วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 7 ถนนเขางู ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 57 ไร่ 59 ตารางวา โฉนดที่ดิน เลขที่ 15876 อาณาเขต ทิศเหนือจดคลองบ้านเล่าใหญ่ ทิศใต้จดถนนเขางู ซอย 2 ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จดหมู่บ้าน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 93 ไร่ 25 งาน 21 ตารางวา โฉนดที่ดิน เลขที่ 97247 5464 13013 12829 12848 11402 22900 22898 11119 และ 12222 อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง 11 เมตร ยาว 22.50 เมตร สร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศิลปะอยุธยา

ประวัติวัดจังหวัดราชบุรี 367 มีกำแพงแก้วล้อมอุโบสถ หอสวดมนต์ กว้าง 10.20 เมตร ยาว 26 เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นหอฉัน ชั้นบนเป็นหอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์ จำนวน 9 หลัง เป็นอาคารไม้ 2 หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 หลัง และตึก 5 หลัง วิหาร กว้าง 9.80 เมตร ยาว 18.40 เมตร เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง 12.50 เมตร ยาว 24 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2539 เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน 2 หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์

นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ดังนี้ คือ อาคารปฏิบัติธรรม 1 หลัง กุฏิเจ้าหน้าที่ 3 หลัง กุฏิปฏิบัติธรรม 34 หลัง โรงครัว 1 หลัง โรงเรียนธรรมศึกษา 1 หลัง หอสวดมนต์แม่ชี 1 หลัง กุฏิแม่ชี 109 หลัง ศาลาวชิโร 1 หลัง ศาลาปุณณชาโต 1 หลัง ศาลาสุภัทโท 1 หลัง ปูชนียวัตถุ มีพระประธานประจำ อุโบสถ 1 องค์ พร้อมพระอัครสาวก สร้างด้วยหินทรายสีชมพู ศิลปะอยุธยา นอกจากนั้นมีพระปรางค์สมัย อยุธยาตอนต้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปปูนปั้นนาม "พระมงคลบุรี" เป็นศิลปะอู่ทอง พระพุทธรูป ปูนปั้นปางไสยาสน์ ศิลปะอยุธยา 1 องค์ พระพุทธรูปต่าง ๆ สร้างด้วยหินทรายสีชมพู หินทรายสีขาว สร้างด้วยปูน ศิลปะอู่ทอง ศิลปะอยุธยา ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ประดิษฐานในระเบียงคต จำนวน 115 องค์ พระพุทธรูปปูนปั้น หินทรายสีชมพู ศิลปะสมัยอยุธยา จำนวน 9 องค์ ระฆังหินสมัยทวาราวดี 1 ใบ หัวบันได รูปนาราสณ์ทรงครุฑและมีหัวนาค 7 หัว จำนวน 2 ชั้น สลักด้วยหินทรายสีชมพู พระอัครสาวก จำนวน 11 องค์ สร้างด้วยไม้จันทร์ พระอุโบสถฐานศิลปะสมัยอยุธยา หลังคาเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ มณฑป 1 องค์ ศิลปะสมัยอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทรอยนูน สร้างด้วยหินทรายสีชมพู เจดีย์เก่าศิลปะอยุธยา จำนวน 4 องค์ สันนิษฐานบรรจุอัฏฐิเจ้าเมือง เจดีย์ท่าน้ำ 3 องค์ พระพุทธรูปหินทราย 1 องค์ ศิลปะอยุธยา ตอนต้น หอสวดมนต์ทรงไทยขนาดใหญ่ 5 ห้อง

วัดมหาธาตุ ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2313 เป็นวัตถุโบราณนิยมเรียกว่า "วัดหน้าพระธาตุ" แต่ปรากฏชื่อใน หนังสือสมุดราชบุรีของนายตรี อมาตยกุล ว่า "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ" โดยถือพระศรีรัตนมหาธาตุ (พระพุทธ ปรางค์) เป็นสัญลักษณ์ แต่สันนิษฐานด้านโบราณวัตถุ พอจะอนุมานได้ว่า วัดมหาธาตุเดิมตั้งอยู่ในตัวเมือง ราชบุรี มีคูเมืองและซากเนินดินให้เห็นอยู่ ภายในตัวเมืองเดิมนับว่าค่อนข้างกว้าง มีเสาประตูเมืองเก่าอยู่ตรง หน้าวัดเขาเหลือ ปัจจุบันเนินดินที่ล้อมตัวเมืองได้สร้างเป็นถนนติดต่อระหว่างตัวเมืองถึงเขางู ภายในกำแพงเมือง มีวัดเก่า ๆ เช่น วัดเขาเหลือ วัดตารอด วัดเพลง วัดลั่นทม และวัดมหาธาตุ ปัจจุบันเหลือวัดที่มีพระสงฆ์ เพียง 2 วัด คือวัดเขาเหลือและวัดมหาธาตุ นอกนั้นกลายสภาพเป็นวัดร้าง เหลือแต่ซากเจดีย์ปรากฏให้เห็นว่า เคยเป็นวัดมาก่อน ในสมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองราชบุรีได้ตกอยู่ในอำนาจขอม พวกขอมได้สร้างพระศรีรัตน- มหาธาตุไว้ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ครั้นเมื่อขุนผาเมืองและขุนบางกลางท้าว ได้ขับไล่ขอมออกจากสุโขทัย และตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1800 เมืองราชบุรีก็อยู่ในอำนาจของกรุงสุโขทัย ปรากฏหลักฐานใน ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์องค์ที่ 3 ของกรุงสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดค้นสำรวจในบริเวณคูเมือง ได้พบโบราณวัตถุสมัยทวาราวดีและสมัยศรีวิชัย โดยมากเป็นปูนปั้นและดินเผา ได้เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมืองราชบุรีได้มีการย้ายเมืองเพียง 2 ครั้ง ในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและในสมัย พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในราวตอนปลายรัชกาลที่ 3 ได้มีพระภิกษรูปหนึ่งเป็นชาวบางน้อย อำเภอคณที จังหวัดสมุทรสงคราม ท่านชื่อ "พระบุญมา" ได้สมาทานธุดงควัตร ผ่านทุ่งตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมืองราชบุรี ได้เห็นองค์พระปรางค์ ซึ่งตั้งสูงตระหง่าน จึงพำนักปักกลดบริเวณองค์พระปรางค์ พบว่ามีเสนาสนะที่ชำรุดทรุด โทรม แต่เป็นสถานที่ร่มรื่นและสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงได้ชักชวนราษฎรที่มีจิตศรัทธาช่วยกันซ่อมแซม เสนาสนะและหักร้างถกถาง ให้อยู่ในสภาพที่พอพำนักได้ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดต่อมา วัดมหาธาตุได้ รับการบูรณะและพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน มีสถานที่ร่มรื่นและสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน โดยทั่วไป และยังมีศิลปะวัตถุโบราณให้ชมเพื่อเป็นทัศนศึกษาแก่อนุชนรุ่นหลัง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2313 การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ 1 พระบุญมา พ.ศ. 2388 - 2429 รูปที่ 2 พระตัน วชิโร พ.ศ. 2429-2471 รูปที่ 3 พระแพ ปุณณชาโต พ.ศ. 2471 - 2494 รูปที่ 4 พระราชธรรมเสนานี (สุข สุภทโท) พ.ศ. 2495- 2503 รูปที่ 5 พระเทพวิสุทธิโมลี (จ้อย มหาธีโร) พ.ศ. 2504 - 2538 รูปที่ 6 พระราชวิสุทธิโสภณ (ไพบูลย์ ซินวิโส) พ.ศ. 2538 - ปัจจุบัน การศึกษา มีโรง เรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2471 โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2492 ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2544