วัดป้อมวิเชียรโชติการาม

วัดป้อมวิเชียรโชติการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๘๕๗ บ้านป้อม ถนนเจษฎา ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๗๖ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๗๗๐๐ อาณาเขต ทิศเหนือ จดถนนสุรศักดิ์ ทิศใต้ จดแม่น้ำท่าจีน ทิศตะวันออก จดถนนเจษฎา และสถานที่ ราชการ ทิศตะวันตก จดที่ดินเอกชน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๒ งาน ๑๐ ตารางวา อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย พระอุโบสถ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร (ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๔ กำลังก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ทดแทนหลังเก่า ในพื้นที่เดิม) ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๓๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นอาคารก่ออิฐ ถือปูน สูง ๒ ชั้น ศิลปะทรงไทยประยุกต์ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๐ หลัง เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๐ เมตร ตึก จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน สูง ๓ ชั้น กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๕๖ เมตร ศาลาอเนกประสงค์ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคาร โครงเหล็กปิดทับด้วยไม้ เพดานสูง พื้นปูด้วยกระเบื้อง กว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๘ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตทั้งหมด นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะ ต่างๆ ดังนี้ หอพระไตรปิฎก หอสวดมนต์ หอฉัน จำนวน ๑ หลัง ชั้น ๓ เป็นหอพระไตรปิฎก ชั้น ๒ เป็นหอสวดมนต์ ชั้นล่าง เป็นหอฉัน สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง กว้าง ๗.๖๐ เมตร ยาว ๓๗ เมตร โรงเรียนพระปริยัติธรรม จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ศิลปะทรงไทย ประยุกต์ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๓๘.๔๐ เมตร สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร (อนุสรณ์ พระรามัญมุนี) กว้าง ๑๒.๘ เมตร ยาว ๒๑.๖๕ เมตร หอกลอง จำนวน ๑ หลัง กว้าง ๒ เมตร ยาว ๒ เมตร หอระฆัง จำนวน ๑ หลัง กว้าง ๒ เมตร ยาว ๒ เมตร โรงครัว ๑ หลัง ศาลาฌาปนสถาน จำนวน ๘ หลัง ฌาปนสถาน ๑ หลัง ปูชนียวัตถุมี พระประธาน ประจำอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเนื้อโลหะ สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปสร้างด้วย ศิลาจีน ที่ชาวบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อแดง"

๔ ศน์

วัดป้อมวิเชียรโชติการาม ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๓ เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาแล้วประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เป็นที่อยู่ของชุมชนชาวรามัญซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธาน โดยที่ชาวรามัญเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วอาจสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนา และตั้งชื่อวัดตามหมู่บ้าน หรืออาจสร้างวัดขึ้นพร้อมกับป้อมวิเชียรโชฏก ซึ่งปรากฏว่าตามหลักฐานการสร้างป้อมตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับความ สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ตอนหนึ่งว่า "จุลศักราชได้ ๑๐๔๓ (พ.ศ. ๒๒๖๔) ปีฉลู ตรีศก พระเจ้ากรุงเทพมหานครเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเบ็ดที่ปากน้ำท่าจีน เมื่อถึงคลองมหาชัย เห็นคลองนั้นยังขุดไม่แล้วค้างอยู่ ครั้นทรงเบ็ดแล้วกลับคืนมาถึงพระนคร จึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้พระราชสงครามเป็นนายกอง ให้กะเกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ได้แปดหัวเมือง ให้คนสามหมื่นเศษสี่หมื่นไปขุดคลองมหาชัย จึงให้ฝรั่งส่องกล้องแก้วดูให้ตรงปากคลองปักกรุยลงเป็นสำคัญ ทางไกลสามร้อยยี่สิบเส้น ให้ขุดคลองลึกหกศอก กว้างแปดวาเท่าเก่า เกณฑ์กันเป็นหน้าที่ คนสามหมื่นขุดสองเดือนเศษจึงแล้ว พระราชสงครามกลับมาเฝ้ากราบทูลพระกรุณาให้ทรงทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทราบ ทรงปิติปราโมทย์ จึงตั้งพระราชสงครามให้เป็น "พระยาราชสงคราม" แล้วพระราชทานเจียดทอง เสื้อผ้าเงินตามเป็นอันมาก คลองนั้นได้ชื่อ "คลองมหาชัย" ตราบเท่าทุกวันนี้ ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ยกเมืองสาครบุรีขึ้นกรมเจ้าท่า ความปรากฏตามประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญของหลวงตรีวิจิตรวาทการว่า "...แบ่งหัวเมืองขึ้น กลาโหม, มหาดไทย, กรมเจ้าท่า ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์

....….ยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีก ๘ เมือง คือ เมืองนนทบุรี เมืองสมุทรปราการ ๑ เมืองสาครบุรี ๑....." สร้างป้อมวิเชียรโชฎก และขุดคลองสุนัขหอน พ.ศ. ๒๓๗๑ ในสมัยแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุง รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า "....ที่เมืองสาครบุรี ก็โปรดให้พระยา โชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) ไปทำป้อมที่ทางร่วมริมคลองมหาชัยป้อม ๑ ครั้นแล้วโปรดให้ชื่อ "ป้อมวิเชียรโชฎึก" ค่าแรงจีนถือปูนเงิน ๔๗ ชั่ง ๑๕ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง ๑ เฟื้อง โปรดให้ยกเอาครัวมอญในเจ้าพระยามหาโยธา ซึ่งไปตั้งทำมาหากินอยู่ที่เมืองสาครบุรี

เจ้ากรมป้อมชื่อหลวงพหลมหึมา ขุนเดชชำนาญ ปลัดกอง แล้วโปรดให้เจ้าพระยาพระคลัง เป็นแม่กอง ไปขุดคลองสุนัขหอน เจ้าพระยาพระคลังวิเคราะห์ดูเห็นว่า น้ำชนกันตรงนั้นคงตื้นเขิน

ทุกแห่ง ถ้าขุดคลองแยกเข้าไปที่น้ำชนนั้นก็จะไม่ตื้นเขิน จึงจ้างจีนขุดที่ชน แยกเข้าไปทุ่ง ริมบ้านโพธิหักสายหนึ่ง แล้วขอแรงกระบือราษฎรชาวบ้านลงลุยในคลองนั้น น้ำขึ้นลงเชี่ยว ก็ลึกอยู่ได้ ไม่ตื้นมาจนทุกวันนี้ สิ้นเงินค่าแรงจีนขุดเป็นเงิน ๑๒๐ ชั่ง ๔ ตำลึง ๑ สลึง • เฟือง...." ปัจจุบันป้อมวิเชียรโชฎึกแม้จะทรุดโทรมไปบ้าง แต่ก็ยังมั่นคงแข็งแรงได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ และสวนสุขภาพ เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย ดังนั้น จึงสันนิษฐานว่า เมื่อได้สร้างป้อมวิเชียรโชฎึก และหมู่บ้านขึ้นแล้ว ถึงได้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นที่ประกอบบุญกุศล ตามแบบอย่างของผู้นับถือพุทธศาสนา วัดป้อมวิเชียรโชติการาม ชาวบ้านมักเรียกว่า "วัดบ้านป้อม" ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ติดกับป้อมวิเชียรโชฎึก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ปีพุทธศักราช ๒๓๒๘ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ผูกพัทธสีมา ปีพุทธศักราช ๒๔๑๘ พระมหาสมัย กมโล เจ้าอาวาสรูปที่ ๔ ได้เริ่มปรับปรุงวัด ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๐๘ เป็นต้นมา ซึ่งเดิมที่วัดเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี และการคมนาคมใช้ได้เพียงทางเรืออย่างเดียว เสนาสนะชำรุดทรุดโทรม จึงได้ก่อสร้างกุฏิสงฆ์ทรงไทย ยกพื้นสูง เพื่อหนีน้ำท่วม โดยก่อสร้างด้วยไม้ จำนวน ๑๐ หลัง ล้อมรอบหอฉัน และหอสวดมนต์ ซึ่งก่อสร้างด้วยไม้เช่นกัน การสร้างวัดในลักษณะนี้ เป็นรูปแบบการก่อสร้างวัดแบบชาวรามัญ แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง จากกรมการศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ และได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น จากกรมการศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ พระรามัญมุนี (พระมหาสมัย กมโล) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๖) ได้มรณภาพลง พระครูวิเชียรโชติคุณ (สมพงษ์ สุวโจ) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้เริ่มทำการพัฒนาวัดอีกครั้ง ในต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยยกกุฏิสงฆ์ทั้ง ๑๐ หลัง หอฉัน หอสวดมนต์ หอพระไตรปิฎก ให้สูงขึ้น ถมพื้นที่วัดทั้งหมดเพื่อป้องกันน้ำท่วม และทำการตบแต่งกุฏิชั้นล่างเป็นหอฉัน เพื่อให้ใช้สอยประโยชน์ได้มากที่สุด ปรับปรุงบริเวณวัดด้วยการปลูกต้นไม้ให้มีความสวยงามรื่นรมย์ และปูอิฐตัวหนอนทางเดินภายในวัด เพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้ที่มาบำเพ็ญกุศลที่วัด และ

ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสาคร โดยใช้เป็นทั้งสถานที่ประชุม สถานที่สอบธรรมสนามหลวง และสนามสอบบาลีสนามหลวง เป็นประจำทุกปี เมื่อการพัฒนาวัด ด้านเสนาสนะได้แล้วเสร็จ พระมหาสมัย กมโล ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองสมุทรสาคร ได้ห่วงใยการศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุ-สามเณรในเขตจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งไม่ แพร่หลาย มีเพียงการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม ส่วนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี มีเพียง ๒ วัดเท่านั้น จึงได้เปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มีจำนวนนักเรียนประมาณ ๔๐ รูป มี ๓ ชั้นเรียน คือ ชั้นบาลีไวยากรณ์ ประโยค ๑-๒ และเปรียญธรรม ๓ ประโยค ปีต่อๆ มา ได้มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน เปิดสอนถึงชั้นประโยค ป.ธ. 6 ส่วนประโยค ป.ธ. ๗-๔-๔ ทางวัดได้สนับสนุนโดย จัดรถรับ-ส่ง ไปเรียนที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันสำนักเรียนวัดป้อมวิเชียร โชติการาม ได้รับแต่งตั้งเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ประจำจังหวัดสมุทรสาคร

วัดป้อมวิเชียรโชติการามได้พัฒนาวัดเป็นลำดับมาจนได้รับการยกย่อง คือ วัดพัฒนา ตัวอย่าง จากกรมการศาสนา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ วัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น จากกรมการศาสนา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้แต่งตั้งเป็นสำนักเรียนปริยัติธรรมแผนกบาลี ประจำจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๘ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระอุปัชฌาย์ทอง รูปที่ ๒ พระครูสาครคุณาธร รูปที่ ๓ พระมหาเข็ม โซดิปาโล รูปที่ ๔ พระรามัญมุนี (สมัย กมโล) พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๕๓๗ รูปที่ ๕ พระครูวิเชียรโชติคุณ (สมพงษ์ สุวใจ) พ.ศ. ๒๕๓๗-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๓ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ ศูนย์ศึกษา พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘