วัดเขาถ้ำกรวย
วัดเขาถ้ำกรวย ตั้งอยู่เลขที่ 35 บ้านโคกใหม่ หมู่ที่ 7 ตำบลเขาแร้ง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 24 ไร่ 23 งาน โฉนดที่ดิน เลขที่ 9 อาณาเขต ทิศเหนือจด ทางสาธารณประโยชน์ ทิศใต้จดเขาถ้ำกรวยและสวน ทิศตะวันออกจดพื้นที่เกษตรกรรม ทิศตะวันตกจดทาง
สาธารณประโยชน์ อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง 5.50 เมตร ยาว 17.50 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2538 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ กว้าง 21 เมตร ยาว 39 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2535 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หอสวดมนต์ กว้าง 9 เมตร ยาว 29 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2536 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น กุฏิสงฆ์ จำนวน 8 หลัง เป็นอาคารไม้ทรงไทยโบราณ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2536 ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน 1 หลัง สร้างด้วยไม้ นอกจากนี้มี หอปริยัติธรรม 1 หลัง สร้างด้วยปูน 2 ชั้น และถ้ำ 3 ถ้ำ ปูชนียวัตถุ มีพระประธานประจำอุโบสถ พระนอนขนาดใหญ่ 1 องค์ ฐานยาว 7 เมตร อายุการสร้างประมาณไม่ต่ำกว่า 300 ปี พระกรวยปางมารวิชัย จำนวน 5 องค์ ฐานกว้าง 90 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร
พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ฐานกว้าง 50 เซนติเมตร สูง 90 เซนติเมตร พระพุทธรูป ปางห้ามสมุทร ฐานกว้าง 2.50 เมตร สร้างด้วยทองสำริด ศาลเจ้าพ่อหมื่นมาลากับม้าศึก อายุการสร้าง ประมาณ พ.ศ. 2328 ภายหลังสงครามเก้าทัพสิ้นสุด ศิลาศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ อุโบสถ 1 หลัง กว้าง 6 เมตร ยาว 42 เมตร
วัดเขาถ้ำกรวย ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2416 เดิมชาวบ้านเรียกว่า "วัดเขาถ้ำ" ชื่อเดิมคือ "วัดเขาถ้ำกรวย" ในสมัยก่อนนั้นชาวกรวยอาศัยอยู่ในบริเวณวัดแห่งนี้ ในปัจจุบันชนชาวพื้นเมืองตำบลเขาแร้งและตำบลใกล้เคียง มักเป็นไทยพวน สืบได้ว่าอพยพมาจากเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว เข้ามาตั้งรกรากแทนชาวกรวย สถานที่ตั้งวัดเขาถ้ำกรวย สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบติดเชิงเขา มีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมเงียบสงบห่างไกลหมู่บ้าน มีถ้ำ 3 ถ้ำ ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ทำสังฆกรรมของอดีตเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ภายในวัด และพิธีทางศาสนา ในสมัยสงครามเก้าทัพ (สมัย ร.1) พ.ศ. 2328 พม่าได้จัดกองทัพใหญ่เข้ามาถึงเก้าทัพ ราชบุรีเป็นเมืองหนึ่งที่ตั้งรับข้าศึกโดยตรง วัดเขาถ้ำกรวยแห่งนี้เป็นสถานที่ตั้งของทัพทหารไทยในสมัยนั้น จึงถือได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงธนบุรีนั้น วัดเขาถ้ำกรวยเป็นสถานที่หลบซ่อนข้าศึกอีกด้วย เพราะเหตุว่าเป็นสถานที่ใกล้เคียงกับบ้านโคกกระต่าย อันเป็นที่ตั้งของทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ระยะห่างกันเพียง 3-4 กิโลเมตร วัดเขาถ้ำกรวยเป็นสถานที่อยู่ในเขตเดินทัพของพม่า ความสำคัญเกี่ยวเนื่องถึงสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมริสี คือ ท่านได้รุดลงผ่านมา และได้พำนักอาศัยภายในถ้ำแห่งนี้เป็นเวลานานพอสมควร และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าหมื่นมาลากับม้าศึก ศิลาศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับศึกสงครามกับพม่าในสมัยกรุงธนบุรี และในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หลังจากสมเด็จโต ได้จากวัดเขาถ้ำกรวยแห่งนี้ไปแล้ว หลังจากนั้นได้มี หลวงปู่เกลี้ยง กิตติวีโร ปกครองวัดเขาถ้ำกรวยสืบต่อมา จนกระทั่งได้มีหลวงรัตนพิทักษ์ เป็นผู้ริเริ่มให้มีการตั้งวัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในสมัยนั้น ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 5 โดยเห็นว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ประกอบกับมีลักษณะภูมิประเทศเหมาะสม สวยงาม เงียบสงบ มีโบราณวัตถุเป็นสิ่งสำคัญ จึงได้รวบรวมชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยกันก่อสร้างเป็นวัดขึ้น แต่ในปัจจุบันไม่เหลือหลักฐานให้เห็นแต่อย่างใด ได้มีการทิ้งร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ให้ทรุดโทรมผุพังหายไป และส่วนมากจะใช้ถ้ำเป็นที่อาศัย ทำสังฆกรรม และพิธีทางศาสนาในสมัยแรก ๆ ครั้นในเวลาต่อมา ได้มีการก่อสร้างกุฏิพักอาศัยบริเวณเชิงเขา มีการสร้างศาลาอเนกประสงค์เพื่อสะดวกในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
รวมทั้งเป็นสถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมของ พุทธศาสนิกชน
ในปี พ.ศ. 2474 ในสมัยหลวงปู่เพียน พลวุฒโตม อดีตเจ้าอาวาส กล่าวกันว่าเป็นสมัยที่วัดเขาถ้ำกรวย มีความเจริญสูงสุด โดยมีการสอนหนังสือให้แก่ชาวบ้าน ให้ได้มีความรู้อ่านออกเขียนได้ เป็นที่เคารพนับถือของ คนทั่วไป ท่านเป็นพระนักปฏิบัติและพระนักพัฒนาทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเป็นอันมาก
ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2474 ได้เกิดโรคระบาด ไม่มียารักษาให้หายได้ ทำให้พระเณรต้องมรณภาพไปมาก มายรวมทั้งชาวบ้านในละแวกนั้น ด้วยสาเหตุนี้วัดเขาถ้ำกรวยได้มีการทิ้งร้างอีกหลายครั้ง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้ทรุดโทรมหายไปเป็นอย่างมาก ครั้นมาถึงสมัยปัจจุบันปี พ.ศ. 2533 นับแต่พระอธิการจรัญ พลญาโณ ได้เข้ามาปกครองวัดแห่งนี้ ได้พัฒนาบูรณะวัดเขาถ้ำกรวยให้เจริญขึ้นอีกเป็นลำดับ โดยได้ดำเนินการบูรณะ ซ่อมแซม ถมดินปรับพื้นที่เพื่อการก่อสร้างวางรูปแบบของวัดให้เหมาะสมตามแบบที่ถูกต้อง คือ แยกเป็น เขตมราวาส และสังฆาวาส และได้สร้างกุฏขึ้นใหม่ จำนวน 5 หลัง สร้างด้วยไม้แบบทรงไทย สร้างและบูรณะ ศาลาการเปรียญ สำหรับใช้ประกอบพิธีทางศาสนา สร้างอุโบสถ บูรณะศิลปะวัตถุภายในถ้ำให้คงสภาพเดิม และส่งเสริมพัฒนาทางด้านจิตใจชาวบ้านให้มีที่พึ่งทางใจ และให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2540 การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ ทราบนาม คือ รูปที่ 1 สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมสี รูปที่ 2 พระเกลี้ยง กิตติวีโร พ.ศ. 2416 - 2425 รูปที่ 3 พระยัง ยุตติโยโค พ.ศ. 2425 - 2430 รูปที่ 4 พระอินทร์ อติวีโร พ.ศ. 2430 - 2434 รูปที่ 5 พระป๋อง ปริชาโน พ.ศ. 2434-2449 รูปที่ 6 พระสังวรณ์ สิริวณฺโณ พ.ศ. 2449 - 2452 รูปที่ 7 พระแก้ว สุจิตโต พ.ศ. 2425 - 2455 รูปที่ 8 พระเล็ก กนุตวีโร พ.ศ. 2455 - 2460 รูปที่ 9 พระขันธ์ เขมยุตโต พ. 2460-2467 รูปที่ 10 พระยอด ยติวทโฒ พ.ศ. 2467 - 2471 รูปที่ 11 พระจ้วง จิตตปญโญ พ.ศ. 2471- 2474 รูปที่ 12 พระเพี้ยน พลวุฒโฒ พ.ศ. 2474-2494 รูปที่ 13 พระนพรัตน์ สุภโร พ.ศ. 2494-2514 รูปที่ 14 พระประคอง อคุคปุณโณ พ.ศ. 2514-2533 รูปที่ 15 พระจรัญ พลญาโณ พ.ศ. 2533 - ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2416