วัดบ้านทอง

วัดบ้านทอง ตั้งอยู่เลขที่ ๔ บ้านท่าล้อ ถนนแสงชูโต หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าล้อ อำเภอ ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕ ไร่ ๗๔ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๘๐ อาณาเขต ทิศเหนือ จดถนนแสงชูโต ทิศใต้ จดแม่น้ำแม่กลอง ทิศตะวันออก จดเขตชลประทาน ทิศตะวันตก จดที่มีการครอบครอง มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๖๔.๕ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๙๖๔๙ อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๗.๘ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หอสวดมนต์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เป็นอาคารไม้ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๗ หลัง เป็นอาคารไม้ ๒ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๑ หลัง และตึก ๔ หลัง วิหาร กว้าง ๖.๕ เมตร ยาว ๑๓.๕ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ศาลา- อเนกประสงค์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ คือ ศาลากาญจนาภิเษก ๑ หลัง และโรงครัว ๑ หลัง ปูชนียวัตถุมี พระประธานประจำอุโบสถ

วัดบ้านทอง ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2400 ชาวบ้านเรียกว่า วัดท่าล้อ ชื่อเดิมของวัด คือ วัดสุวรรณาราม และวัดท่าล้อ ความเป็นมาของวัดตามที่เล่าสืบ ๆ กันมาว่า เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งแรก มีครอบครัวเศรษฐีครอบครัวหนึ่งได้หนีภัยจากข้าศึกมาพร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนหนึ่ง หัวหน้าชื่อ พระยาสรร บุตรชายชื่อหลวงสรรพสิทธิ์ได้อพยพมาทางทิศตะวันตกสู่เมืองกาญจนบุรี มาพบแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นทุ่งนาของชาวท่าล้อ บังเอิญเป็นหน้าแล้งพาหนะ เช่น เกวียนที่บรรทุกทองและของต่าง ๆ พากันข้ามมาได้ พอขึ้นจากน้ำได้แล้วพากันเดินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณใกล้ ๆ ที่ตั้งวัดท่าล้อในปัจจุบันนี้ บังเอิญที่ดินบางแห่งเป็นโคลน (คือเป็นหลุมเป็นบ่อไม่เท่ากัน) ทำให้วัวที่เทียมเกวียนพลัดตกลงไปขาหัก เพลาเกวียนหักลงจึงเดินทางต่อไปไม่ได้ และพระยาสรรหัวหน้าเห็นว่าพื้นที่ของภูมิประเทศสวยงามเป็นลักษณะที่ดี จึงได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่ และในบรรดาพวกที่มานั้นมีพระภิกษุมาด้วย นามว่าพระแสง ได้นำชาวบ้านก่อตั้งที่พักสงฆ์ขึ้นชื่อว่า สำนักสงฆ์ท่ากระทุ่ม เพราะใกล้ ๆ ที่ตั้งที่พักสงฆ์มีต้นกระทุ่มอยู่ ต่อมาก็มีเจ้าอาวาสปกครองต่อ ๆ กันมา มีพระเม่น, พระเผือก, พระห้อย เป็นต้น จนมาถึง พ.ศ. 2395 มีพระภิกษุหมีมาเป็นเจ้าอาวาส ตอนนี้วัดมีชื่อว่า "วัดท่าทอง" จนถึง พ.ศ. 2401 จึงขออนุญาตให้ตั้งเป็นวัด และเห็นว่าชาวบ้านมีมากและฐานะดี จึงขอให้ตั้งชื่อว่าวัดบ้านทอง พอได้รับอนุญาต ปี 2410 จึงได้เริ่มสร้างอุโบสถ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2433 เมื่อพระปลัดหมีมรณภาพ มีพระครูเภามาสร้างต่อจนเสร็จ พระครูเภาได้ปกครองและก่อสร้างอุโบสถจนสำเร็จ และก่อสร้างกุฏิศาลาขึ้นใหม่อีก จนได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครู และเป็นเจ้าคณะแขวงวังขนาย และท่านได้ก่อตั้งกุฎิเพิ่มขึ้นอีก 3 หลัง มุงด้วยจาก และหอฉันอีก 1 หลัง มุงด้วยจาก ได้ปกครองดูแลมาประมาณ 10 ปี จึงมรณภาพไปประมาณ พ.ศ. 2460 ชาวบ้านได้ไปนิมนต์มีพระครูซุ่น อินทร์สี มาจากวัดกลางบางแก้ว ซึ่งมีผู้อาราธนามาเป็นสมภาร ท่านได้บูรณะก่อสร้างกุฏขึ้นอีก 3 หลัง มุงกระเบื้อง 2 หลัง มุงจาก 1 หลัง ได้ก่อสร้างเพิ่มเติมศาลาการเปรียญพื้นปูกระเบื้อง และมุงกระเบื้อง ท่านได้บูรณะกุฏิเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมให้ดีขึ้น 1 หลัง ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูประทวน เมื่อ พ.ศ. 2496 และท่านได้เป็นพระกรรมวาจานุสาวนาจารย์ และปกครองดูแลวัดนี้เป็นเวลาถึง 40 ปี จึงได้มรณภาพ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ต่อมามีพระอธิการศิริ เปล่งวิทยา ได้มาอยู่และได้รักษาการแทนเจ้าอาวาสอยู่จนถึง พ.ศ. 2511 จึงได้ลาออก ต่อจากนั้นจึงมีพระบรรทม กิตฺติสาโรจากวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง ได้มารักษาการแทน และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. 2511 628

ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสิงห์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖ เลื่อนเป็นชั้นโท เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ ทั้งวัดนี้ก็ดีเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในจังหวัดกาญจนบุรี ประจำปี พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๘ อีกด้วย ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ. ๒๕๓๖ จึงย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง จากนั้นพระมหาอัมพร สุเมโธ ได้เข้าปกครองดูแลวัด และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสจนถึง ปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๑๙ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระแสง รูปที่ ๒ พระเม่น รูปที่ ๓ พระเผือก รูปที่ ๔ พระห้อย รูปที่ ๕ พระปลัดหมี รูปที่ พระครูเภา พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๖๐ รูปที่ ๗ พระครูซุ่น อินทร์สี พ.ศ. ๒๔๖๕- ๒๕๐๔ รูปที่ ๘ พระศิริ เปล่งวิทยา พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๑ รูปที่ ๙ พระครูบวรพัฒนกิจ พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๓๖ รูปที่ ๑๐ พระครูสุดกาญจนสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๖-ปัจจุบัน การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖