วัดพระแท่นดงรัง

วัดพระแท่นดงรัง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๑ บ้านพระแท่น หมู่ที่ ๑๐ ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒.๙๐ ไร่ น.ส. อาณาเขต ทิศเหนือ จดตำบลอุโลกสี่หมื่น ทิศใต้ จดตำบลพระแท่น ทิศตะวันออก จดทางเกวียนสาธารณะ ทิศตะวันตก จดทุ่งนา อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย พระอุโบสถ กว้าง ๙๘๕ เมตร ยาว ๓๖.๙๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยจตุรมุข ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย หอสวดมนต์ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย กุฏิสงฆ์ จำนวน ๖๕๖

๕ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๑ หลัง และตึก ๔ หลัง วิหาร กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๕๕ เมตร ยาว ๖๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลา - บำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยไม้ นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ คือ ศาลาหอกลอง ๑ หลัง ศาลาพักร้อน ๒ หลัง ศาลาพิธีหน้าวิหารพระแท่น ๒ หลัง ศาลาธรรมสังเวช ๒ หลัง ศาลาหน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง และหอระฆัง ๑ หลัง ปูชนียวัตถุมี พระประธาน ประจำพระอุโบสถ พระแท่นดงรัง ขนาดกว้าง ๔ ศอกเศษ ยาว ๑๐ ศอก ๑ คืบ เป็นหิน แท่งทึบคล้ายพระแท่น หรือ เตียงนอน พระพุทธบาทจำลอง ๑ องค์ ประดิษฐานอยู่ในมณฑป บนภูเขาทรายพระเพลิง พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกกรกิริยา ๑ องค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหาร ทรมานพระกาย

วัดพระแท่นดงรัง ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ สภาพที่ตั้งวัด ตั้งอยู่ในป่าไม้เบญจพรรณ บนเนินเขาอันเป็นบริเวณเดียวกันกับที่ประดิษฐาน พระแท่นดงรัง สร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็น ผู้สร้างไม่สามารถสืบค้นได้ สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และเริ่มสร้างวัดใน ระยะเวลาใกล้เคียงกับการค้นพบพระแท่น จากนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น ซึ่งได้เดินทาง มานมัสการพระแท่นดงรังพร้อมกับสุนทรภู่ผู้เป็นบิดา เมื่อเดือน ๔ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๗๖ และ ของนายมี หมื่นพรหมสมพัดสร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๙ แสดงให้เห็นว่ามีวัดพระแท่นดงรังอยู่แล้ว โดยเฉพาะพระวิหารที่สร้างครอบพระแท่นไว้นั้น กรมศิลปากรได้สันนิษฐานไว้ว่า หลังเดิมคงจะ สร้างขึ้นในราวรัชกาลที่ ๑ หรือ ต้นรัชกาลที่ ๒ และได้ทำการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาล ที่ ๓ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้ทำการ ปฏิสังขรณ์พระวิหารสร้างต่อเติมพระอุโบสถที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ พร้อมกับได้สร้างพระเจดีย์ขึ้น ด้านหลังพระแท่นอีกหนึ่งองค์ ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมา เสนาสนะต่างๆ ได้ชำรุดทรุดโทรมหักพัง ตามกาลสมัย ท่านสมภารน้อยผู้เป็นเจ้าอาวาส ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๕ จึงได้ทำการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะต่างๆ เป็นจำนวนมาก ให้คงทนถาวรสืบต่อมา วัดพระแท่น ดงรังนับว่าเป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่ง เพราะมีพระแท่นเป็นที่บรรทมเสด็จดับขันธปรินิพพาน อันเป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่ง พระเจ้าแผ่นดินแต่อดีตได้เคยเสด็จมานมัสการพระแท่นหลาย พระองค์ เช่น รัชกาลที่ ๔ ได้เสด็จมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ รัชกาลที่ ๕ เสด็จมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ รัชกาลที่ ๖ เสด็จมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ แม้รัชกาลปัจจุบันก็ได้เคยเสด็จมาด้วยแล้ว

วัดพระแท่นดงรัง เดิมเสนาสนะของวัดคงจะสร้างด้วยไม้ตามแบบของโบราณ เมื่อชำรุด ทรุดโทรมลง พุทธศาสนิกชนได้ช่วยกันบูรณะพัฒนาวัดนี้เรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ทางราชการจึงได้ยกฐานะวัดให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัดกาญจนบุรี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการบูรณะอาคารเสนาสนะเก่า และวางแผนผังในการสร้างเสนาสนะใหม่ๆ ขึ้น จนปัจจุบัน วัดพระแท่นดงรัง มีอาคารเสนาสนะที่มั่นคงแข็งแรง มีความเป็นระเบียบและสวยงาม มีพุทธศาสนิกชน ทั่วประเทศมาแวะเยี่ยมชมและนมัสการพระแท่นดงรังโดยสม่ำเสมอตลอดทั้งปี วัดพระแท่นดงรังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธี สถาปนา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระยม รูปที่ ๒ พระแท่น พ.ศ. ๒๔๖๕ รูปที่ ๓ พระน้อย พ.ศ. ๒๔๖๕-๒๔๗๒ รูปที่ ๔ พระปลัดจันทร์ พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๘๐ รูปที่ ๕ พระสมุห์เยียว พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๒ รูปที่ พระวินัยธรเร่ง พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๕๐๑ รูปที่ ๗ พระครูพุทธปัญจาภิบาล พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๒๔ รูปที่ ๘ พระราชปัญญาสุรี ร.ก. พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๒๕ รูปที่ ๙ พระวิสุทธิกาญจนวิบูลย์ พ.ศ. ๒๕๒๕-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ ในวัด เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖