วัดสร้อยทอง

สภาพฐานะและที่ตั้งของวัด

วัดสร้อยทอง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ 1319 ถนนประชาราษฎร์ สาย 1 เชิงสะพานพระราม 6 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2394 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2394 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อ พ.ศ. 2545

เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 7818 อาณาเขต ด้านทิศเหนือ จดถนนประชาราษฎร์สาย 1 ด้านทิศใต้จดคลองบางซ่อน ด้านทิศตะวันออกจดโรงงานทอผ้า ด้านทิศตะวันตก จดแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีการคมนาคมที่สะดวกทั้งทางบกและ ทางน้ำ มีอาคารเสนาสนะที่สวยงามเป็นระเบียบ อาณาบริเวณมีความร่มรื่นและทัศนียภาพที่สวยงาม

ความเป็นมา

วัดสร้อยทอง เดิมชื่อ "วัดซ่อนทอง" ได้ตั้งวัดมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2394 สันนิษฐานว่าผู้สร้างคงจะ เป็นลูกหลานของสมเด็จเจ้าพระยาคนใดคนหนึ่งที่สืบเชื้อสายต่อจากศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นผู้สร้างขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดประสบภัยทางอากาศ สภาพวัดสร้อยทอง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พระสงฆ์ได้หลบภัยไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอื่น คงเหลือเพียง 3 รูป คือ พระอุปัชฌาย์รวย สุวณฺโณ พระแพ อาภาคโม พระเปรื่อง กตสาโร หลังสงครามโลกสงบลง วัดสร้อยทองไม่มี เสนาสนะเหลืออยู่เลย พระสงฆ์ต้องไปอาศัยวัดบางโพโอมาวาส จากภัยสงครามดังกล่าวทำให้วัดฝั่งพระนคร และฝั่งธนบุรีได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะวัดสร้อยทองและวัดราชบูรณะ กระทรวงศึกษาธิการประกาศยุบวัด สร้อยทองเนื่องจากถาวรวัตถุของวัดได้รับความเสียหายอย่างมากจนไม่สามารถบูรณะและปฏิสังขรณ์ได้ ประกอบกับทางราชการต้องการที่ดินของวัดสร้อยทองเพื่อเป็นโกดังสินค้าของรัฐ โดยให้ค่าผค่าทดแทน จำนวน 180,000 บาท ให้พระสงฆ์ย้ายไปอยู่วัดบางโพโอมาวาส ราษฎรย่านบางซ่อน บางซื่อ บางโพ บางเขน ได้คัดค้านการยุบวัดของรัฐบาลจนเกือบถึงขั้นจลาจล ในช่วงนั้นนายทองคำ อาจละกะ มรรคทายกวัดได้บูรณะ วัดสร้อยทอง ครูหวน สรรพานิช ครูใหญ่โรงเรียนวัดสร้อยทองได้นำความไปบอกกล่าวแก่ ดร. เดือน บุนนาค รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เพราะทราบดีว่าตระกูลบุนนาคได้มีส่วนในการสร้าง และบูรณะปฏิสังขรณ์

วัดสร้อยทอง ต่อมาทางราชการจึงประกาศยกเลิกคำสั่งยุบวัดสร้อยทอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ราษฎรย่าน วัดสร้อยทองได้ช่วยกันสร้างอาคารเสนาสนะเพื่อใช้เป็นที่พักสงฆ์และปฏิบัติธรรม ในสมัยก่อนราษฎรที่อาศัยอยู่ใน เขตวัดสร้อยทอง ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนผลไม้และสมุดข่อย จนมีประเพณีสลากภัตทุเรียนและประเพณีลงแขก ตีข่อย ราษฎรในย่านวัดสร้อยทองสมัยก่อนจะมีฐานะความเป็นอยู่ดี ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดมีความเจริญ รุ่งเรืองมากเพราะเป็นศูนย์กลางการศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนประชาบาลและโรงเรียนศึกษา ผู้ใหญ่ ซึ่งได้ถูกภัยสงครามทำลายสูญสิ้น

ปัจจุบันวัดสร้อยทองมีความเจริญทั้งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส เป็นวัดที่สวยงามทั้งด้านอาคาร เสนาสนะและทัศนียภาพของวัด มีราษฎรบำรุงวัดประมาณ 1,500 คน ในวันธรรมสวนะและอุโบสถจะมีราษฎร มาร่วมประกอบศาสนกิจเฉลี่ยครั้งละประมาณ 300 - 500 คน วัดสร้อยทองได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง จากกรมการศาสนาเมื่อ พ.ศ. 2531 วัดสร้อยทองมีรายได้จากการบริจาคปีละประมาณ 1,920,000 บาท และรายได้จากการจัดการศาสนสมบัติของวัดปีละประมาณ 8,760 บาท

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา ส่วนสิ่งปลูกสร้างมีดังนี้

  1. อุโบสถ ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 24 เมตร ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในปี พ.ศ. 2530 ค่าก่อสร้าง ประมาณ 7,500,000 บาท

  2. วิหาร จำนวน 1 หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงจตุมุข เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนาม "หลวงพ่อเหลือ" เนื้อทองสำริด ค่าก่อสร้างประมาณ 4,500,000 บาท

  3. ศาลาการเปรียญ 1 หลัง (หลังเก่า) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ ค่าก่อสร้าง ประมาณ 551,000 บาท

  4. กุฏิสงฆ์ จำนวน 8 หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก 6 หลัง สร้างด้วยไม้ 2 หลัง ค่าก่อสร้าง ประมาณ 7,100,000 บาท

  5. กุฏิสงฆ์แฝดทรงไทย 2 ชั้น สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าก่อสร้างประมาณ 11,298,749 บาท

  6. กุฏิศรีสุธรรมมาภรณ์ 5 ชั้น 1 หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าก่อสร้างประมาณ 30,500,000 บาท

  7. กุฏิเจ้าอาวาส 1 หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าก่อสร้างประมาณ 4,300,000 บาท

  8. กุฏิกรรมฐาน จำนวน 4 หลัง ค่าก่อสร้างประมาณ 200,000 บาท

  9. อาคารเรียนพระปริยัติธรรม 5 ชั้น 1 หลัง ค่าก่อสร้างประมาณ 20,100,000 บาท

  10. ศาลาธรรมสังเวช จำนวน 9 หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าก่อสร้างประมาณ 18,500,000 บาท

  11. ฌาปนสถาน 1 หลัง ระบบทันสมัยใช้ไฟฟ้า ค่าก่อสร้างประมาณ 1,500,000 บาท มีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปปางเรไร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น พระพุทธรูปทองสำริด นาม "หลวงพ่อเหลือ" ภายในเกศขององค์หลวงพ่อเหลือบรรจุพระธาตุของ พระอรหันต์ 5 องค์ (พระสาวกธาตุ) มีพระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระสีวลี พระองคุลีมาร และพระภิกษุณีพิมพา

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดสร้อยทองได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2506 และแผนกบาลีเมื่อปี พ.ศ. 2535 ทางวัดจัดการเผยแพร่พระพุทธศาสนา จัดส่งพระภิกษุระดับปริญญาเอกไปทำการเผยแพร่พระพุทธ ศาสนาที่ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2525 จัดกิจกรรมบวชชีพราหมณ์เพื่ออบรมจริยธรรม บำเพ็ญสมถกรรมฐาน จัดการบรรยายแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำบางขวาง จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนที่ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี พ.ศ. 2527 จัดให้มีการอบรมรักษาศีล ปฏิบัติธรรมในวันพระ เพื่อนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวัน จัดให้มี การแสดงพระธรรมเทศนาหรือปาฐกถาธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ฝึกอบรมพระนวกะ จัดทำวารสารธรรมะรายเดือนเผยแพร่แก่ประชาชน จัดให้มีการถวายทาน สรงน้ำพระในวันสงกรานต์ เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมและประเพณี ทางวัดได้ดำเนินการเกี่ยวกับการสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ ได้ดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุง และบูรณะปฏิสังขรณ์เขตพุทธาวาสและสังฆาวาส พ.ศ. 2526

สร้างถังเก็บน้ำฝน 2 ถัง ค่าก่อสร้างประมาณ 100,000 บาท พ.ศ. 2528

สร้างถังน้ำและหอฉัน ค่าก่อสร้างประมาณ 50,000 บาท พ.ศ. 2529

สร้างเขื่อนกั้นน้ำริมคลองบางซ่อน ค่าก่อสร้างประมาณ 480,000 บาท

จัดซื้อโต๊ะ เก้าอี้ ประจำสำนักเรียน ค่าก่อสร้างประมาณ 50,000 บาท

สร้างศาลาอารีย์บำเพ็ญกุศล 1 หลัง ค่าก่อสร้างประมาณ 700,000 บาท

สร้างศาลาพลับพลา 1 หลัง ค่าก่อสร้างประมาณ 80,000 บาท พ.ศ. 2530

สร้างถนนคอนกรีตทั่วบริเวณวัด ค่าก่อสร้างประมาณ 180,000 บาท

สร้างเขื่อนกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ค่าก่อสร้างประมาณ 450,000 บาท

สร้างห้องน้ำสาธารณะ ค่าก่อสร้างประมาณ 10,000 บาท

พ.ศ. 2531

สร้างรั้วเหล็กบนเขื่อนกั้นน้ำบางซ่อน ค่าก่อสร้างประมาณ 164,000 บาท

สร้างกำแพงรั้วเหล็กโรงเรียนปริยัติธรรม ค่าก่อสร้างประมาณ 100,000 บาท

เทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กลานวัด ค่าก่อสร้างประมาณ 300,000 บาท

พ.ศ. 2532

สร้างศาลาธรรมสังเวช 7 หลัง ค่าก่อสร้างประมาณ 10,900,000 บาท

พ.ศ. 2535

สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม 5 ชั้น ค่าก่อสร้างประมาณ 15,000,000 บาท งานสาธารณสงเคราะห์

  • จัดตั้งทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร ปีละประมาณ 100,000 บาท

  • มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนประถมศึกษา โรงเรียนวัดสร้อยทอง ปีละ 200 ทุน ๆ ละ 500 บาท

  • มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ปีละ 21 ทุน ๆ ละ 700 บาท

  • บริจาคเงินช่วยเหลือโรงพยาบาล

  • บริจาคเงินสร้างโรงเรียนและบริจาคให้วัดในชนบท ปีละประมาณ 150,000 บาท

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครอง โดยมีพระโสภณปริยัติวิธาน (จัด โกวิโท ป.ธ. 6) เป็นเจ้าอาวาสและดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะแขวงบางชื่อ ได้ปกครองโดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้งและปฏิบัติตามหลักกฎหมายคณะสงฆ์และ กฎหมายบ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดระเบียบข้อบังคับวัดสร้อยทอง พ.ศ. 2525 ได้จัดตั้งคณะกรรมการ บริหารวัดด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการเผยแพร่ ด้านสาธารณูปการ ด้านการสาธารณสงเคราะห์ มีผู้ช่วยเจ้าอาวาส เลขานุการเจ้าอาวาส ทำหน้าที่ตามที่เจ้าอาวาสได้มอบหมาย ทำเนียบเจ้าอาวาส

  1. พระถุย

  2. พระดำ

  3. พระเบี้ยว

  4. พระมหาละเอียด ธมมปาโล

  5. พระครูภาวนานุก (รวย สุวณฺโณ)

  6. พระครูปัญญาโสภิต (สำรวย สิตยโส)

  7. พระแพ อาภาคโม

  8. พระราชกิตติเวที (ทองหล่อ สุวรรณสี)

  9. พระโสภณปริยัติวิธาน (จัด โกวิโท) ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 - ปัจจุบัน