วัดโคกโคเฒ่า
วัดโคกโคเฒ่า ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๘ บ้านโคกโคเฒ่า ถนนสายสุพรรณบุรี-ลาดตาล หมู่ที่ ๑ ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๕๒ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๑๘๓ อาณาเขต ทิศเหนือ
จดถนนสายสุพรรณบุรี-ลาดตาล ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกจดหมู่บ้าน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๑๘ ตารางวา อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๔.๕๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นอาคารแบบทรงไทย และได้บูรณะอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔ กว้าง ๘.๓๐ เมตร ยาว ๒๔.๕๐ เมตร เป็นอาคารทรงไทย ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๖ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นอาคารทรงไทย ได้สร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๑ กว้าง ๒๒.๖๐ เมตร ยาว ๔๐.๓๘ เมตร เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ แบบทรงไทย ๒ ชั้น หอสวดมนต์ กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๒๒๕๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ แบบทรงไทย ๒ ชั้น ชั้นบนเป็นหอสวดมนต์ ชั้นล่างเป็นหอฉัน กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๔ หลัง เป็นอาคารไม้ ๑๒ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ หลัง วิหาร กว้าง ๒.๑๕ เมตร ยาว ๓ เมตร เป็นอาคารแบบทรงไทย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๖.๑๕ เมตร ยาว ๑๕.๑๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ดังนี้ คือ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ๑ หลัง มณฑป หอระมัง หอกลอง หอกระจายข่าว ศาลาที่พัก จำนวน ๒ หลัง และฌาปนสถาน ๑ หลัง ปูชนียวัตถุมี พระประธานประจำอุโบสถ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอู่ทองหรือสมัยอยุธยาตอนต้น
วัดโคกโคเฒ่า ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานจากหลักฐานที่ค้นพบ ได้แก่ พระพุทธรูปที่ทำด้วยศิลาแลง ลักษณะรูปทรงสมัยอู่ทองหรืออยุธยาตอนต้นจากตำนาน และคำบอกเล่า เดิมมีสองตายายอพยพมาทำมาหากินในถิ่นนี้ และได้มอบสมบัติให้บุตรสาว บุตรเขย คันไถ และวัวแก่หนึ่งตัวเริ่มทำมาหากินจนกระทั่งเป็นเศรษฐีและได้สร้างวัด เพื่อทดแทน บุญคุณพ่อแม่ ได้สร้างวัดในที่ดอน เป็นโคกเนินสูง จึงตั้งชื่อวัดว่า "วัดโคกโคเฒ่า" โดยตั้งชื่อ ตามพื้นที่ตั้งวัด และที่ได้ร่ำรวยเพราะโคแก่ เป็นมรดกของพ่อแม่ที่ให้มา จึงนำมาตั้งเป็นชื่อวัด ดังกล่าวสำหรับหมู่บ้านของสามีภรรยาคู่นี้ได้ชื่อว่าบ้านดอนเศรษฐี และปัจจุบันหมู่บ้านดอนเศรษฐี ก็ยังปรากฏอยู่ทางทิศใต้ของวัด จากหลักฐานที่พบในสมัยหลัง ซึ่งมีอุโบสถ วิหาร และ พระพุทธรูปเก่าแก่มากมายหลงเหลืออยู่เป็นซากปรักหักพัง สันนิษฐานได้ว่าเดิมวัดนี้มีความ เจริญรุ่งเรืองอยู่ระยะหนึ่ง จึงเหลือหลักฐานดังกล่าวไว้ให้คนรุ่นหลังได้บูรณะซ่อมแซมวัดขึ้นในภายหลัง ในสมัยพระครูวุฒิธรรมนาถ (หลวงพ่อบุญ ถาวโร) เป็นเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๒๙ ได้ปรับปรุงก่อสร้างถาวรวัตถุ โดยมีญาติโยมร่วมก่อสร้างด้วย เช่น อุโบสถ กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอฉัน และศาลาการเปรียญ ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้สร้างโรงเรียนประชาบาลขึ้น
๑๓๔
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาพระครูบรรณวัตรมานพ มานิโต เป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้นำญาติโยมปรับปรุงก่อสร้างถาวรวัตถุ ดังนี้ พ.ศ. ๒๕๓๑ ซ่อมแซมพระประธานในอุโบสถ พร้อมลงรักปิดทอง พ.ศ. ๒๕๓๒ ก่อสร้างมณฑปประดิษฐานรูปเหมือนพระครูวุฒิธรรมนาถ พ.ศ. ๒๕๓๓ บูรณะปฏิสังขรณ์กุฏิ จำนวน ๑๒ หลัง พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นประธานบูรณะ ซ่อมแซมอุโบสถ ก่อสร้าง กำแพงแก้วพร้อมซุ้มประตูวัด พ.ศ. ๒๕๓๖ ก่อสร้างหอสวดมนต์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ก่อสร้างอาคารเรียนชั้นประถม และมัธยมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ก่อสร้างศาลา การเปรียญ และถาวรวัตถุอื่น ๆ อีก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ เขตวิสุง- คามสีมา กว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๔.๕๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระสุบ รูปที่ ๒ พระเฉย รูปที่ ๓ พระหมอ รูปที่ ๔ พระอุ้ย รูปที่ ๕ พระช้าง พ.ศ. ๒๔๗๑ รูปที่ พระครูวุฒิธรรมนาถ พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๒๙ รูปที่ ๗ พระครูบรรณวัตรมานพ มานิโต พ.ศ. ๒๕๒๙-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙