วัดป่าอัมพวัน
วัดป่าอัมพวัน ตั้งอยู่เลขที่ ๕๓ บ้านห้วยดินดำ ถนนอัมพวัน หมู่ที่ ๑๒ ตำบล หนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน²๕ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือ จดที่ดินของราษฎร ทิศใต้ จดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาเขียว-เขาชมภู่ ทิศตะวันออก จดทางเดินสาธารณะ ทิศตะวันตก จดป่าสงวนแห่งชาติเขาเขียว อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๑ หลัง เป็นอาคารไม้ ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๒๙.๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นอาคารคอนกรีตบุไม้ภายใน ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ปูชนียวัตถุ มีพระประธาน ประจำศาลาการเปรียญปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒ เมตร สูง ๒.๗๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ นามว่า "พระพุทธโพธิญาณ" เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักด้วยหินทรายสีเขียว ซึ่งนำมาจากวัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี ซึ่งทางวัดได้นำมาจากภูเขา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลกอีกต่อหนึ่ง น้ำหนักก่อนแกะสลัก ๒๕ ตัน ใช้เวลาแกะสลัก ๑ ปี ๑ เดือน
วัดป่าอัมพวัน ตั้งเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๑ พระมหาตอง ธมมวุฑโฒ ได้ชุดงค์มาปักกลด บริเวณสวนมะม่วง หุบเขาช่องมะเฟือง ตำบล หนองรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เห็นว่าเป็นสถานที่ร่มรื่น สงบ วิเวก เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนา ท่านจึงได้ไปปรึกษาพระมหาบุญเลิศ ฐานทินโน วัดป่าลิไลยวัน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงได้พากันไปชวนญาติโยมไปดูพื้นที่ และนายนิวัติ รังสิกวานิช ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จำนวน ๑๑ ไร่เศษ จากนายบุญส่ง โดยมีข้อแม้ว่าต้องใช้สร้างวัดเท่านั้น คณะญาติโยมได้มี หนังสือกราบเรียนท่านพระอาจารย์จันทร์ดี กนุตสาโร ลัทธิวิหาริกของพระโพธิญาณเถระ ๑๑๘
(หลวงพ่อชา) เพื่อปรึกษาเรื่องสร้างวัดดังกล่าว ต่อจากนั้นพระอาจารย์จันดี และคณะทั้งพระและฆราวาส จึงได้เดินทางไปดูสถานที่อีกครั้งหนึ่ง เห็นว่าที่ๆ ซื้อไว้ก่อนนั้นไม่เหมาะสม จึงได้ไปขอซื้อที่ของนายสนั่น ธรรมพัฒน์ ซึ่งดูมีสภาพป่าที่สงบร่มรื่นกว่า จึงได้ตกลงซื้อในราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท และอุบาสิกาไพลิน รังสิกวานิช ได้ซื้อถวายอีก ๑ แปลง ระยะแรกของการก่อสร้างวัดจึงได้เริ่มขึ้น โดยมีพระมหาบุญเลิศเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการก่อสร้าง โดยได้รับการสนับสนุนจากห้างหุ้นส่วนจำกัด วัฒนากรการค้า และในวันวิสาขบูชา ปี ๒๕๓๑ เป็นวันกำเนิดวัดป่าอัมพวัน การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสคือพระจันดี กนุตสาโร พ.ศ. ๒๕๔๒ - ปัจจุบัน