วัดท่าหัวแหวน
วัดท่าหัวแหวน ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๒๘๒, ๓๔๖๔ และ ๓๔๖๕ อาณาเขต ทิศเหนือ จดคลองสาธารณะ ทิศใต้ จดถนน ทิศตะวันออก จดถนนและคลอง ทิศตะวันตก จดที่ดินเอกชน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๓ แปลง เนื้อที่ ๓ แปลง เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๒๔ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๘๓๒ และ ๒๕๐๘ อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๓ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก กุฏิสงฆ์ จำนวน ๖ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๑ หลัง และตึก ๕ หลัง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๑ หลัง สร้างด้วยไม้ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ นอกจากนี้มีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ คือ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ๑ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ โรงครัว เมรุ และ ศาลาบำเพ็ญกุศล ๑ หลัง ปูชนียวัตถุ มีพระประธานประจำอุโบสถ พระพุทธรูปขนาดกลาง จำนวน ๕ องค์ และเจดีย์ ๑ องค์ นอกจากนี้สมบัติของวัดมี คัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อย
วัดท่าหัวแหวน ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๐ ในสมัยนั้นท้องที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ และ ตำบลชำห้าน อำเภอแหลมสิงห์ ยังไม่มีวัด การบำเพ็ญศาสนกิจของศาสนิกชนได้รับความลำบากมาก การอุปสมบทต้องนำกุลบุตรไปต่างตำบล และต้องจำพรรษา ณ สถานที่นั้น ต้องห่างไกลจาก ญาติโยม ต่อมามีพระรูปหนึ่งชื่อพระครูอ่อง เป็นชาวบ้านชำห้าน ท่านกลับมาเยี่ยมญาติโยม และเห็นว่าได้มีวัด คงจะสะดวกแก่ญาติโยมในการบำเพ็ญกุศล จึงชักชวนชาวบ้านสร้างวัดขึ้น ในที่ตั้งวัดปัจจุบัน เพราะอยู่ใกล้ท่าเรือ และท่าเรือแห่งนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า "ท่าหัวแหวน" เริ่มตั้งวัดมีพื้นที่ จำนวน ๔ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา ต่อมาทางเทียม วิเชียรโชติ, นางปุย นาคสกุล, นางปก บุญชู-นายดุสิต โกศลานันท์ ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินเพิ่มเติมอีกร่วมกัน จำนวน ๖ ไร่ จึงรวมเป็นที่ตั้งวัด จำนวน ๑๐ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา และได้มีผู้ถวาย ที่ดินเป็นที่ธรณีสงฆ์ อีกจำนวน ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๒๔ ตารางวา การก่อสร้างเสนาสนะ อุโบสถหลังเก่าสร้างเมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๙
สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๖ ต่อมาได้ชำรุดทรุดโทรม พระครูประจักษ์ยติคุณเจ้าอาวาส พร้อมด้วย กรรมการวัดได้รื้อถอน และได้ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๒ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือรูปที่ ๑ พระครูอ่อง รูปที่ ๒ พระเปรียญเฉื่อย รูปที่ ๓ พระวร รูปที่ ๔ พระช่อ พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๔๕๔ รูปที่ ๕ พระสุ่น ธมุมสุวณฺโณ พ.ศ. ๒๔๕๔-๔๖๖ รูปที่ ๖ พระครู ประจักษ์ยติคุณ พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๕๒๖ รูปที่ ๗ พระครูพิบูลศาสนกิจ การศึกษา มีโรงเรียน พระปริยัติธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘