี้ จะมีแต่ไหน และ โพนทะนาว่า พระสมณะเหล่านี้ขาดจากความเป็นสมณะแล้ว พระสมณะ เหล่านี้ขาดจากความเป็นพราหมณ์แล้ว ไฉนพระสมณะอุทายีจึงได้ขอ เมถุนธรรมต่อเราด้วยตนเอง แล้วถ่มเขฬะรด พูดว่า ใครจักถูกต้องหญิง ถ่อยมีกลิ่นเหม็นนี้ได้ ดังนี้แล้วหลีกไป เรามีอะไรชั่วช้า เรามีอะไรที่มี กลิ่นเหม็น เราเลวกว่าหญิงคนไหน อย่างไร ดังนี้ แม้สตรีเหล่าอื่นก็เพ่งโทษว่า พระสมณะเธอสายพระศากยบุตร เหล่านั้น เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ พระสมณะเหล่านั้น ยังจักปฏิญาณ ว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติเรียบร้อย ประพฤติพรหมจรรย์ พูด จริง มีศีล มีกัลยาณธรรม ดังนี้เล่า ติเตียนว่า ความเป็นสมณะ ของ พระสมณะเหล่านั้นไม่มี ความเป็นพราหมณ์ของพระสมณะเหล่านั้นไม่มี ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านั้นพินาศแล้ว ความเป็นพราหมณ์ของ พระสมณะเหล่านั้นพินาศแล้ว ความเป็นสมณะของพระสมณะเหล่านี้ จะ มีแต่ที่ไหน ความเป็นพราหมณ์ของพระสมณะเหล่านี้ จะมีแต่ไหน และ โพนทะนาว่า พระสมณะเหล่านี้ ขาดจากความเป็นพระสมณะแล้ว พระ- สมณะเหล่านั้นขาดจากความเป็นพราหมณ์แล้ว ไฉนพระอุทายีจึงได้ขอ เมถุนธรรมต่อสตรีนี้ด้วยตนเอง แล้วจึงถ่มเขฬะรด พูดว่า ใครจักถูก ต้องหญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นนี้ได้ ดังนี้ แล้วหลีกไป นางคนนี้มีอะไรชั่วช้า นางคนนี้มีอะไรที่มีกลิ่นเหม็น นางคนนี้ เลวกว่าสตรีคนไหน อย่างไร คนนี้ ภิกษุทั้งหลายได้ยินสตรีพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อ สิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายี จึงได้ กล่าวคุณ แห่งการบำเรอตนด้วยกามในสำนักมาตุคามเล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน