วัดป่าประดู่

วัดป่าประดู่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๕๓ ถนนสุขุมวิท ตำบลป่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมเป็นวัดร้าง สร้างมานานแต่ได้รับการพัฒนาบูรณะขึ้นใหม่ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๒ ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ดินตั้งวัดมีจำนวน ๑๔ ไร่ ๒ งาน ๔๐ ตารางวา มีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือโฉนดเลขที่ ๑๕๙๓ มีอาณาเขตดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับที่ธรณีสงฆ์ของวัด ซึ่งทางวัดได้จัดสรรให้บุคคลเช่าปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ทิศใต้ ติดต่อกับที่ธรณีสงฆ์ของวัด ซึ่งทางวัดได้จัดสรรให้บุคคลเช่าปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ติดกับถนนสุขุมวิท สายกรุงเทพ-ตราด ทิศตะวันออก ติดต่อกับอาคารพาณิชย์ของวัด และโรงภาพยนตร์เทศบันเทิงตลาดโตรุ่งของเทศบาลเมืองระยอง ทิศตะวันตก ติดต่อกับโรงเรียนวัดป่าประดู่ และโรงพยาบาลจังหวัดระยอง ที่ธรณีสงฆ์ มี ๖ แปลง คือแปลงที่ ๑ ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่จำนวน ๑๗ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา อนุญาตให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษา มีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือโฉนด

เลขที่ ๑๕๙๓ แปลงที่ ๒ ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่จำนวน ๒๖ ไร่ ๒ งาน ปัจจุบันอนุญาตให้กระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงพยาบาลระยอง มีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือโฉนดเลขที่ ๑๕๙๓ แปลงที่ ๓ ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่จำนวน ๑๐ ไร่ เป็นศาสนสมบัติผลประโยชน์ของวัด มีหนังสือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน คือโฉนดเลขที่ ๑๕๙๓ แปลงที่ ๔ ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่จำนวน ๒๖ ไร่ ๒ งาน ๖ ตารางวา เป็นศาสนสมบัติจัดสงเคราะห์เป็นที่ปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัยของประชาชน มีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือโฉนดเลขที่ ๕๗๔ แปลงที่ ๕ ที่ตำบล ท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่จำนวน ๖๒.๘/๑๐ ตารางวา เป็นที่ตั้ง อาคารพาณิชย์ มีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือโฉนดเลขที่ ๔๐๓ แปลงที่ ๖ ที่ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีเนื้อที่จำนวน ๙๒.๗/๑๐ ตารางวา ปลูกอาคารอยู่อาศัย และแบ่งให้คนเช่ามีหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดิน คือโฉนดเลขที่ ๒๕ ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของ บริเวณที่ตั้งวัด เป็นพื้นที่ทรายละเอียด ลักษณะราบเรียบเสมอกับที่บริเวณใกล้เคียงโดยรอบ อยู่ในย่านชุมชนกลางใจตัวเมืองระยอง รอบ ๆ วัดเป็นย่านการค้า

วัดนี้เป็นวัดเก่าหาหลักฐานไม่ได้ว่าสร้างมาแต่สมัยใด เพราะมีพระอุโบสถปรักหักพังปรากฏอยู่เดิม แสดงว่าเคยเป็นวัดมาก่อนและร้างมาเป็นเวลานาน ไม่มีผู้ใดบูรณะ จนสถานที่แห่งนี้เป็นป่ารกร้าง มีไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นประดู่ ต้นตะเคียน เจริญเติบโตปกคลุมสถานที่นี้อยู่มากมาย ไม้ใหญ่เหล่านี้ ลำต้นวัดโดยรอบได้ประมาณ ๓-๔ เมตร เป็นส่วนมาก ต่อมา ประมาณ พ.ศ. ๒๓๗ ได้มีการบูรณะวัดนี้ขึ้นใหม่ โดยมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ชื่ออุปัชฌาย์เทียน เดิมอยู่วัดเนิน ได้มาบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานในสถานที่นี้ เพราะเป็นป่าใหญ่เป็นสถานที่วิเวก เหมาะที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ประกอบกับพบเห็นบริเวณนี้มีพระอุโบสถปรักหักพังและมีพระพุทธรูป ปางปาลิไลยก็เป็นพระประธาน กับมีวิหารพระพุทธรูปปางมารวิชัย ๔ ทิศรอบ ๆ พระอุโบสถ และห่างจากพระอุโบสถไปทางทิศตะวันออก ประมาณ ๓๐ เมตร มีพระพุทธไสยาสน์ ยาวประมาณ ๑๒ เมตร ซึ่งชำรุดอยู่อีกองค์หนึ่ง แสดงว่าสถานที่นี้เคยเป็นสถานที่สร้างวัดมาก่อน เป็นสถานที่ร่มรื่นดี พระอุปัชฌาย์เทียน จึงพำนักบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ณ พระอุโบสถหลังเก่านี้เรื่อยมาบรรดาชาวบ้านที่อยู่อาศัยใกล้เคียงมีความเลื่อมใสในการปฏิบัติของพระอุปัชฌาย์เทียน เห็นควรบูรณะสถานที่นี้ให้เป็นวัดมีพระสงฆ์อาศัยอยู่ดังเดิม จึงชวนกันมาแผ้วถางสร้างกุฎิเป็นที่พออยู่อาศัย พร้อมทั้งบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลังนี้ทำสังฆกรรมกันสืบ ๆ มา (พระอุโบสถหลังนี้ฝังลูกนิมิตไว้เดิมตั้งแต่เมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐาน เมื่อสมัยที่พระราชอริยคุณาธารเป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการบูรณะและขุดพบลูกนิมิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑)

ต่อมาสมัยพระครูสมุทรสมานคุณ (แอ่ว อินฺทสุวณฺโณ) เป็นเจ้าอาวาสพิจารณาเห็นว่า พระอุโบสถที่ใช้อยู่เดิมคับแคบบรรจุพระสงฆ์ได้ประมาณ ๒๐ รูปเท่านั้น และทรุดโทรมมาก จึงสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาอีกครั้งหนึ่ง และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๙ กำหนดเขตกว้าง ๗ วายาว ๑๔ วา และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ส่วนพระอุโบสถหลังเก่าใช้เป็นวิหาร วัดนี้เดิมมีนามว่า "วัดป่าเลไลยก์" (ตามหลักฐานปรากฏในประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมา) เพราะพระประธานในพระอุโบสถเดิมเป็นพระพุทธรูปปางปาลีไลย์ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ตั้งชื่อวัดให้มีนามดังกล่าว ต่อมาทางการคณะสงฆ์ได้ปรับปรุงการเรียกนามวัดให้เป็นไปตาม "เกณฑ์สำหรับตรวจจดทะเบียนชื่อวัด" ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กล่าวคือให้ชื่อตามชื่อหมู่บ้านหรือตำบลนั้นๆ ที่หมายรู้กันได้ง่ายไม่เยิ่นเย้อยืดยาด ซึ่งสมเด็จฯ เคยนำเรื่องนี้เข้าปรึกษาที่ประชุมเจ้าคณะมณฑลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ และเจ้าคณะมณฑลตกลงรับไปดำเนินการ ดังนั้นวัดนี้ภายหลังจึงได้เปลี่ยนนามวัดใหม่จาก "วัดป่าเลไลยก์" เป็น "วัดป่าประดู่" เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยมีเหตุผลสอดคล้องตามเกณฑ์สำหรับจดทะเบียนวัดของสมเด็จฯ ดังนี้ ๑. ชื่อวัดเดิมไปพ้องกับวัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ๒. เพื่อสอดคล้องกับนามหมู่บ้านที่ตั้งวัดอยู่ คือตลาดท่าประคู่ ๓. ตำบลนี้มีชื่อทางราชการว่าตำบลท่าประดู่ ๔. ชื่ออำเภอเดิมชื่ออำเภอท่าประดู่ ภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นอำเภอเมืองระยอง ๕. มีต้นประดู่ขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ภายในวัด สำหรับเสนาสนะได้มีการบูรณะปรับปรุงซ่อมแซมรื้อของเก่าสร้างใหม่ตามสภาพและกาลเวลาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างวัดแรกของจังหวัดระยอง และเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ กรมการศาสนาได้มอบประกาศนียบัตรวัดพัฒนาดีเด่น และสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกได้ประทานพัดพัฒนาให้แก่เจ้าอาวาสเพื่อเชิดชูเกียรติต่อไป ต่อมาได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถใหม่เพื่อให้เพียงพอต่อการทำสังฆกรรมของพระภิกษุ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้น จัดพิธีลงเสาเข็ม เมื่อ

วันพุธที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ พระอุโบสถหลังนี้ มล.ท้าวเทวา เทวกุล เป็นสถาปนิกออกแบบก่อสร้าง หน้าบันเป็นกระจกหนาแกะสลักเป็นพระปรมาภิไธยย่อ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และพระองค์ได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ความสำคัญของวัด ๑. วัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคม คือวัดป่าประดู่ เป็นวัดสำคัญทางการปกครองคณะสงฆ์ จังหวัดระยองวัดหนึ่ง โดยมีพระเถระดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะเมือง (เจ้าคณะจังหวัด) อยู่วัดนี้สืบต่อกันมาหลายรูป เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาโดยตลอด ส่วนทางราชการบ้านเมืองและประชาชน ได้ถือเอาวัดนี้เป็นสถานที่หลักในการประกอบศาสนกิจ และพิธีกรรมสำคัญๆ มาโดยตลอด ๒. มีพระพุทธไสยาสน์ สร้างมาสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน ประดิษฐานอยู่บริเวณวัดด้านทิศเหนือซึ่งเป็นพระคู่มากับวัดตั้งแต่โบราณกาล ประชาชนทั่วไปที่กล่าวว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่เป็นสิ่งสักการะอันสำคัญ ๓. ที่ดินของวัดนี้ เป็นที่ตั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดใหญ่ของจังหวัดระยองในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา เปิดรับนักเรียนตั้งแต่ ม.๑-ม.๖ พร้อมกับได้ยกเลิกการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาไป ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๓๔) มีครู ๙๓ คน นักเรียน ๒,๘๘๙ คน ๔. ที่ดินของวัด เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลระยอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด ๕. เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ จังหวัดระยองในอดีต ๖. เป็นสถานที่จัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ซึ่งทางราชการจังหวัดระยองเป็นผู้จัดตามนโยบายของทางบ้านเมืองในขณะนั้น ๗. เป็นสถานที่จัดพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปประจำเมืองของจังหวัดระยอง ซึ่งทางราชการจัดขึ้น คือพระพุทธอังคีรส (ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หอพระพุทธอังคีรส สวนศรีเมือง) ๘. เทศบาลเมืองระยองและหน่วยราชการการจังหวัดระยอง ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ในวันสำคัญ ๆ และกิจกรรมสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา เป็นประจำ ปูชนียสถานมี พระอุโบสถย้ายจากอุโบสถหลังเก่ามาสร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ พระครูสมุทร สมานคุณ (แอ่ว) เป็นผู้ดำเนินการสร้าง พร้อมทายกทายิกา โดยมีนายแหวน-นางนิด เป็นผู้อุปถัมภ์ ผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ พระราชอริยคุณาธาร (หล่ำ) เป็นเจ้าอาวาส ได้เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาจากกระเบื้องปูนซีเมนต์มาเป็นกระเบื้องเคลือบดินเผา ประดับกระจก ช่อฟ้า ใบระกา และท่านพระประธานในพระอุโบสถ ลงรักปิดทองพระประธาน ประตู หน้าต่าง ดังที่เห็นในปัจจุบัน ปูชนียวัตถุมี พระพุทธไสยาสน์ตะแงซ้าย เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอยู่เดิมเป็นพระพุทธรูปคู่มากับวัดตั้งแต่โบราณกาล ตามที่กล่าวไว้ในประวัติความเป็นมา ประดิษฐานอยู่ในวิหารด้านทิศอีสาน

๓๕๘

ของบริเวณวัด วัดส่วนยาวได้ ๑๒ เมตร ส่วนสูงแต่ศอกจนพื้นถึงยอดเกศ ๓.๖๐ เมตร ผินพระพักตร์สู่ทิศใต้ พระเศียรไปทางทิศบูรพา ทำด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทอง เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๘ พระครูสมุทรสมานคุณ (แอ่ว) ได้บูรณะส่วนที่ชำรุดแล้วลงรักปิดทองทั้งองค์ ส่วนวิหารสร้างใหม่ทั้งหมดให้กว้างกว่าเก่า เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่จะเข้าไปนมัสการ ต่อมาวิหารได้ชำรุดทรุดโทรมลงอีก ทางวัดจึงรื้อของเก่าออกและจัดการก่อสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นลักษณะทรงไทยมีช่อฟ้าใบระกา เพื่อให้สมกับเป็นวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัด พระพุทธรูปปางเลไลยก็เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่เช่นเดียวกับพระพุทธไสยาสน์ ประทับนั่งห้อยพระบาท วัดส่วนสูงตั้งแต่พระบาทจดพระเกศ ๖.๐๒ เมตร วิหารเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก องค์พระตากแดดตากฝน พระราชอริยคุณาธาร ได้ดำเนินการสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยมีขุนพาณิชชลาสินธุ์ (เทียน สินธุวณิชย์) เป็นผู้ออกทุนให้ทั้งหมด พร้อมทั้งชักชวนทายกทายิกาให้ร่วมกันบูรณะวิหารทั้ง ๔ ทิศ ในคราวเดียวกันนี้ด้วย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ พระครูพิสิษฎ์ศุภการ ได้ทำการบูรณะองค์พระใหม่หมดทั้งองค์ด้วยปูนซีเมนต์ เพราะปูนที่ฉาบองค์พระไว้ก่อนเสื่อมคุณภาพไม่สามารถจะอนุรักษ์ไว้ได้ โดยมีนางสำลี สินธุวณิชย์ ให้ความอุปถัมภ์ สิ้นค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น ๓๐,๐๐๐ บาท โบราณวัตถุมี ๑. พระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้าย เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอยู่เดิมคู่มากับวัด ตั้งแต่โบราณกาล ประดิษฐานอยู่ในวิหารทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบริเวณวัด ยาว ๑๒.๐๐ เมตร สูง ๓.๐๐ เมตร พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก ผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ (ด้านหน้าวัด) สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ๒. พระรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงประทับยืน บนแท่นมีสันฐานกลม หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีอักษรจารึกเป็นภาษาอังกฤษว่า H.M.SOMDECTH PHRA PARAMINDR CHULALONKORN KING OF SIAM ๓. ธรรมมาสน์เท้าสิงห์หลายรดน้ำ ๑ ธรรมาสน์ ๔. ธรรมาสน์บุษบก หลังคายอดแหลม มีกระจังแกะฉลุลวดลายต่างๆ ปิดทองล่องชาด ๑ ธรรมาสน์ ๕. ตู้ทองลายรดน้ำ จำนวน ๑ ตู้ ๖. ตู้ไม้สัก ๑ ตู้ มีจารึกว่า "สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชอุทิศ พระราชทานในการพระศพพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์" มีหนังสือพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีอยู่ในตู้ ๑ ชุด เสนาสนะและสิ่งปลูกสร้าง ได้เปลี่ยนแปลงเรื่อยมา เพราะเป็นวัดเก่าแก่สร้างมาช้านาน ถาวรวัตถุเก่า ๆ ชำรุดทรุดโทรมไป มีการรื้อถอน สร้างใหม่ตลอดมา ปัจจุบันมีปรากฏอยู่ดังนี้ ๑. พระอุโบสถ หลังใหม่ ทรงประยุคสมัยใหม่สูง ๒ ชั้น หลังคาเป็นยอด โดมนภศูล ๒. ศาลาการเปรียญ คณะกรรมการวัดป่าประดู่ ศิษยานุศิษย์

และประชาชนสร้างอุทิศถวายและเป็นอนุสรณ์แก่ พระราชอริยคุณาธาร โดยมีพระครูพิศิษฎ์ศุภการ เป็นผู้ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ราคาค่าก่อสร้างประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท

  1. กุฎิ หมู่กฎีด้านเหนือเป็นกุฎิแถวชั้นเดียว จำนวน ๒ หลัง ด้านใต้ จำนวน ๒ หลัง ระหว่างกุฎิมีหอกลางลักษณ์ทรงไทย ๒ ชั้น ชั้นล่างโถง ชั้นบนก่ออิฐถือปูน ด้านทิศตะวันตกจากหอกลางออกไปเป็นหอฉันทรงไทย ๒ ชั้น ชั้นล่างโถง ชั้นบนก่ออิฐถือปูน

  2. โรงเรียนปริยัติธรรม พระครูพิศิษฎ์ศุภการ เป็นผู้ดำเนินการสร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ สำเร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ ค่าก่อสร้างประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ บาท

  3. หอประชุมสงฆ์-ห้องสมุด นายโอฬาร-นางประพันธ์ ตะเวทย์กุล สร้างถวายอุทิศส่วนกุศลแก่บิดามารดาผู้วายชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕ ค่าก่อสร้างประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ บาท

  4. หอระมัง ของเดิมสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งชำรุดทรุดโทรมมาก พระครูพิศิษฎ์ศุภการ ได้ดำเนินการสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ค่าก่อสร้างประมาณ ๙๕,๐๐๐ บาท

  5. กำแพงรอบวัด พระราชอริยคุณาธาร เป็นผู้ดำเนินการสร้าง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐ ค่าก่อสร้างประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ บาท

  6. ซุ้มประตู ๔ ซุ้ม ในเวลาสร้างกำแพงได้ก่อสร้างซุ้มประตูด้านทิศใต้ พระราชอริยคุณาธาร เป็นผู้ดำเนินการสร้าง ส่วนอีก ๓ ซุ้ม ซุ้มทิศเหนือ ตะวันออก ตะวันตก ได้สร้างขึ้นภายหลัง พระครูพิศิษฎ์ศุภการ ดำเนินการสร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ค่าก่อสร้าง ๘๘,๐๐๐ บาท

  7. โรงเรียนสอนเด็กก่อนเกณฑ์ สโมสรไลออนส์ จังหวัดระยอง สร้างถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ค่าก่อสร้างประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

  8. ศาลาบำเพ็ญกุศล (ตั้งศพ) ๒ หลัง พระครูพิศิษฎ์ศุภการ ดำเนินการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ค่าก่อสร้างประมาณหลังละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท รวม ๒ หลัง เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

  9. ฌาปนสถาน (เมรุเผาศพ) พระราชอริยคุณาธาร ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาท เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ นายเฉลา วิริยะพงษ์ ซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุด สิ้นเงินประมาณ ๗,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ ทางวัดได้ดำเนินการซ่อมทาสีใหม่ สิ้นค่าใช้จ่าย ๓๗,๐๐๐ บาท

การศึกษาทางวัดมีการศึกษาพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๕ เป็นการเปิดสอนพระปริยัติธรรมครั้งแรกและแห่งแรกของจังหวัดระยอง ตามหลักฐานในหนังสือประวัติพระครูสมุทสมานคุณ (แอ่ว) ซึ่งพิมพ์ในงานฉลองวิหารพระพุทธไสยาสน์ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ว่า "พ.ศ. ๒๔๖๕ ได้รับตำแหน่งเป็นผู้รั้งเจ้าคณะจังหวัดระยอง ได้เริ่มจัดการเปิดสอนพระธรรมวินัยขึ้นในจังหวัดระยองเป็นครั้งแรก" และสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) สมัยเมื่อมีสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์ ได้มอบภาพถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ และเขียน ๓๖๐

มอบไว้ใต้ภาพว่า "ให้ไว้สำหรับโรงเรียนธรรมวินัย วัดป่าเรไร จังหวัดระยอง โดยขอพระมหาเกษม สำนักวัดมหาธาตุไปเป็นครู มีนักเรียนเข้าสอบเป็นนักธรรมสนามมณฑลหลายรูป" และได้มี การศึกษา พระปริยัติธรรมตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ได้เปิดการศึกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ มีพระภิกษุสามเณรซึ่งเป็นศิษย์ของสำนักเรียนวัดนี้ สอบได้ เป็นเปรียญธรรม (มหา) เป็นจำนวนมาก บางรูปได้เข้าศึกษาต่อ ณ สำนักเรียนในกรุงเทพมหานคร สอบได้ถึง ป.ธ.ศ ก็มี สาธารณสงเคราะห์ ๑. จัดตั้งหอสมุดในวัดเพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไป ใช้ประโยชน์ และเป็นสมาชิกยืมหนังสือไปอ่าน เปิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๒. ตั้งโรงเรียนพิศิษฎ์วิทยา เป็นโรงเรียนสอนเด็กเล็กก่อนเกณฑ์ในวัด เปิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ จนถึงปัจจุบัน ๓. ให้ความ ช่วยเหลือสงเคราะห์ จัดการศพที่ไม่มีญาติ หรือยากจน ๔. จัดตั้งกองทุนการศึกษาสงเคราะห์ และแจกทุนการศึกษาแก่นักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ประจำทุกปี ๕. มอบทุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี แก่พระภิกษุสามเณร เป็นประจำ ทุกปี การบริหารและการปกครอง ปัจจุบันเจ้าอาวาสชื่อพระราชธรรมคณี (อภัย อภโย) อายุ ๗๔ ปี พรรษา ๕๓ วิทยฐานะเดิม ป.๔ น.ธ.เอก ป.ธ. ๔ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ จังหวัดระยอง) และมีผู้ช่วยเจ้าอาวาส ๒ รูป รูปที่ ๑ พระครูพิศิษฎ์กิจจานุการ (สุข สิริคุตฺโต) อายุ ๖๖ ปี พรรษา ๒๘ วิทยฐานะเดิม ป.๔ น.ธ.เอก รูปที่ ๒ พระมหาสมอิง ฉายาโชติกโร อายุ ๕๖ ปี พรรษา ๒๒ วิทยฐานะเดิม ป.๔ น.ธ.เอก ป.๕.๗ ลำดับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาส ผู้ปกครองวัดนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างครั้งแรกไม่มีหลักฐานเพราะเคยร้างมาเป็นเวลานานปีตามที่กล่าวแล้ว ตามประวัติความเป็นมา จึงไม่สามารถที่จะทราบได้ มาทราบชัดเมื่อสมัยพระอุปัชฌาย์เทียน มาเริ่มบูรณะใหม่ ดังนี้ รูปที่ ๑ พระอุปัชฌาย์เทียน พ.ศ. ๒๓๗๒-พ.ศ. ๒๓๙๑

รูปที่ ๑

พระอธิการเหลือ พ.ศ. ๒๓๙๑-พ.ศ. ๒๓๙๕ รูปที่ ๓ พระปลัดทัศน์ พ.ศ. ๒๓๙๕-๒๔๐๕ รูปที่ ๔ พระครูสมุทสมานคุณ (แหยว) พ.ศ. ๒๔๐-๒๔๔๓ (เจ้าคณะเมือง) รูปที่ ๕ พระครู สมุทสมานคุณ (แอ่ว) พ.ศ. ๒๔๔๓-๒๔๘๘ (เจ้าคณะจังหวัด) รูปที่ ๖ พระเหล็ง ธมฺมเถโร (รักษาการแทน) พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๔๙๓ รูปที่ ๗ พระราชอริยคุณาธาร (หล่ำ) พ.ศ. ๒๔๙๓- ๒๕๐๙ (เจ้าคณะจังหวัด) รูปที่ ๘ พระราชธรรมคณี (อภัย) พ.ศ. ๒๕๐๗-ปัจจุบัน (เจ้าคณะ จังหวัด)