วัดลูกแก

วัดลูกแก ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑ บ้านลูกแก ถนนแสงชูโต หมู่ที่ ๗ ตำบลดอนขมิ้น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๐๘ อาณาเขต ทิศเหนือ จดถนนแสงชูโต ทิศใต้ จดแม่น้ำแม่กลอง ทิศตะวันออก จดสถานีอนามัยโพธิ์เย็น ทิศตะวันตก จดที่ดินเอกชน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๑๑ และ ๑๑๔ อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๒๘ เมตร ยาว ๔๓ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๔๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หอสวดมนต์ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นอาคารไม้ ฉลุลายทรงไทย กุฏิสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารไม้ วิหาร กว้าง ๗.๙๐ เมตร ยาว ๑๗.๗๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๒ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ คือ หอระมัง โรงครัว ศาลาริมนี้ ห้องสมุดประชาชน ซุ้มประตูกำแพงหน้าวัด และเมรุ ปูชนียวัตถุมี พระประธานประจำอุโบสถ และพระพุทธรูปสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อายุประมาณ ๒๐๐ ปี

วัดลูกแก ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๐ มีพระธุดงค์ ๓ รูป คือ พระแป้น พระดี และพระเสือ จาริกผ่านมาถึงบ้านปากท่อ เห็นว่าภูมิประเทศร่มรื่น เขียวขจี ด้วยพืชไม้นานาชนิด เหมาะแก่การอาศัยเป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ทั้งหมดจึงได้ตกลงจำพรรษา อยู่ ณ บ้านปากท่อนั้น โดยชาวบ้านได้สร้างกุฏิไม้ไผ่ถวาย ๒ หลัง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ได้มีผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินเพิ่มขึ้นอีกรวมแล้วสิบกว่าไร่ และในปี ๒๔๓๙ กรมการศาสนา ได้ประกาศอนุญาตให้สร้างวัด ในปี ๒๔๕๒ พวกหนุ่มๆ ชาวบ้านปากท่อกลายเป็นนักเลง หัวไม้เกือบทั้งหมู่บ้าน ชอบรังแกผู้ที่ผ่านไป-มา จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนได้ชื่อใหม่ว่า "บ้านรังแกคน" ด้วยเหตุนี้คำว่า "รังแก" จึงเพี้ยนเป็น "ลูกแก" ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา เมื่อไม่มีคนบ้านอื่นให้รังแกหนุ่มบ้านปากท่อก็จะหาเรื่องกันเอง พระอาจารย์ขำเห็นว่าเหตุการณ์ เช่นนี้เป็นเรื่องผิดปกติจึงได้ปรึกษากันและมีความเห็นว่า ควรจะทำพิธีสะกดปัดรังควานด้วยการ จัดพิธีทำบุญกลางหมู่บ้านและเพื่อเป็นการแก้เคล็ดจึงได้เปลี่ยนชื่อบ้านเป็น "บ้านลูกแก" วัดก็ เปลี่ยนเป็นวัดลูกแกเช่นเดียวกัน หลังจากเปลี่ยนชื่อแล้วเหตุการณ์ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นดีขึ้น วัดก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันฯ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๑ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง '๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระแป้น พ.ศ. ๒๔๐๐-๒๔๑๐ รูปที่ ๒ พระเสือ พ.ศ. ๒๔๑๐-๒๔๓๕ รูปที่ ๓ พระอธิการขำ กุมุตตโก พ.ศ. ๒๔๓๕-๒๔๘๒ รูปที่ ๔ พระครู จริยาภิรัต พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๕๒๓ รูปที่ ๕ พระปลัดประยงค์ วชิราวุโร พ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๕ รูปที่ ๖ พระครูปัญญากาญจนาภรณ์ (รักษาการแทน) พ.ศ. ๒๕๕-๒๕๒๖ รูปที่ ๗ พระครู พุทธสรโสภณ (รักษาการแทน) พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๕๒๗ รูปที่ ๘ พระครูอาภากรกาญจนสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๗-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๙ และโรงเรียนผู้ใหญ่วัด เปิดสอน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓