วัดเทวสังฆาราม

วัดเทวสังฆาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านเหนือ ถนนเจ้าขุนเณร ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕๖ ไร่ ๒๗ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๕๗๖ อาณาเขต ทิศเหนือ จดวัดถาวรวราราม ทิศใต้ จดโรงเรียนวัดเทวสังฆาราม ทิศตะวันออก จดโรงเรียนช่างไม้ ทิศตะวันตก จดลำน้ำแควใหญ่ มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒๗ แปลง: เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๒ งาน ๑๑.๔ ตารางวา อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๔.๒๕ เมตร ยาว ๓๐.๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๒ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๙ หลัง และตึก ๓ หลัง วิหาร กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๑ เมตร ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๔ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้มี มณฑป

๕๙๘

วัดเทวสังฆาราม ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ วัดเทวสังฆาราม เป็นวัดเก่าแก่โบราณวัดหนึ่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ตำบลบ้านเหนือ ชาวบ้านทั่วไป เรียกกันติดปากว่า "วัดเหนือ" อยู่ริมฝั่งแม่น้ำศรีสวัสดิ์ จะสร้างขึ้นเมื่อใด ยังหาหลักฐานไม่ได้ แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าคงจะสร้างมาไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว โดยรู้กันเพียงว่า "ท่านสมภารเสี่ยง" เป็นผู้สร้าง ตามคำบอกเล่าประกอบเหตุการณ์ พอจะประมวลได้ดังนี้ เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกพม่า โจมตีทำลายเผาผลาญบ้านเรือน ปราสาทราชวังเสียหายหมดสิ้นยับเยินไปแล้ว และกวาดต้อน ผู้คนและขนทรัพย์สินสมบัติแก้วแหวนเงินทองของมีค่า ไปยังประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น ครั้งนั้น สามเณรเสี่ยง เป็นบุตรของคนไทยผู้หนึ่ง ซึ่งดั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองกาญจนบุรีเก่า ได้ถูกพม่ากวาดต้อนเอาไปพร้อมกับโยมมารดาของท่านด้วย ท่านอยู่ในพม่าจนได้อุปสมบท เป็นภิกษุในประเทศพม่านั้น ต่อมาท่านปรารถนาที่จะเข้ามาประเทศไทยเพื่อเยี่ยมเยียนผืนแผ่นดินไทย อันเป็นมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านจึงได้ชักชวนเพื่อนรักซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ๕-๖ คน ปลอมตัวเป็นมอญเดินทางเข้ามา ก่อนจะออกเดินทางโยมมารดาของท่านได้บอกสถานที่ ที่ได้ฝังทรัพย์ไว้ในบ้านเดิมของท่าน เล่ากันว่า เมื่อภิกษุเสี่ยง หรือเรียกตามฐานะในกาลต่อมาว่า ท่านสมภารเสี่ยง ได้เดินทางมาถึงเมืองกาญจนบุรีเก่าเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจาก ทางราชการได้ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ที่ตำบลปากแพรก ผู้คนส่วนใหญ่ก็ย้ายตามมา ท่านสมภารเสี่ยง พิจารณาเห็นว่า เมืองเก่ามีแต่จะชำรุดทรุดโทรมโรยราไปตามกาลเวลา ส่วนเมืองใหม่มีแต่จะ เจริญรุ่งโรจน์ไพศาลสืบไป หากจะปรับปรุงวัดเก่าที่เมืองเก่าก็คงจะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่ากับการ สร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองใหม่ ท่านจึงได้ตัดสินใจสร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองกาญจนบุรีใหม่ คือ วัดเทวสังฆาราม ในบัดนี้ วัดเทวสังฆารามนี้ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์โดยลำดับ ดังนี้ พ.ศ. ๒๕๒๐ ปีฉลู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ครั้งที่๒ โดยทางชลมารค เสด็จแวะไปทอดพระเนตรวัดเทวสังฆาราม ทรงเห็นว่าอุโบสถชำรุดมาก จึงได้มี พระราชดำรัสให้พระยากาญจนบุรี จัดการปฏิสังขรณ์อุโบสถให้ดีขึ้น ปรากฏในพระราชนิพนธ์ เสด็จประพาสไทรโยค ดังนี้ วัน ๗ฯ๒ ฯลฯ บ่าย ๕ โมงเกือบครึ่ง ลงเรือ ๕ แจวไปเที่ยว ขึ้นที่ท่าวัดเหนือ ขี่ม้าเจ้าพยามโนมัยไปตามทางที่เรียกว่าตลาด หนทางกว้างสัก ๑๐ ศอก

ถึงรั้วทั้งสองข้างแต่ไม่มีตลาดเหมือนเมืองอื่น ทั้งสองข้างทางบ้านกั้นด้วยไม้รวกสูง ๆ ขายของ

อยู่ในเรือนมีเจ๊กมีญวนบ่อย ๆ สิ่งที่ขายนั้นเห็นมียาสูบและเป็นอย่างมากกว่าสิ่งอื่น ของเครื่อง-

ถ้วยชามหนังมีบ้างเล็กน้อย ของสดพริกนกเป็นพื้น มีศาลเจ้าก่อขึ้นใหม่แห่งหนึ่งกับร้านขาย

เครื่องยาของจีนทำใหม่ทีเดียวร้านหนึ่ง ไม่เห็นสนุก สิ่งไร ไปสัก ๘-๙ เส้นถึงเมืองเข้าประตู ตรงศาลากลางเห็นบ้านเจ้าเมืองและศาลากลางตึกดิน หลังกำแพงเมืองชำรุดมาก อ้อมไปออกประตูที่จะไปวัดใต้แต่ไม่เลี้ยวลงไปทางวัดใต้ ด้วยเคยไปคราวก่อนทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้พระยากาญจนบุรีบอกว่าชำรุดรื้อลงทำใหม่ จึงอ้อมกลับมาทางเก่าทางตั้งแต่ขึ้นไปจากตีนท่าจนถึงสุดทางกลับประมาณ ๑๒-๑๓ เส้นเท่านั้น เดินผ่านมาทางหน้าป้อมกลางเมือง เห็นเนินสูงกว่าพื้นดินราบมาก แลดูลึกลงไป อนึ่งเมื่อขึ้นมานั้นพบพระกรุงเทพฯ พวกนี้ตามมานั่งคอยอยู่ที่ศาลาและพูดด้วยหน่อยหนึ่ง ครั้นกลับมาคราวนี้แวะเข้าไปดูวัดๆ นี้ สมภารเธอรักษาดีจริงๆ เตียนตลอดรอบบริเวณ มีต้นไม้เล็กน้อยเหมือนกับสวนฝรั่งขี่ม้าไปโดยรอบโบสถ์ เห็นโบสถ์ชำรุดมาก ได้สั่งให้พระยากาญจนบุรีเอาส่วยในเมืองกาญจนบุรีซ่อมแซม ที่หน้าโบสถ์นั้นมีเก๋งยาวมีแต่ประตูไม่มีหน้าต่าง ว่าเป็นของยายโก่ทำฯ ในเมืองกาญจนบุรีนี้ เจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์ได้เสด็จมาทุกพระองค์ พ.ศ. ๒๔๓๑ ปีชวด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสไทรโยค ครั้งที่ ๓ โดยทางชลมารค เสด็จแวะทอดพระเนตรวัดเทวสังฆารามอีก พระยากาญจนบุรีทูลกล่าวรายงานว่าขณะนี้กำลังรื้ออุโบสถเพื่อสร้างใหม่ในที่เดิม ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สมทบในการก่อสร้างเป็นเงิน ๑๐ ชั่ง และได้พระราชทานกัปปิยภัณฑ์แก่ภิกษุผู้ทำการองค์ละ ๒ บาท โบสถ์สร้างใหม่นี้สำเร็จเรียบร้อย และทำการฉลองในปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ ปัจจุบันเป็นพระวิหารอยู่ทางด้านตะวันตกของพระอุโบสถ พ.ศ. ๒๔๕๒ ปีระกา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสจังหวัดกาญจนบุรีเป็นครั้งสุดท้าย โดยชลมารค ทรงมีพระราชหัตถเลขาไว้ ดังนี้ "วันที่ ๗ วันนี้ ได้ขึ้นไปดูเมือง ขึ้นตรงประตูเหนือแล้วเลี้ยวมาหน้าเมือง ดูป้อมกำแพงชำรุดมากกว่าราชบุรี จึงไปถึงวัดท้ายเมืองและวัดเรียกว่า ชุมพลชนะสงคราม แล้วกับประตูข้างใต้ ซึ่งแบ่งเป็นเขตฝ่ายทหาร ดูที่ว่าการและกองทหาร และไปแวะที่หลักเมืองซึ่งมีศิลาจารึก กำหนดเมื่อสมเด็จพระยาองค์ใหญ่ขึ้นมาสร้าง ดูศาลและศาลากลาง ผ่านออกมาทางประตูเหนือ ไปตามตลาดเหนือเมือง จนถึงวัดเหนือเรียกว่า วัดเทวสังฆาราม วัดแรกเป็นพระครูเจ้าคณะเมือง วัดหลังเป็นพระครูเจ้าคณะรอง คล่องแคล่วทั้งสองคน สวดมนต์แข็ง สมทบกันมาสวดที่แพตรงเรือข้ามทุกคืน สวดเหมือนพระบางกอกในวันที่ไม่ขี้เกียจด้วย แต่วัดหลังนี้จะมีสัปปุรุษติดมากบริบูรณ์กว่าวัดแรก ราษฎรมาคอยเป็นอันมาก จนถึงพวกบ้านหนองขาวก็พากันมา ฯ" วัดเทวสังฆาราม ได้รับพระมหากรุณายกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๕ และ

ในวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ยังได้รับพระมหากรุณาเสด็จฯ มาทรงทอดพระกฐินต้น ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังได้พระราชทานนามพระประธานในพระอุโบสถว่า "พระพุทธสุทธิมงคล" ซึ่งได้ทรงพระสุหร่ายศิลาจารึกนามพระราชทานนี้ด้วย นอกจากนี้ได้รับพระราชทานพระบรม ราชานุญาตให้จารึกพระปรมาภิไชย ภ.ป.ร. ที่หน้าบันมุขหน้าแห่งศาลาการเปรียญที่สร้างขึ้น เป็นพลับพลารับเสด็จฯ เป็นพระราชานุสรณ์ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึก พระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. เหนือผ้าทิพย์แห่งพระพุทธรูปปางประทานพรที่วัดสร้างขึ้นในโอกาสเสด็จฯ ครั้งนี้ และได้มีพระมหากรุณาทรงบรรจุแผ่นทองคำ เงิน นาก ในเบ้าพิธีหล่อพระ ทรงปลูก ต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากพุทธคยาประเทศอินเดียและทรงเยี่ยมราษฎร พระราชกรณียกิจ ที่ทรงบำเพ็ญทั้งปวงนี้ เป็นการพระราชทานพระมหากรุณาแก่วัด และพสกนิกรชาวกาญจนบุรี เป็นอย่างยิ่ง วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ สมเด็จพระนางเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน- ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวี ได้เสด็จเยี่ยม วัดเทวสังฆาราม วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี รัชกาลที่ ๗ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม และพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๘๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระอธิการเสี่ยง รูปที่ ๒ พระอธิการจู รูปที่ ๓ พระอธิการอินทร์ รูปที่ ๔ พระอธิการแดง รูปที่ ๕ พระอธิการอ่อน รูปที่ ๖ พระอธิการกลิ่น รูปที่ ๗ พระอธิการเอี่ยม รูปที่ ๘ พระครูสิงคิบุระ คณาจารย์ พ.ศ. ๒๔๕๔ รูปที่ ๔ พระเทพมงคลรังษี พ.ศ. ๒๔๕๔-๒๕๑๐ รูปที่ ๑๐ พระอุดม ญาณเถระ พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๒๕ รูปที่ ๑๑ พระครูสิงค์คุณธาดา พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๖ รูปที่ ๑๒ พระโสภณกาญจนาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๒๖-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ และ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓