วัดแก้วโกรวาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งของวัด
วัดแก้วโกรวาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๘๒ ถนนอิสรา ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๓
เขตที่ตั้งและอุปการะของวัด
ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๒๐๒ ไร่ ๔๕ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๙๖๑ อาณาเขตด้านทิศเหนือ ยาว ๑๑ เส้น ๘ วา จดตลาดเมืองกระบี่ ด้านทิศใต้ ยาว ๒๒ เส้น ๙ วา จดโรงเรียนประจำจังหวัด และย่านที่อยู่อาศัยของประชาชน ด้านทิศตะวันออก ยาว ๑๕ เส้น ๒ วา จดตลาดเมืองกระบี่ ด้านทิศตะวันตก ยาว ๑๐ เส้น ๕ วา จดที่ดินราษฎร สภาพพื้นที่วัด แม้จะอยู่ใจกลางเมืองกระบี่ แต่ก็สงบเงียบเหมาะเป็นอาราม เพราะพื้นที่ตั้งวัดอยู่สูงกว่าย่านธุรกิจการค้าของเมืองกระบี่ถึง ๑๕-๒๐ เมตร และมีแนวป่าไม้เบญจพรรณกั้นเป็นรั้วธรรมชาติ เมื่ออยู่ในเขตสังฆาวาสจึงเหมือนอยู่ในวัดป่า วัดมีป่าไม้รายรอบอยู่ประมาณ ๗๐ ไร่
ความเป็นมา ราวพุทธศักราช ๒๔๓๐ มีชาวพุทธประมาณ ๑๐ ครัวเรือน เข้าไม่ตั้งถิ่นฐาน ณ บ้านปากน้ำ (ตลาดเมืองกระบี่แถวถนนคงคาหรือตลาดล่างปัจจุบัน) เมื่อถึงวันพระหรือ วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันสารท วันสงกรานต์ ชาวบ้านจะไปนิมนต์พระสงฆ์จากวัดบ่อพอ,
วัดท่านุ่น ไปทำบุญหรือประกอบพิธีทางศาสนา ต่อมาประชาชนได้ร่วมกันสร้างที่พักสงฆ์ขึ้น ที่บ้านปากน้ำ (พื้นที่บริเวณต้นสะเดาใหญ่ หน้าซุ้มประตูแก้วโกรพปัจจุบัน) เพื่อให้พระสงฆ์ ได้พักแรม เมื่อมีพระสงฆ์รูปเข้าไปอยู่ประจำ ๓-๔ เดือน ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างศาลาและ กุฎิเพิ่มขึ้น ชาวบ้านเรียกขานที่พักสงฆ์ปากน้ำว่า "วัดปากน้ำ" ต่อมาหมู่บ้านปากน้ำได้เลื่อนฐานะ เป็นตำบล ทางราชการได้ย้ายเมืองกระบี่ (ศาลากลาง) จากตำบลกระบี่ใหญ่ (ตลาดเก่า) เข้าไปตั้ง ณ ตำบลปากน้ำ (บริเวณที่ตั้งศาลากลาง, ศาล, ศาลหลักเมือง และส่วนราชการอื่นๆ ในปัจจุบัน)
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔ ทางราชการ พ่อค้า ประชาชน ต่างก็ร่วมกันบูรณะและสร้าง วัดปากน้ำให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบ สมเป็นอารามประจำจังหวัด และเพื่อใช้เป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์ สัตยาของเหล่าข้าราชการด้วย เมืองกระบี่ขณะนั้นยังทุรกันดารยิ่ง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๔๕๐ พระภิกษุที่ไปอยู่เป็นประจำ เป็นไข้ป่าถึงมรณภาพ ๒ รูป ประชาชนเชื่อว่าที่ตั้งวัดเป็น "ที่แรง" หรือเป็นที่สถิตของภูตผีร้าย จึงหาพระไปอยู่ประจำได้ยาก ในช่วง ๒๐ ปี ของการก่อตั้งวัด จึงมีพระหลายรูปที่ตั้งใจจะไปอยู่อย่างถาวร แต่พอไปอยู่เข้าจริงๆ เป็นไข้ป่าแทบจะเอาชีวิต ไม่รอด ต้องลากลับวัดเดิมหลายรูป นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดปากน้ำ จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๙ มีพระไปอยู่ เป็นเจ้าอาวาสประมาณ ๕-๗ รูป คือ พระอุปัชฌาย์จากจังหวัดตรัง (ไม่ปรากฏชื่อ) พ่อท่าน วัดท่านุ่น จังหวัดกระบี่, พ่อท่านหอมแก้ว ยนยาว จากเมืองสงขลา, พระครูบริสุทธิศีลาจารย์ (ลภ), พระครูสตูลสมันตสมณมุนี (สมุทร) จากจังหวัดพังงา พระเถระเหล่านี้ เจ้าเมืองสมัยนั้นเป็น ผู้อาราธนานิมนต์ไปอยู่ แต่ก็อยู่ได้รูปละ ๑-๓ ปี ต้องลากลับถิ่นเดิม
ลุถึง พ.ศ. ๒๔๕๐ พระแก้วโกรพ (หมี่ ณ ถลาง) ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พระแก้วโกรพ จึงติดต่อไปยังเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต กับเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต ขอพระสมุห์กิ่ม พุทธรกุขิโต วัดอนุภาษกฤษฎาราม (เก็ตโฮ่) จังหวัดภูเก็ต ไปเป็นเจ้าอาวาส พระแก้วโกรพ นำข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดปากน้ำอย่างจริงจัง และเจ้าคณะ มณฑลภูเก็ต ได้ขนานนามวัดขึ้นใหม่ว่า "วัดแก้วโกรวาราม" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ มีพระสมุห์กิ่ม พุทธรกุขิโต เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดแก้วโกรวาราม มีพระอยู่ประจำตลอดทั้งปี ๑๐-๑๕ รูป เนื่องจาก วัดยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พระสงฆ์จึงยังคงทำสังฆกรรมที่อุทกุกเขปสีมา (สีมากลางน้ำ) ซึ่งประชาชนสร้างถวายมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๔ จุดที่ตั้งอุทกุกเขปสีมา คือพื้นที่ตรงใจกลางวัง (แอ่งน้ำ) ใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันออกสุดเขตวัดด้านหน้าปัจจุบัน คือพื้นที่ทิศตะวันออก
ตั้งแต่ห้าง และโรงแรมเวียงทองไปตะวันตกจดอาคารตลาดสดเทศบาล และอาคารพาณิชย์ วัดแก้วโกรวาราม ส่วนตัวโรงเรือนอุทกุกเขปสีมา สร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลัง มุงจาก ใช้เสาไม้เคี่ยม จุดที่ตั้งโรงเรือนอยู่ตรงกลางถนนพฤกษาอุทิศ สมัยนั้นพื้นน้ำจากสีมาน้ำยังต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันกับทะเลปากน้ำ เพราะช่วงหน้าห้าง และโรงแรมเวียงทอง, ธนาคารกรุงเทพ ฯ ยังไม่ได้ถมดินสร้างเป็นถนนอุตรกิจ
พระสงฆ์ ได้ทำสังฆกรรม เช่น อุปสมบท และสวดปาติโมกข์ในสีมานี้ไม่น้อยกว่า ๒๗ ปี หรือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ หลังจากวัดแก้วโกรวาราม ได้สร้างพระอุโบสถ ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ สีมากลางน้ำจึงถูกทิ้งร้างไป ต่อมาประชาชน ได้บุกรุก จับจองถือกรรมสิทธิ์ (เอกสารหลักฐานภาพถ่ายอุทกุกเขปสีมา พระมหาอุปดิส ได้ขอยืมไปจากพระราชสุตกวี เพื่อทำประวัติวัด ต่อมา ได้เกิดเพลิงไหม้ห้องพัก ไฟได้เผาผลาญภาพถ่าย และเอกสารต่าง ๆ จนหมดสิ้น)
ในสมัยที่พระแก้วโกรพ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่นั้น ได้สร้างพระอุโบสถซึ่งยังคงใช้ ทำสังฆกรรมอยู่จนถึงบัดนี้ สร้างศาลาโรงธรรม กุฎิเจ้าอาวาส โรงครัว หรือแม้พระแก้วโกรพ (หมี) ซึ่งต่อมาเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอิศราธิชัย ได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ท่านยังคง เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวัด เช่น ได้สร้างฌาปนสถานขึ้น ถึงแม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว เหล่าทายาทยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของบุพการี โดยถวายการอุปถัมภ์วัดแก้วโกรวาราม อยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเมื่อครั้งที่พระยาอิศราธิชัยยังคงดำรงชนม์ชีพอยู่
ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๕๐-๒๔๗๐ พื้นที่ฝั่งตะวันตกของปากแม่น้ำกระบี่ ซึ่งเป็น ที่ตั้งวัดแก้วโกรวารามนั้น สภาพโดยทั่วไป เป็นเนินควนดินที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ใหญ่ เช่น ไม้หลุมพอ ไม้เคี่ยม สลับไปด้วยห้วย หนองน้ำ พรุหน้าวัด ส่วนใหญ่น้ำทะเลท่วมถี่ เป็นที่อยู่ อาศัยของจระเข้ และสัตว์เลื้อยคลานนานาชนิด อีกทั้งมียุงซึ่งเป็นพาหะของไข้มาเลเรียชุกชุม คร่าชีวิตผู้คนไปทุกปี ไม่เว้นแม้แต่พระภิกษุ และในตอนกลางคืนจะมีปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น มีดวงไฟขนาดใหญ่กว่ากระดังลอยขึ้นจากพรุหน้าวัดไปตกที่พรุด้านหลังวัด ชาวบ้านเชื่อว่า เป็น "ผีชิน" ดังนั้น บริเวณโดยรอบวัดแก้วโกรวาราม จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปจับจองทำกิน ต่อมาเมื่อพระสมุห์กิ่มเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตมาจังหวัดกระบี่ ท่านทราบดีว่าจะต้องไปต่อสู้ กับไข้ป่า ท่านจึงนำกิ่งพันธุ์สะเดไปปลูกที่วัดแก้วโกรวาราม ๒ ต้น ที่ท่าเรือหน้าวัด (หลัง โรงภาพยนต์มหาราชปัจจุบัน) ๑ ต้น ด้านเหนือโรงธรรม (ตรงหน้าซุ้มพระแก้วโกรพปัจจุบัน) ๑ ต้น ฉะนั้น สะเดาต้นนี้จึงมีอายุไม่น้อยกว่า ๘๐ ปี
พื้นที่วัดแก้วโกรวามาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ มีประมาณ ๕๐ ไร่ พระสมุห์กิ่ม จึงขออนุญาต พระแก้วโกรพขยายพื้นที่วัดออกไปสามด้านด้วยกัน คือด้านทิศตะวันออก, ทิศตะวันตก และ ทิศเหนือ โดยขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการบุกเบิก ในช่วงแรกมีปัญหา เนื่องจาก ประชาชนเชื่อว่าพื้นที่รอบๆ วัดมีอาถรรพ์ และเป็นที่สิงสถิตของเหล่าภูตผีปีศาจจึงไม่กล้าแผ้วถาง พระสมุห์กิ่มจึงประพรมน้ำพระพุทธมนต์นำหน้าไปก่อน เมื่อได้แผ้วถางบุกเบิกพื้นที่แล้วก็ให้ ประชาชนปลูกข้าว และพืชไร่ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจึงขอที่ดินนั้นผนวกเข้าเป็นที่วัด ทุกๆ ปีในที่ดินพรุหรือที่น้ำทะเลท่วมถึงด้านทิศตะวันออก และทิศเหนือของวัด พระสมุห์กิ่ม ได้ปลูกจากและมะพร้าวสลับกันไปโดยท่านเองจะพายเรือเล็กลัดเลาะไปตามลำห้วยหน้าวัด เพื่อ ดูแล และสั่งงานด้วยตนเอง ในยุคนั้นที่ดินวัดแก้วโกรวามารจึงจดทะเลปากน้ำกระบี่ (เพราะ ถนนอุตรกิจยังไม่มี) ด้านทิศเหนือจดคลองท่าแดง
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ระยะเวลาที่พระครูธรรมาวุธวิศิษฐ์ (พระสมุห์กิ่ม) เป็นเจ้าอาวาส อยู่กว่า ๒๐ ปี พื้นที่วัดแก้วโกรวามารได้ขยายออกไปปีละ๑๕-๒๐ ไร่ ต่อมาในสมัยพระราช สุตกวี (สิงห์) ปกครองวัดแก้วโกรวามาร ราว พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๕ ได้มีข้าราชการและราษฎร บางคนเรียนท่านว่า ที่ดินส่วนที่เป็นสวนจากของวัดด้านตะวันออกจดถนนอุตรกิจ ทิศเหนือ จดคลองท่าแดง ทิศใต้จดที่ดินวัด (แปลงปัจจุบัน) นั้น สภาพเป็นป่าชายเลน เป็นที่สาธารณะ วัดไม่ควรเข้าไปทำประโยชน์หรือใช้ในกิจการใดๆ เพราะผิดกฎหมาย พระราชสุตกวีจึงสละสิทธิ์ ที่ดินแปลงดังกล่าวไป รวมพื้นที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่เศษ แต่ยังคงให้ศิษย์วัดเข้าไปตัดใบจาก ที่วัดได้ปลูกไว้หลายร้อยกอ เพื่อซ่อมหลังคาเสนาสนะอยู่ทุกๆ ปี
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัดมีจำนวน ๒๐๒ ไร่๑๔ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือโฉนด เลขที่ ๑๒๙๖๑ และยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๑ แปลง เนื้อที่ ๗ ไร่ ที่บ้านเกาะกลาง (เกาะ หน้าเมืองกระบี่) มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์เป็น น.ส. และมีอาคารพาณิชย์เป็นตึกแถว ๔ ชั้น ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๔๑๕ คูหา
อุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ อยู่นอกกำแพงวัดปัจจุบัน อุโบสถนี้สร้าง โดยพระแก้วโกรพ (หมี ณ ถลาง) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ลักษณะเป็นไม้ทั้งหลัง ขนาดกว้าง
๑๒.๖๗ เมตร แม้จะสร้างมานานถึง ๗๐ ปีแล้ว พระสงฆ์ยังคงใช้ทำสังฆกรรมต่างๆ ได้เป็น ปกติ นับเป็นอุโบสถที่พระสงฆ์ในจังหวัดกระบี่ใช้มากที่สุด กล่าวคือ พระสงฆ์ในเขตเทศบาล และตำบลใกล้เคียง ทำอุโบสถสังฆกรรมครั้งละ ๑๐๐-๒๕๐ รูปตลอดปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราช ดำเนิน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ อุโบสถหลังนี้
ศาลาการเปรียญ เป็นทรงไทยสองชั้น กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๕ เมตร ชั้นบน ใช้ทำบุญในวันธรรมสวนะ และใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การประชุม ชั้นล่างใช้เป็นที่พักสามเณร และห้องสมุด
ฌาปนสถาน ประกอบด้วย เมรุ ๒ เตาเผาศพ ศาลาบำเพ็ญกุศล เป็นตึกทรงไทย ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๔ เมตร
ศาลาเอนกประสงค์ (โรงครัว) เป็นตึกสองชั้นขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๓๕ เมตร ชั้นล่างใช้เป็นที่จัดทำหรือปรุงอาหารหรือทำบุญเลี้ยงพระ ชั้นบนใช้เป็นที่ประชุมสวดมนต์และ เจริญกัมมัฏฐานของเหล่าทายกทยิกา
โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นตึก ๓ ชั้น ชั้นที่หนึ่งกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๕๓ เมตร เป็นห้องโถงสำหรับใช้เอนกประสงค์ เช่น การประชุม การจัดงานพิธีต่าง ๆ ชั้นที่ ๒, ชั้นที่ ๓ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๕๓ เมตร ใช้เป็นห้องเรียน จำนวน ๑๐ ห้อง กุฎิสงฆ์ มีลักษณะแตกต่างกันพอสรุปได้คือ
๑. กุฎิเจ้าอาวาส สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สองชั้น
๒. กุฎิเป็นตึกสองชั้น ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๒๔ เมตร มีห้องพักพระภิกษุ
๖ ห้อง ห้องพักรวมสำหรับสามเณร ๓ ห้อง
๓. กุฎิเป็นตึกเดี่ยว ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร จำนวน ๑๑ หลัง
๔. กุฎิเป็นตึกเดี่ยว ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ๑ หลัง
๕. กุฎิเดี่ยว เป็นตึกครึ่งไม้สองชั้น ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๘ เมตร ๒ หลัง
๖. กุฎิไม้ทั้งหลัง ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ๑ หลัง
๗. กุฎิตึกชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร จำนวน ๒ หลัง
กุฎิแถวชั้นเดียว ไม้ทั้งหลัง ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๒๔ เมตร จำนวน ๒ หลัง (หอพักสามเณร) กุฎิตึกครึ่งไม้ สองชั้น ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๔ เมตร จำนวน ๑ หลัง หอพักสามเณรไม้ทั้งหลังชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร จำนวน ๓ หลัง ห้องสุขาสาธารณะนอกตัวอาคาร จำนวน ๑๔ ห้อง เรือนพักแม่ชี ไม้ทั้งหลัง ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๔ เมตร จำนวน ๑ หลัง อาคารเบ็ดเตล็ดต่างๆ อีก ๕ หลัง เป็นอาคารไม้ ใช้เก็บของ เครื่องมือโยธา และเป็นที่พักของศิษย์วัด คนอาศัยวัด ศาลาประชาเดชะ ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๖ เมตร ลักษณะเป็นอาคาร คสล. ทรงไทย มณฑปพระนางธรณี เป็นอาคารคสล. ทรงไทยจตุรมุขมียอด ขนาดกว้าง ๒.๕๐ x ๒.๕๐ x ๗ เมตร ซุ้มประตูจตุรมุข ขนาด ๔ x ๔ x ๑๑ เมตร จำนวน ๒ ซุ้ม ชื่อซุ้มแก้วโกรพ และซุ้มมังกร หอระฆัง คสล. ทรงไทย ขนาด ๒.๕๐ x ๒.๕๐ x ๑๑ เมตร ๑ หลัง กุฎิสงฆ์ ลักษณะตึกทั้งหลัง ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ๑ หลัง โรงเรียนพระปริยัติธรรม ลักษณะเป็นตึกทั้งหลัง ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๖๐ เมตร สามชั้น มี ๑๐ ห้องเรียน ห้องประชุมขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ๑ ห้อง มีห้องสุขา ๑๖ ห้อง มูลค่าก่อสร้าง ๑๑ ล้านบาทเศษ หอปฏิบัติธรรม (กัมมัฏฐาน) เป็นตึกทั้งหลัง ขนาดกว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ๒ ชั้น มูลค่า ๕ ล้านบาทเศษ หอพักสงฆ์สำหรับครูอาจารย์ นักเรียน (ภิกษุสามเณร) พักได้ ๒๕๐ รูป เป็นอาคารคสล. ๓ ชั้น ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๕๘ เมตร มูลค่า ๑๕ ล้านบาท กำแพงวัด เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่ออิฐถือปูน สูง ๒ เมตร ยาว ๑,๑๕๕ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๑,๗๕๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นบาท ถ้วน)
ปูชนียวัตถุในวัดที่สำคัญ คือ
๑. รูปเหมือนหล่อด้วยทองสำริด ขนาดเท่าองค์จริงของพระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตฺตโม) อดีตเจ้าคณะมณฑลภูเก็ต ๒. รูปเหมือนเท่าองค์จริงของพระครูธรรมาวุธวิศิษฐ์ (กิ่ม) เจ้าคณะจังหวัดกระบี่และ เจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวารามรูปที่หนึ่ง ๓. รูปเหมือนเท่าองค์จริงของพระราชสุตกวี (สิงห์) เจ้าคณะจังหวัดกระบี่ เจ้าอาวาส วัดแก้วโกรวารามรูปที่สอง
การบูรณะพัฒนาวัด
การพัฒนาวัดนี้เดิมเรียกว่าวัดปากน้ำ เมื่อพระแก้วโกรธ (หมี ณ ถลาง) มาเป็น เจ้าเมือง ได้สร้างเสนาสนะสำคัญๆ ขึ้น เช่น อุโบสถ ศาลา กุฎิเจ้าอาวาส โรงเรียนประจำจังหวัด (สำหรับประชาชน) และที่สำคัญยิ่ง คือพระแก้วโกรธ ได้อาราธนาพระสมุห์กิ่ม พุทธรกุชิโต จากภูเก็ต มาเป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดกระบี่รูปแรก ต่อมาได้รับการขนานนามใหม่ จากคณะสงฆ์และทางราชการว่า "วัดแก้วโกรวาราม" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ต่อมา พระสมุห์กิ่ม ได้รับสถาปนาสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมาวุธวิศิษฐ์ สังฆปาโมกข์ ปกครองวัดนี้อยู่ ๒๐ ปีเศษ ท่านเป็นผู้เห็นการณ์ไกล ได้บุกเบิกขยายพื้นที่วัดออกไปกว่า ๔๐๐ ไร่ ได้เปิดสอนปริยัติธรรม แล้วคัดเลือกพระภิกษุสามเณร ส่งไปศึกษาต่อที่ภูเก็ตและกรุงเทพฯ ผลงานนี้ทำให้ได้พระราช สุตกวี (สิงห์) กลับมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดในกาลต่อมา
พระราชสุตกวี (สิงห์) ปกครองวัดอยู่ ๕๔ ปี เป็นสมัยที่ประชาชนเริ่มอพยพเข้ามา อยู่ในเมืองกระบี่ ที่ดินวัดจึงถูกบุกรุกเข้าไปทั้ง ๓ ทิศทาง คือทิศตะวันออก, ทิศตะวันตกและ ทิศเหนือ จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๘ มีที่ดินเหลืออยู่ตาม ส.ค.๑ จำนวน ๕๒๕ ไร่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้ออกโฉนดที่ดินมีที่ดินเหลืออยู่ ๒๐๒ ไร่ ๑๔ ตารางวา
พ.ศ. ๒๕๐๙ กรมการศาสนา ได้ประกาศให้วัดแก้วโกรวาราม เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ระดับจังหวัด พระราชสุตกวี (สิงห์) คงเน้นนโยบายอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเคร่งครัด พ.ศ. ๒๕๒๖ จึงได้รับพัดและเกียรติบัตรวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น ด้านอนุรักษ์ธรรมชาติ
ด้วยพระบรมเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ วัดแก้วโกรวาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ วัดนี้จึงได้รับการพัฒนาอย่างขนานใหญ่จากทางราชการ และประชาชนอีกวาระหนึ่ง คือได้จัดโครงการพัฒนาที่ลุ่ม (พรุ) หน้าวัด อันเป็นสวนจากมะพร้าวและสาคู ซึ่งหมดสภาพไปแล้ว ให้เป็นเขตจัดผลประโยชน์ของวัด พระราชสุตกวีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ ท่าน เป็นที่ปรึกษา และแต่งตั้งกรรมการดำเนินงานอีกคณะหนึ่ง โดยมีพระราชสุตกวีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในจำนวนนี้ได้เชิญนักกฎหมาย คือนายตฤก ธรรมรุจี อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาล นายสนั่น สุมาตรา ทนายความเข้าร่วมในคณะกรรมการด้วย
การดำเนินงานได้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ว่าด้วยการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัด ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ขั้นต้น วัดได้ประกาศให้เอกชนเข้าไปลงทุน พ.ศ. ๒๕๑๐ นายเต็ก นักธุรกิจจากนครศรีธรรมราช ได้เข้าไปถมที่อยู่ปีเศษจึงถอนตัวออกไป เพราะเห็นว่าไม่คุ้มทุน ระหว่างที่รอหาผู้ลงทุนอยู่ พระราชสุตกวี ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา กรุณา ยังคงอนุญาตให้ประชาชนเข้าเช่าที่ปลูกบ้านเรือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยวัดมีผลประโยชน์ปีละ ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ บาท เมื่อมีคนเข้าไปอยู่มาก สภาพน้ำท่วมขังหลังฝนตกซึ่งมีอยู่เป็นประจำแล้วยิ่งรุนแรงหนักขึ้น ถนนอิศราซึ่งเป็นถนนสายเดียวจากในตลาดเมืองกระบี่ขึ้นวัด ถ้าฝนตกหนักน้ำจะท่วมขังสูงจากผิวจราจรถึง ๕๐-๗๐ ซม. ทั่วบริเวณกำลังจะกลายสภาพเป็นแหล่งเสื่อมโทรม (สลัม) เข้าไปทุกขณะ เมื่อย่างเข้าปีที่ ๗ ไม่มีเอกชนรายใดเข้าไปลงทุนพัฒนา คณะกรรมการพัฒนาวัดโดยความยินยอมของเจ้าอาวาส จึงขอให้บริษัทศรีผ่องพาณิชย์ จำกัด เข้าไปพัฒนา โดยผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติสัญญาการลงทุนจากกรมการศาสนา เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ บริษัทศรีผ่อง ฯ ใช้ความสามารถอพยพประชาชนกว่า ๕๐ ครัวเรือน ออกจากที่ดินวัดได้โดยไม่ให้เขาเดือดร้อน อันเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งของวัด จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือล่วงเข้าปีที่ ๑๖ แห่งการลงทุนพัฒนาที่ดินวัดแก้ว ฯ ของบริษัทศรีผ่อง ฯ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนไปแล้วนับร้อยล้านบาท เพราะเพียงแต่งานปรับถมพื้นที่ก็ใช้เงินไปกว่า ๔ ล้านบาทแล้ว
แม้ผู้ลงทุนยังไม่มีผลกำไรในเชิงธุรกิจ แต่ผลดีที่เกิดขึ้นแก่ส่วนรวมนั้นมีอย่างมหาศาล คือ
๑. พัฒนาที่ดินวัดที่กำลังจะกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม (สลัม) ใจกลางเมือง ให้กลายเป็นย่านธุรกิจที่มีระเบียบงดงามโดดเด่นที่สุดของเมือง เป็นที่เชิดหน้าชูตาชาวกระบี่โดยส่วนรวม
๒. ทำให้เทศบาลเมืองกระบี่มีรายได้จากภาษีโรงเรือนและอื่น ๆ ปีละกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าแสนบาท)
๓. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๓๖ ทำให้วัดมีรายได้เข้าพัฒนาวัดปีละกว่า ๓ แสนบาท ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นไป วัดจะมีรายได้ปีละกว่า ๓ ล้านบาท
การพัฒนาวัดสมัยพระสุตาวุธวิสิฐเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๔๑ ได้สานต่อ นโยบายหลักของเจ้าอาวาสรูปก่อนๆ โดยตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพิ่มขึ้นเป็น ๙ คน กรรมการ ดำเนินงานเป็น ๑๙ คน จัดประชุมเดือนละ ๑ ครั้ง ทุกเดือน การดำเนินการพัฒนาจึงเป็นไป อย่างมีระบบ มีผลการพัฒนาพอสรุปได้ดังนี้
ก. ด้านศาสนบุคคล กำหนดเป้าหมายการผลิตบุคลากรทางศาสนา (พระภิกษุ-สามเณร ที่มีความรู้ความสามารถ) โดยพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม มีสถิตินักเรียนธรรมถึง ๘๐% และบาลี ๑๐๐% ของจำนวนนักเรียนปริยัติธรรมทั้งจังหวัด มีครูแผนกธรรมและบาลีทำการสอน อยู่ประจำตลอดปี ๑๒ รูป จนถึงขณะนี้ สำนักเรียนนี้ผลิตพระภิกษุ-สามเณรมหาเปรียญ ได้กว่า ๒๕ รูป ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อที่วัดมหาธาตุฯ, วัดชนะสงคราม, วัดสระเกศ, วัด เบญจมบพิตร, วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ฯลฯ กรุงเทพฯ โดยการอุปถัมภ์ของวัดแก้วโกรวาราม จนจบการศึกษา ภายใต้เงื่อนไขว่าเมื่อเรียนจบชั้นสูงสุดหรือหยุดเรียนแล้ว ต้องกลับไปปฏิบัติ ศาสนกิจที่จังหวัดกระบี่อย่างน้อย ๓ ปี
ข. ศาสนธรรม ได้เปิดให้บริการห้องสมุดพุทธศาสนาแก่พระภิกษุ-สามเณร ประชาชน และนักเรียน มีผู้ใช้ห้องสมุดปีละ ๔๕๐-๕๐ ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา และ พระภิกษุ-สามเณร
เนื่องจากในจังหวัดกระบี่ การเรียนการสอนพระปริยัติธรรมที่ทำเป็นกิจจลักษณะตลอดปี มีเฉพาะที่วัดแก้วโกรวารามเพียงแห่งเดียว เพื่อให้บริการทางการศึกษาแก่พระภิกษุ-สามเณร ทั่วไป วัดแก้วโกรวาราม จึงเปิดสอนพิเศษ (กวดวิชา) ให้แก่พระภิกษุ-สามเณรทั้งจังหวัด ผู้เข้าสอบธรรมทุกชั้น ก่อนเข้าสอบไล่ธรรมสนามหลวง ๑ เดือน ปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ ถึงปัจจุบัน ได้เปิดศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้น มีผู้สมัคร เข้าศึกษาอบรมปีละ ๓๐๐-๓๕๐ คน เนื่องจากวัดขาดอาคารสถานที่ การสอนจึงทำได้ไม่เต็มที่ ส่วนใหญ่วัดจะส่งพระอาจารย์ไปสอนที่โรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่ คาดว่าในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ จะเปิดสอน ที่วัดได้ตามโครงการ
งานให้การศึกษาอบรมแก่ประชาชนทั่วไป โดยมีการเทศน์ในวันธรรมสวนะและวัน อาทิตย์ตลอดปี มีผู้ฟังธรรมและเจริญกัมมัฏฐานทุกวันๆ ละ ๒๕-๓๐ คน ตลอดปี ถ้าใน พรรษามีถึง ๕๐-๗๐ คน
ค. ด้านศาสนวัตถุ อันเนื่องมาจากการพัฒนาตามข้อ ก. และข้อ ข. ทำให้เกิดความ จำเป็นต้องใช้อาคาร สถานที่ เสนาสนะเพิ่มขึ้น จึงต้องสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลา เอนกประสงค์ (ครัว และที่ปฏิบัติธรรมของคฤหัสถ์) การสร้างกำแพง ซุ้ม มีประตูเปิด-ปิด เป็นเวลา เพื่อง่ายต่อการปกครอง และการพิทักษ์ศาสนสมบัติ การสร้างกุฎิให้เพียงพอกับ พระภิกษุ-สามเณร การตัดถนน ทำดูระบายน้ำ ตกแต่งบริเวณวัดให้สะอาดร่มรื่น ตั้งถังขยะ การปรับปรุงระบบไฟฟ้า ประปา ให้ประหยัดและปลอดภัย การขุดและการตกแต่งสระน้ำเพิ่มเติม การดูแลรักษาต้นไม้และเสนาสนะบางหลัง เช่น อุโบสถ แม้จะเป็นอาคารเก่าแก่สร้างมาร่วม สิบปีแล้ว แต่สภาพยังใช้การได้ดี วัดจึงยังคงใช้อุโบสถหลังนี้ทำสังฆกรรมอยู่
ส่วนโครงการพัฒนาในอนาคต วัดได้กำหนดโครงการพัฒนาคือ
๑. สร้างบันไดนาค จากถนนมหาราชขึ้นสู่เขตอาวาส ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๖๐ เมตร สูง (แนวดิ่ง) ประมาณ ๑๕ เมตร ใช้งบก่อสร้างประมาณ ๓ ล้านบาท
๒. โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ในเขตวัด เพื่อป้องกันการบุกรุก ลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ในเขตวัด ซึ่งมีอยู่เป็นประจำ โดยสร้างกำแพงก่ออิฐถือปูน ความยาว ประมาณ ๑,๕๐ เมตร สูง ๒.๕๐ เมตร ต้องใช้เงินในการนี้ประมาณ ๑.๕ ล้านบาท
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดแก้วโกรวนาราม เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์จังหวัดกระบี่ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๕ จนถึงปัจจุบัน เดิมนักเรียนธรรมไปเรียนและรวมสอบธรรมสนามหลวง ที่วัดแก้วโกรวนารามทั้งหมด จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ จึงเริ่มขยายสนามสอบไปที่อำเภออ่าวลึก เนื่องจาก
การขาดแคลนครูสอนธรรมอย่างมากตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ วัดแก้วโกรวาราม จึงดำเนินการ เปิดสอนนักธรรมเป็นพิเศษ (กวดวิชา) ให้ก่อนเข้าสอบ ๑ เดือน รับพระภิกษุ สามเณร นักศึกษาธรรม ไปพักอยู่วัดแก้วโกรวารามตลอดเวลาการอบรม โดยวัดแก้วโกรวารามจัดถวาย ความสะดวกด้านการเรียนการสอน และความเป็นอยู่ตลอดการอบรม ทุก ๆ ปีมีพระภิกษุ สามเณร เข้าศึกษาอบรมตามโครงการนี้ ปีละ ๘๐ รูป พระภิกษุ สามเณรที่เข้ารับการศึกษาอบรม (กวดวิชา) สามารถสอบไล่นักธรรมสนามหลวงได้ถึงร้อยละ ๘๐-๙๐ ส่วนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีวัดแก้วโกรวาราม เริ่มดำเนินการเปิดสอนตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ จนถึงปัจจุบัน การ ดำเนินการจัดแบบสาธารณสงเคราะห์ กล่าวคือวัดได้อนุเคราะห์ สงเคราะห์ ด้วยตำราเรียน และเรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็นแก่นักศึกษาทั้งหมด แต่ละปีมีนักเรียนบาลีเข้าสอบปีละ ๒๕-๓๐ รูป สอบบาลีได้ประโยคต่าง ๆ ทุก ๆ ปี โดยเฉลี่ยปีละ ๕-๗ รูป
การให้การศึกษาศาสนาแก่ประชาชนทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ ถึงปัจจุบัน ได้เปิดศูนย์ ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้น โดยเปิดสอนศีลธรรม วัฒนธรรมศาสนพิธีแก่เยาวชนและนักเรียน ปีละ ๓๕๐-๔๐๐ คน งานสอนธรรมศึกษาในเรือนจำประจำจังหวัด วัดได้เริ่มดำเนินการเปิดสอน และสอบธรรมสนามหลวงในเรือนจำจังหวัดกระบี่ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงปัจจุบัน โดยวัด เป็นผู้จัดหาแบบเรียน ครูสอนธรรมให้แต่ละปี แม้จะมีผู้สอบได้เพียงร้อยละ ๕๐-๖๐ แต่การ ดำเนินการตามโครงการนี้ ได้สร้างความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ต้องขังได้มาก ในฤดูแล้ง ได้จัดส่งพระอาจารย์จากวัดแก้วโกรวารามออกเยี่ยมเยียนประชาชนตามหมู่บ้าน และโรงเรียน ประชาบาล ที่อยู่ห่างไกลในจังหวัดกระบี่ ปีละ ๓๐ โรงเรียน
การสงเคราะห์เด็กยากจนจากท้องที่ห่างไกล ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนและวิทยาลัย ต่าง ๆ ในจังหวัดกระบี่ ให้อยู่อาศัยในวัดแก้วโกรวารามจนจบการศึกษา แต่ละปีมีเด็กขออาศัย อยู่ในวัดประมาณ ๒๐-๒๕ คน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
การอนุญาตและร่วมกับเทศบาลเมืองกระบี่ ให้จัดบริเวณป่ามุมหนึ่งของวัด ประมาณ ๗ ไร่ โดยใช้ชื่อว่า "สวนพุทธธรรม" เปิดให้ประชาชนเข้าพักผ่อนในตอนกลางวัน
วัดได้ขุดสระแก้ว ๑ และสระแก้ว ๒ แต่ละสระกว้างยาวประมาณ ๕๐ เมตร ลึก ๔-๕ เมตร เนื่องจากมีน้ำซับจากป่าไม้ของวัด สระจึงมีน้ำตลอดปี ทางวัดอนุญาตให้เทศบาลเมืองกระบี่และประชาชนสูบไปใช้ในกิจสาธารณะ เช่น ใช้ดับเพลิง, รดต้นไม้ในช่วงฤดูแล้ง ๔-๕ เดือน ปีละ ๔-๕ หมื่น ลบ.ม. และเพราะอิทธิพลป่าไม้ของวัด ทำให้บ่อน้ำตื้นซึ่งอยู่เชิงเนินข้างๆ วัด ๓-๔ บ่อ น้ำจืดสนิท ประชาชนหลายสิบครัวเรือนได้ใช้บริโภคตลอดปี บริเวณวัดยังมีป่าไม้เบญจพรรณเหลืออยู่ประมาณ ๗๐ ไร่ แต่ละปีมีประชาชน ๔๐-๕๐ ราย ที่ขอใช้ต้นไม้ใบไม้ในป่าของวัดที่มากที่สุด คือต้นไม้ไผ่ เช่น นักเรียน นักศึกษา ขอไปทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ นอกจากนั้นยังมีพันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นยาและอาหารได้อีก เช่น หวาย, เตย, ระกำ, กะพ้อ และสมุนไพร เช่น มะคำไก่, สะเดา, ส้มเสี้ยว, ดีปลีเชือก, ข่า, กระทือ ไม้ยืนต้น เช่น เคียม, ตะเคียน และหว้า ฯลฯ
การให้บริการห้องสมุดพุทธศาสนาแก่ประชาชนและนักเรียน ได้ศึกษาค้นคว้าวิชาการทางพุทธศาสนา มีหนังสือทางพุทธศาสนากว่า ๑ พันเล่ม หนังสือสำคัญเช่น พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย ๕ ชุด ภาษาบาลี ๒ ชุด หนังสือหลักสูตรนักธรรมทุกชั้นพร้อมแบบประกอบ รวม ๕๐๐ ชุด หลักสูตรบาลีทุกชั้น ๗ ชุด พร้อมแบบประกอบ
ทางวัดได้จัดกิจกรรมพิเศษในวันธรรมสวนะและวัดสำคัญทางศาสนา คือมีการแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันธรรมสวนะตลอดปี และในช่วงเข้าพรรษาจะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ภาคค่ำ แก่อุบาสก อุบาสิกา ที่ไปปฏิบัติธรรมรักษาศีลอุโบสถ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา เป็นต้น จะจัดนิทรรศการแสดงภาพพุทธประวัติ และกิจกรรมอื่นๆ ทางพระพุทธศาสนา มีกิจกรรมเวียนเทียนภาคเช้า ภาคบ่าย สำหรับนักเรียน นักศึกษา ภาคค่ำ สำหรับประชาชนทั่วไป ทางวัดจัดการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ
๑. พระภิกษุ-สามเณร ทั้งวัด ต้องร่วมลงประชุมฟังธรรมพร้อมกับประชาชน ในวันธรรมสวนะตลอดปี ถ้าในพรรษาตอนเย็น และค่ำ มีอุบาสก อุบาสิกาไปฟังธรรม และเจริญพระกรรมฐาน ๔๐-๕๐ คน ทุกวันจนออกพรรษา
๒. พ.ศ. ๒๕๓๐-ปัจจุบัน จัดตั้งห้องสมุดพระพุทธศาสนา ให้บริการแก่พระภิกษุ-สามเณร ประชาชนผู้สนใจ ห้องสมุดมีหนังสือ ตำราทางพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ เช่น
พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลี จำนวน ๒ ชุด
พระไตรปิฎกเทศนาฉบับภาษาไทย ส.ธรรมภักดี จำนวน ๒ ชุด
พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ของกรมการศาสนา จำนวน ๓ ชุด
พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ของมหามกุฎราชวิทยาลัย จำนวน ๑ ชุด
หนังสือ ตำราต่างๆ ทางพุทธศาสนา เช่น พุทธธรรม พจนานุกรมไทย พจนานุกรมบาลี-ไทย และหนังสือพุทธศาสนาอื่นๆ อีกกว่า ๑,๐๐๐ เล่ม เปิดบริการให้ พระภิกษุ-สามเณร นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป เข้าศึกษาค้นคว้า สัปดาห์ละ ๕ วัน
๓. จัดส่งพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิออกไปสอนศีลธรรม ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ของจังหวัดกระบี่ ประมาณสัปดาห์ละ ๒๐ ชั่วโมง เช่น โรงเรียนกาญจนาภิเษก ราชวิทยาลัยกระบี่ โรงเรียนมัธยมบ้านพรุเตย เป็นต้น
๔. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ - ปัจจุบัน ได้จัดบรรพชา และฝึกอบรมสามเณรภาคฤดูร้อน ตลอดเดือนเมษายนของทุกปี ๆ ละ ๙๙ รูป โดยทางวัดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ตั้งแต่ การบรรพชาจนฝึกอบรมเสร็จสิ้น
๕. จัดส่งพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิ ไปบรรยายธรรมทางสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. จังหวัด กระบี่ ทุกวันศุกร์ ครั้งละ ๒๐ นาที และบรรยายธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ ในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
๖. พ.ศ. ๒๕၃๑ - ปัจจุบัน จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ปัจจุบันมีนักเรียน ๕๓๐ คน
๗. จัดนิทรรศการทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันสำคัญต่างๆ ทางพุทธศาสนา ทุกๆ ปี ๆ ละ ๓-๕ ครั้ง ๆ ละ ๓-๗ วัน เช่นในวันมาฆบูชา เป็นต้น
๘. ให้ความร่วมมือกับวัดต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ ในการจัดส่งพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิ ไปปาฐกถาธรรมหรือบรรยายธรรม เนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา โดยเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า ๒๐-๓๐ ชั่วโมง
๙. ให้บริการยืมแถบบันทึกเสียง (ม้วนเทป) บรรยายธรรมของผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น พุทธทาส, ปัญญานันทะ เป็นต้น ขณะนี้วัดมีม้วนเทปประเภทนี้อยู่กว่า ๕๐๐ ม้วน
นอกจากนั้น ทางวัดได้อนุญาตให้ทางราชการใช้ที่ดินวัด ดังนี้
๑. ให้เทศบาลตัดถนน ตรอก ซอย ทางเดินเท้า รวมเนื้อที่ ๒๐ ไร่เศษ
๒. ให้ก่อสร้างสโมสรลูกเสือจังหวัดกระบี่ เนื้อที่ ๑๒๐ ตารางวา
๓. ให้ก่อสร้างสำนักงานการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ประจำจังหวัดกระบี่ ในเนื้อที่ ๖๕๐ ตารางวา
วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคม คือ
๑. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ที่วัดนี้ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ และสมเด็จพระศรีนครินทรา พระบรมราชชนนี เสด็จเยี่ยมวัดและพระราชทานให้หน่วยแพทย์ พอ.สว. ประชาชน เข้าเฝ้าในบริเวณป่าไม้หน้าอุโบสถวัดแก้วโกรวาราม ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน
๒. เป็นวัดที่ตั้งขึ้นคู่กับการสร้างเมืองกระบี่แห่งใหม่ เพื่อให้ข้าราชการประกอบพิธีถือ น้ำพิพัฒน์สัตยา
๓. พระราชสุตกวี (สิงห์) อดีตเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดกระบี่ เป็นพระสหชาติ กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้รับอาราธนาเข้าเจริญพุทธมนต์ รับพระราชทาน ฉันเพลและรับพัดสหชาติ ซึ่งยังคงมีอยู่ประจำวัดจนถึงปัจจุบัน
๔. เป็นศูนย์กลางการบริหารการคณะสงฆ์จังหวัดกระบี่ แม้ปัจจุบันเจ้าคณะจังหวัดกระบี่ จะไม่ได้สังกัดอยู่วัดนี้ แต่คงมีสำนักงานและเลขานุการอยู่ในวัดนี้ เพื่อประสานงานกับทางราชการ และคณะสงฆ์มาตลอด
๕. เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกระบี่ ที่พื้นที่ต่อเนื่องกับโรงเรียนประจำจังหวัด และ อยู่ใกล้สถานที่ราชการสำคัญๆ ของจังหวัด เช่น ศาลากลางจังหวัดกระบี่, ศาลจังหวัดกระบี่, กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่, สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกระบี่, สำนักงานเทศบาลเมืองกระบี่, โรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวะศึกษา
๖. แม้วัดจะตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่วัดก็มีป่าไม้เป็นกำแพงธรรมชาติ กั้นระหว่างบ้าน กับวัด ป่าไม้ของวัดจึงให้ความร่มเย็น และเป็นที่พักผ่อนของชาวเมืองกระบี่มาตลอด
๗. วัดมีฌาปนสถานที่สมบูรณ์แบบเพียงแห่งเดียว ในเขตเทศบาลเมืองกระบี่ ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพอยู่เสมอ ๆ
๘. วัดมีสังฆภัณฑ์ เครื่องใช้ในพิธี โต๊ะ เก้าอี้ กว่า ๑,๐๐๐ ตัว เต็นท์ ซึ่งหน่วยราชการและประชาชนได้ยืมไปใช้เสมอ ๆ
การบริหารและการปกครอง
วัดได้จัดการบริหารการปกครอง โดยถือปฏิบัติตามแนวพระธรรมวินัย, พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์เป็นแม่บท และกำหนดข้อปฏิบัติปลีกย่อยเพิ่มเติมขั้นมาใช้บ้าง เช่น พระบวชชั่วคราว ๓ เดือน จะต้องเข้าเรียนพระธรรมวินัยในห้องเรียนนักธรรมชั้นตรี แล้วต้องสอบวัดผลก่อน ออกพรรษา พระภิกษุที่มีอายุเกิน ๕๕ ปี (หลวงตา) ต้องศึกษาอบรมศาสนพิธี ท่อง และ ซักซ้อมบทสวดในพิธีต่างๆ ทุกๆ วัน หลังทำวัตรค่ำ ในกรณีที่ประชาชนจากท้องที่ทุรกันดาร ขอนิมนต์พระไปอยู่จำพรรษา หรือไปทำบุญในพิธีต่างๆ พระหลวงตาจะต้องผลัดเปลี่ยนกันไป เพื่อสงเคราะห์ประชาชน พระภิกษุที่อายุต่ำกว่า ๕๕ ปี จะต้องเรียน และสอบนักธรรมตรี ให้ได้เป็นอย่างต่ำ และที่อายุต่ำกว่า ๓๕ ปี จะต้องเรียนบาลี-นักธรรม
เนื่องจากวัดแก้วโกรวาราม เป็นสำนักเรียนเพียงแห่งเดียวของจังหวัด จึงมีพระภิกษุ สามเณรอยู่ประจำตลอดปี ประมาณ ๑๓๐-๑๕๐ รูป แม่ชี ๗ คน ศิษย์วัดและคนอาศัยวัด อีก ๓๐ คน เจ้าอาวาสจึงมอบหมายงานส่วนต่างๆ ให้รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก ๓ รูป แบ่งความรับผิดชอบเป็นฝ่ายๆ ไป คือฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายการเผยแผ่ ฝ่ายการสาธารณูปการ ในการเป็นอยู่ของพระภิกษุ-สามเณร ให้ถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎ คำสั่ง ระเบียบ ของมหาเถร สมาคม และข้อวัตรที่ดีงามของบุรพาจารย์ของวัด ที่เคยปฏิบัติสืบๆ กันมา เช่น พระภิกษุ ต้องประชุมลงอุโบสถสังฆกรรม ทำวัตรเช้า-ค่ำ ตลอดปี ต้องลงฉันภัตตาหารรวมในโรงฉัน พระภิกษุที่อยู่เป็นประจำ จะต้องเล่าเรียน และสอบธรรม-บาลีสนามหลวง ยกเว้นผู้ที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป แต่ต้องเรียนและสอบนักธรรมชั้นตรีให้ได้เป็นอย่างต่ำ
ลำดับเจ้าอาวาสที่ปกครองวัด
สมัยแรกตั้งมีชื่อเรียกขานกันว่า "วัดปากน้ำ" (พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๔๕๐) มีเจ้าอาวาส ปกครองวัดรวม ๗ รูป มีผู้จำชื่อได้เพียง ๓ รูป คือ พ่อท่านแก้ว ยนยาว จากเมืองสงขลา, พระครูบริสุทธิศีลาจารย์ (ลภ) จากจังหวัดตรัง และพระครูสตูลสมันตรัฐ (สมุทร) จากจังหวัด พังงา
ต่อมา ได้รับการขนานนามวัดใหม่ว่า "วัดแก้วโกรวาราม" มีเจ้าอาวาสปกครองดังนี้ ๑. พระครูธรรมาวุธวิศิษฐ์ (กิ่ม พุทธรกุบิโต)
พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๔๗๓ ๒. พระราชสุตกวี (สิงห์ จนฺทาโภ ป.ธ.๖, น.ธ.เอก) พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๕๒๘ ๓. พระสุตาวุธวิสิฐ (ขรรค์ชัย อาภากโร น.ธ.เอก)
พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๔๑ ๔. พระมหาศรีวัง สิริมนุญโญ (ป.ธ.๖, น.ธ.เอก, พธ.บ. ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอคลองท่อม) พ.ศ. ๒๕๔๑-ปัจจุบัน