วัดสุวรรณกีรีวิหาร
สภาพฐานะและที่ตั้งของวัด
วัดสุวรรณคีรีวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ถนนชาติเฉลิม ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๓
เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด
ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๔๙ ไร่ ๖๔ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๒๗๕ อาณาเขตด้านทิศเหนือ จดถนนบำรุงสถาน (เส้นทางไปจังหวัดชุมพร) ด้านทิศตะวันตก จดถนนชาติเฉลิม (เส้นทางไปปากน้ำระนองและตลาดระนอง) ส่วนทิศตะวันออกและทิศใต้ จดคลองสะพานยูง และบางส่วนจดที่ดินของราษฎร พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีการคมนาคมที่สะดวก อาณาบริเวณภายในวัดมีความเป็นระเบียบและร่มรื่น
ความเป็นมา
วัดสุวรรณคีรีวิหารชาวบ้านมักเรียกว่า "วัดหน้าเมือง" เดิมมีชื่อว่า "วัดสุวรรณีรีทาราม" ตั้งอยู่ริมคลองหาดส้มแป้น หมู่ที่ ๑ ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง ใกล้กับนามกีฬาจังหวัดระนองในปัจจุบัน แต่เนื่องจากว่าวัดอยู่ในที่ลุ่มต่ำ จึงถูกธรรมชาติรุกรานเกปี และปีหนึ่งก็หลายครั้ง เช่น น้ำท่วม ทราย, โคลนไหลมาท่วมทับวัด พระภิกษุอยู่ไม่ได้ ทำให้วัดต้องร้างพระในบางครั้ง ครั้นน้ำลดพระภิกษุก็ย้ายกันกลับวัด มาเจอสภาพน้ำขุ่นอีก เพราะทางด้านเหนือน้ำประชาชนขุดแร่ และทำเหมืองแร่กันมาก ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน
ร.ศ. ๑๐๙ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสดำเนินหัวเมือง เลียบแหลมมลายู มาประทับแรมที่จังหวัดระนอง ทรงทราบเหตุการณ์เรื่องราววัดร้างดังกล่าว ด้วยความสนพระทัยยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีประกาศพระบรมราชโองการให้พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก้อง ณ ระนอง) ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี" ตำแหน่งจางวางผู้กำกับราชการเมืองระนองในสมัยนั้น (ปัจจุบันคือตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด) เป็นผู้รวบรวมจัดหาที่ดินก่อสร้างวัดขึ้นใหม่ และจัดสร้างอาคารเสนาสนะสงฆ์ขึ้นมาใหม่ ณ สถานที่ปัจจุบัน และต่อมาได้ที่ปัจจุบันนี้ พระราชทานที่เขตอุโบสถโดยยาว ๑๔ วา ๑๒ ศอก กว้าง ๘ วา ๒ ศอก ให้เป็นที่วิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกหนึ่งต่างจากราชอาณาเขต เป็นที่วิเศษสำหรับพระสงฆ์ได้อาศัยทำสังฆกรรม และได้โปรดเกล้าให้อาราธนาพระสงฆ์จากวัดสุวรรณคีรีทาราม มาสวดถอนพัทธสีมาผูกพัทธสีมาในวัดนี้ด้วย และได้พระราชทานนามอารามใหม่นี้ว่า "วัดสุวรรณคีรีวิหาร" ปรากฏตามประกาศพระบรมราชโองการ ฉบับลงวันที่ ๒ ตุลาคม ร.ศ. ๑๑๓ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๗ วัดสุวรรณคีรีวิหารนี้อยู่ในเขตเทศบาลระนอง ซึ่งอยู่ใกล้เขตชายแดนที่ติดต่อกับประเทศสหภาพเมียนมาร์ (พม่า) คือเขตวิคตอเรียพอยน์ (เกาะสอง)
ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๔ ไร่ ๖๔ ตารางวา ส่วนสิ่งปลูกสร้างมีดังนี้ ๑. อุโบสถสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคามุงกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ๒. วิหาร จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์
ค่าก่อสร้างประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ๓. ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทยประยุกต์
ค่าก่อสร้างประมาณ ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท ๔. กุฏิ จำนวน ๒๕ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย-ปั้นหยา
ค่าก่อสร้างประมาณ ๖,๘๘๐,๐๐๐ บาท
(๓ ) ๕. ศาลาโรงฉัน สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ๖. ศาลามณฑปบรรจรูปปั้นและอัฐิอดีตเจ้าอาวาส สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ บาท ๗. ศาลาข้อมูลสารสนเทศของวัดสุวรรณคีรีวิหารคอนกรีตเสริมเหล็ก
ค่าก่อสร้างประมาณ
๑๒๕,๐๐๐ บาท ๘. ศาลาศูนย์ครูพระปริยัตินิเทศก์ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคามุงกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ
๓๓๕,๐๐๐ บาท ๙. ถังเก็บน้ำประปา จำนวน ๒ ถัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคามุงกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ
๑๒๐,๐๐๐ บาท ๑๐. ศาลาฌาปนสถาน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กบนไม้เนื้อแข็ง หลังคา มุงกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ
๒๒๐,๐๐๐ บาท ๑๑. เมรุฌาปนสถาน ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาโบกด้วยคอนกรีต
ค่าก่อสร้างประมาณ
๔๐๐,๐๐๐ บาท ๑๒. ศาลาหอกลอง-ระฆัง ๑ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงด้วยกระเบื้อง
ค่าก่อสร้างประมาณ
๔๕๐,๐๐๐ บาท มีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ ๑. พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ลายดอกพิกุล สมัยรัตนโกสินทร์ ๒. พระศิลาอ่อน ศิลปะพม่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มาเมื่อใด ๓. เจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุ ศิลปพม่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ โดยบุตร-ธิดาของช่างทองชาวพม่าชื่อนายผุเด่า การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดสุวรรณคีรีวิหาร ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรม และแผนกบาลี มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ ทางวัดจัดการเผยแพร่พระพุทธศาสนา คือจัดพระธรรมทูตออกไปตามหมู่บ้านเป็นประจำ ทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นต้นมา จัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันธรรมสวนะ และ
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนถึงวันสำคัญของชาติ เช่น วันที่ ๑๒ สิงหาคม และ วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปี เป็นต้น มีการให้บวชศีลจาริณีแล้วให้ทำวัตรเช้า-เย็น บำเพ็ญ จิตตภาวนา เดินจงกรม ฟังธรรม อภิปรายร่วม และจัดพิมพ์บทความธรรมะแจกแก่ประชาชนด้วย
ทางวัดดำเนินการเกี่ยวกับการสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ คือ ทางวัดได้ ดำเนินการสาธารณูปการเฉพาะภายในวัด เช่น การสร้างกุฏิ และบูรณะปฏิสังขรณ์เท่านั้น ส่วนการสาธารณสงเคราะห์มี เช่น สงเคราะห์โรงพยาบาลสงฆ์ทุกปี สงเคราะห์มหาจุฬาลงกรณ- ราชวิทยาลัยทุกปี รับเป็นเจ้าภาพห้องอาพาธสงฆ์โรงพยาบาลระนองกับเจ้าคณะจังหวัดระนอง มีการตั้งทุน เพิ่มทุน แจกทุนตามมติมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา นอกจากนี้ วัดเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของทางราชการ เคยมีดังนี้
๑. กรมการศาสนา กองศาสนศึกษา ใช้สถานที่ประชุมสัมมนาครูสอนพระปริยัติธรรม
ทั่วประเทศ จำนวน ๓๖๐ รูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖
๒. กรมการศาสนา กองศาสนศึกษา ใช้สถานที่ฝึกอบรมครูสอนพระพุทธศาสนา
วันอาทิตย์ ๒ เดือน จำนวนพระ ๖ รูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗
๓. กรมการศาสนา กองศาสนศึกษา ได้ใช้สถานที่ประชุมสัมมนาโรคเอดส์ทั่วประเทศ
จำนวนพระ ๒๕๐ รูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘
๔. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระนองได้ใช้สถานที่อุปสมบทหมู่ เมื่อคราวถวายพระเพลิง
พระบรมศพพระบรมราชชนก จำนวน ๙๖ รูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙
๕. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระนองได้ใช้สถานที่อุปสมบทหมู่ชาวประมง จำนวน
๑๕ รูป ที่รัฐบาลพม่าปล่อยกลับสู่มาตุภูมิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙
๖. กรมการศาสนา กองศาสนศึกษาฝ่ายจริยศึกษา ได้ใช้สถานที่ประชุมสัมมนา
พระเปรียญ และพระบัณฑิตอาสาพัฒนาทั่วประเทศ จำนวนพระ ๒๕๐ รูป เมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๔๐
๗. สำนักงานศึกษาธิการอำเภอเมือง ได้ใช้สถานที่อบรมศิลปะวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
ชาวบ้าน จำนวน ๔๐๐ คน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐
๘. กรมการศาสนา กองศาสนศึกษาฝ่ายจริยศึกษา ได้ใช้สถานที่ประชุมสัมมนาพระจริยา
นิเทศก์ทั่วประเทศ จำนวน ๑๐๐ รูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑
๙. สำนักงานศึกษาธิการอำเภอเมือง ได้ใช้สถานที่เพื่อประชุมปรึกษาหารือ กรรมการ
คุรุสภา จำนวน ๓ ครั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑
๑๐. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระนอง ได้ใช้สถานที่เพื่อประกวดสวดมนต์หมู่ทำนอง
สรภัญญะระดับอำเภอ จำนวน ๓ ปี คือปี พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๑
ทางวัดได้จัดกิจกรรมพิเศษในวันธรรมสวนะและวันสำคัญทางศาสนา คือ มีการ สวดทำวัตรเช้า-เย็น สมาทานศีล ๕ รักษาอุโบสถศีล มีการแสดงพระธรรมเทศนา อภิปรายร่วม บวชศีลจาริณี บำเพ็ญจิตตภาวนา จัดแสดงนิทรรศการด้วยภาพเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนา
การบริหารและการปกครอง
ได้จัดการปกครอง โดยมีพระครูระณังค์คณารักษ์ (ขจร โชติวโร ป.5.๔) เป็นเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองระนอง ได้ปกครองโดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง และ ปฏิบัติตามหลักกฎหมายคณะสงฆ์และกฎหมายบ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง
การดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดสุวรรณคีรีวิหาร บางท่านนานปีและบางท่านก็น้อยปี บางครั้งก็มีรักษาการเจ้าอาวาสอยู่เป็นช่วงๆ สลับกันไป อาศัยการบอกเล่าของอดีตเจ้าอาวาส วัดสุวรรณคีรีวิหารที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดระนอง และคำบอกเล่าของบุคคลผู้สูงอายุที่ปฏิบัติธรรม รักษาศีลมานาน เท่าที่พอจำได้มีดังนี้-
๑. พระอาจารย์ปลอด
๒. พระอาจารย์นุ้ย
๓. พระอาจารย์ติ้ว สุวณฺโณ
๔. พระครูประจักษ์สารธรรม (คอยกอิ้น) อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองระนอง
๕. พระวิสุทธิธรรมคณี (สวาท ธมฺมปาโล) อดีตเจ้าคณะจังหวัดระนอง ๒๖ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๐๙ ถึง ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙
๖. พระครูระณังค์คณารักษ์ (ขจร โชติวโร ป.ธ. ๔) เจ้าคณะอำเภอเมืองระนอง
๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงปัจจุบัน