วัดหลักสองราษฎร์บำรุง

วัดหลักสองราษฎร์บำรุง ตั้งอยู่เลขที่ ๘๐ ถนนคลองดำเนินสะดวก หมู่ที่ ๒ ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๓ ไร่ ๑ งาน ๒๔ ตารางวา อาณาเขตทั้งสี่ทิศ จดที่ดินเอกชน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๔๒ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๑๕.๖๙ เมตร ยาว ๓๓.๙ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๔.๕๙ เมตร ยาว ๓๑.๕๙ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย หอสวดมนต์ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๔๑.๕๙ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นอาคารไม้ทรงไทย กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๓ หลัง เป็นอาคารไม้ ๑๐ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ หลัง และดึก ๑ หลัง วิหาร กว้าง ๑๔.๐๔ เมตร ยาว ๑๔.๗๔ เมตร เป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ศาลาอเนกประสงค์ ๑ หลัง นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ คือ ศาลาพักร้อน ๔ หลัง เป็นอาคารไม้ทรงไทย ศาลาสี่มุข ๑ หลัง เป็นอาคารไม้ และกุฏิอุบาสิกา ๑ หลัง ปูชนียวัตถุมี พระประธานประจำอุโบสถ ๑ องค์ พร้อมพระโมคคัลลาน์ - พระสารีบุตร

วัดหลักสองราษฎร์บำรุง ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ เดิมชื่อวัดมอญราษฎร์บำรุง ผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัดคือ พระยาโชฎีกราชเศรษฐี กับพระยาไพบูลย์ราชรังสรรค์ พื้นที่ตั้งวัดอยู่ติดกับคลองดำเนินสะดวก ชาวบ้านเรียก "คลองใหญ่" รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานนามคลองนี้ว่า "คลองดำเนินสะดวก" ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้มีการย้ายวัดไปสร้างบนพื้นที่ฝั่งคลองดำเนินสะดวก

ทางด้านใต้ ได้ตั้งชื่อว่า "วัดราษฎร์ศรัทธากะยาราม" ส่วนวัดมอญราษฎร์บำรุงจึงเป็นวัดร้าง ใช้เป็นสถานที่เก็บศพ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๕๑ นายฉาย นายเบี้ยว นายบุญ นายจีน และ ราษฎรบ้านแพ้วได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นใหม่ ในที่ดินของวัดมอญราษฎร์บำรุง และตั้งชื่อว่า "วัดหลักสองราษฎร์บำรุง" วัดได้รับการบูรณะและพัฒนามาโดยตลอด ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร การบริหาร และการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระอินทร์ อินุทโชโต พ.ศ. ๒๔๑๘- ๒๔๓๘ รูปที่ ๒ พระมหาเลา มหาลาโภ พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๖๓ รูปที่ ๓ พระรัช รตโน พ.ศ. ๒๔๖๔-๒๔๖๖ รูปที่ ๔ พระชม โชติโก พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๔๗๑ รูปที่ ๕ พระครูบวรสมุทร พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๕๑๕ รูปที่ ๖ พระครูพิพัฒน์วุฒิสาคร พ.ศ. ๒๕๑๖-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔