วัดมโนธรรมมาราม
วัดมโนธรรมมาราม ตั้งอยู่เลขที่ ๔ บ้านนางโน หมู่ที่ ๓ ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือ จดแม่น้ำแม่กลอง ทิศใต้ จดถนนสาธารณะ และบ้านถ้ำ ทิศตะวันออก จดกรมชลประทาน (ที่ราชพัสดุ) ทิศตะวันตก จดกรมชลประทาน (ที่ราชพัสดุ) มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๔๘ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๒๐๙ เล่มที่ ๙๓ อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๔๔ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑² เมตร ยาว ๒๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ได้บูรณะซ่อมแซมในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ หอสวดมนต์ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นอาคารไม้ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๒๑ หลัง เป็นอาคารไม้ ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ คือ กุฏิอุบาสิกา (แม่ชี) จำนวน ๑๕ หลัง มณฑป จตุรมุข ๒ หลัง วิหารพระพรหม ๑ หลัง และหอสมุด ๑ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องขุนช้างขุนแผน และพุทธประวัติ ปูชนียวัตถุมี ๑. พระประธาน ประจำอุโบสถ ๒. พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ประดิษฐานอยู่ในวิหาร สร้างด้วยปูนปั้นขนาด ๖ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ในปัจจุบันกรมศิลปากรได้จดทะเบียนขึ้นไว้เป็นโบราณสถานของชาติ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐๐-๕๐๐ ปี ๓. พระปรางค์ สร้างด้วยอิฐถือปูนขาว อยู่บริเวณพระวิหารนอน มีขนาดสูง ๒๐ เมตร ฐานกว้างสี่เหลี่ยมด้านละ ๑๒ เมตร ได้จดทะเบียนขึ้นไว้เป็นโบราณสถานของชาติ ๔. พระพุทธรูปศิลาแลง ขนาดต่างๆ ปัจจุบันยังคงมีเหลืออยู่บ้าง จำนวนเล็กน้อย ส่วนใหญ่ทางวัดใกล้เคียงได้อาราธนาไป ๕. พระอุโบสถหลังเก่า ปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมมาก คงเหลือแต่ฐานอุโบสถ มีขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้างด้วยอิฐถือปูน มุงด้วยกระเบื้องดินเผา กำแพงรอบอุโบสถได้ผุพัง คงเหลือพอให้ได้ทราบว่าเป็นบริเวณอุโบสถ ปัจจุบันได้ก่อสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ใช้ประกอบสังฆกรรม นอกจากนี้ยังมีพระระเบียง คือ พระที่นั่งรอบพระปรางค์ ซึ่งสร้างด้วยศิลาแลงอยู่อีก ๖๗๘
วัดมโนธรรมมาราม ตั้งเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๑ วัดมโนธรรมมาราม หรือวัดนางโน เป็นวัดเก่า มีอายุการก่อสร้างหลายร้อยปี หลักฐานการสร้างไม่ปรากฏชัด จากการสันนิษฐานของท่านพระครูประสิทธิธรรมญาณ อดีตเจ้าอาวาส จากโบราณวัตถุและ ปูชนียวัตถุที่ยังปรากฏอยู่ในบริเวณวัด วัดนี้น่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เดิม จะต้องเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน แต่ต้องชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องมาจากศึกสงคราม ระหว่างไทยกับพม่า เมื่อเกิดสงคราม ประชาชนในหมู่บ้านก็ต้องอพยพหลบหนี วัดจึงร้าง เมื่อสงครามสงบประชาชนก็กลับมาบูรณะวัด ในระยะสงครามเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า วัดนี้ได้ร้างไปนาน ในการบูรณะวัดได้มีผู้หญิงชื่อ "นางโน" เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการบูรณะ ชาวบ้านจึงเรียกว่า "วัดนางโน" เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้มีประชาชนในหมู่บ้านและหมู่บ้านข้างเคียง ได้มองเห็นความสำคัญของปูชนียวัตถุ และโบราณวัตถุอันเก่าแก่และสำคัญของวัด จึงได้ยื่น เรื่องราวต่อทางคณะสังฆมนตรี ขอยกฐานะวัดนางโน ซึ่งเป็นวัดร้างไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่ เป็นวัดที่มีพระสงฆ์ คณะสังฆมนตรีได้พิจารณาอนุมัติ กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศยกฐานะ วัดนางโน (ร้าง) ขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๑ ต่อมาคณะกรรมการ บูรณะวัดนางโน ได้ขอเปลี่ยนชื่อวัดนางโน เป็นวัดมโนธรรมมาราม และกระทรวงศึกษาธิการได้ ประกาศเปลี่ยนชื่อวัด เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๐๒ วัดมโนธรรมมาราม ในปัจจุบันได้รับ ยกฐานะให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ และเป็นวัดพัฒนาที่มีผลงานดีเด่น ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ร่มรื่น สงบร่มเย็น มีต้นไม้ สวนหย่อม ไม้ดอก ไม้ประดับสวยงาม หน้าวัดมีอุทยานมัจฉา มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านหน้าวัด มีทัศนียภาพสวยงาม เหนือเขื่อนวชิราลงกรณ์ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๙ อย่าง และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมวิปัสสนา กรรมฐานของจังหวัดกาญจนบุรี มีบวชชนกขัมมะนารี ชีพราหมณ์ทุกๆ ปีของเดือนกุมภาพันธ์ ตรงกับวันมาฆบูชา เพ็ญเดือน๓ จะมีสาธุชนมาร่วมปฏิบัติประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ คน และ ในวันปกติก็จะมีสาธุชนมาปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นประจำ เป็นวัดที่เหมาะสมตรงความหมายว่า ผู้มีจิตใจเร่าร้อนในธรรม จึงชื่อ "วัดมโนธรรมมาราม" ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร, การบริหารและ การปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระครูประสิทธิธรรมญาณ พ.ศ. ๒๕๐๑- ๒๕๒๕ รูปที่ ๒ พระครูวิสุทธิกาญจนคุณ พ.ศ. ๒๕๒๕-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียน พระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕