วัดพลับพลา
วัดพลับพลา ตั้งอยู่เลขที่ ๖๕ บ้านพลับพลา หมู่ที่ ๓ ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐๐๕ อาณาเขต ทิศเหนือจดถนนและบึงสาธารณะ ทิศใต้จดถนนและบึงสาธารณะ ทิศตะวันออกจดถนนสาธารณะ ทิศตะวันตกจดบึงสาธารณะ มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๓ แปลง เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๕๗ ตารางวา น.ส.๓ เลขที่ ๑๙๕๕, ๕๓๙๖, ๕๔๗๕ อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๘.๕ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก กุฏิสงฆ์ ๑ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๑ หลัง วิหารกว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๔๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ปูชนียวัตถุ มี พระประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๗ เมตร สูง ๓.๗๕ เมตร ๑ องค์ พระพุทธรูป ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๖๐ เมตร สูง ๑.๗๐ เมตร ๑ องค์ พระพุทธรูป ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๖๕ เมตร สูง ๑.๘๐ เมตร
วัดพลับพลา ตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๘ เดิมเป็นวัดมอญ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ขอมได้กวาดต้อนครอบครัวมอญมาเป็นอันมาก และได้แยกย้ายไปอยู่ตามถิ่นต่างๆ กลุ่มหนึ่งได้อพยพมาอยู่ยังบ้านพลับพลา สมัยนั้นเรียกว่า บ้านมอญ วัดที่สร้างขึ้นพร้อมหมู่บ้าน เรียกว่าวัดบ้านมอญ ภาษาพูดส่วนมากจะเป็นภาษามอญ หนังสือก็เป็นอักษรมอญ การสวดมนต์ก็ใช้ภาษามอญ ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ไทยแผ่อำนาจปกครองมาถึงพวกขอม ไทยได้อพยพมาปลูกบ้านเรือนใกล้กับหมู่บ้านมอญ เรียกว่าบ้านไทย ต่อมาภาษาไทยเจริญขึ้น ภาษามอญก็เริ่มเสื่อมลง ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น "บ้านพลับพลา" จากคำบอกเล่า ผู้ที่ทำการสร้างวัด คือ พระอาจารย์อัดปริง เป็นเจ้าของที่ดินสร้างวัด เมื่อพระอาจารย์อัดปริงมรณภาพ อาจารย์หนู เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อ ได้ทำการซ่อมแซมบูรณะวัด ได้ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่แต่ไม่แล้วเสร็จ
ได้มรณภาพเสียก่อน พระอาจารย์คร่ำ ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบแทน ได้ก่อสร้างอุโบสถจนสำเร็จ ต่อมาพระอาจารย์บุญเย็น ได้เป็นเจ้าอาวาส พิจารณาว่าอุโบสถหลังเก่าคับแคบ ได้ต่อเติม ทุกด้านให้กว้างขึ้น โดยยึดแบบอย่างเมืองอยุธยา เมื่อพระอาจารย์บุญเย็น ได้มรณภาพ พระอาจารย์ทิมได้เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา ท่านได้ตกแต่งผนังอุโบสถและผนังศาลาการเปรียญ โดยแกะสลักลวดลายและได้ก่อสร้างกุฎิขึ้นอีกหนึ่งหลัง โดยมอบหมายให้พระเพชร เป็น นายช่างแกะสลักลวดลายเครือวัลย์ที่ติดตามช่องประตูหน้าต่างและที่หน้ากุฏิ พระอาจารย์ทิม ได้พัฒนาวัดมาโดยตลอด ได้ลาสิกขาเนื่องจากมีโรคประจำตัวไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ ต่อมาพระครูพรหมพงศ์พิสุทธิ์ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบมา ท่านได้พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักพัฒนาที่มีความสามารถในอำเภอโชคชัย จนได้รับพระราชทาน พระบรมรูปหล่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 เพื่อเป็นเกียรติและได้ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพลับพลา ต่อมาท่านได้ย้ายจากวัดพลับพลาไปอยู่วัดปรางค์น้อย พระครูพิพัฒน์ชัยเขตได้เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้ทำการสร้างอุโบสถคอนกรีตเสริมเหล็กแทนหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม และได้พัฒนาวัดเรื่อยมา ได้บริจาคเงินส่วนตัวสมทบสร้างโรงเรียนและอื่นๆ หลายประการ ต่อมาท่านได้ถึงแก่มรณภาพ พระครูสุวัฒน์ชัยคุณ (เจ้าอาวาสรูป ปัจจุบัน) ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และได้พัฒนาวัดมาโดยตลอด เช่น ขุดลอกสระน้ำ สร้างศาลาการเปรียญเป็นอาคารคอนกรีต สองชั้น ทรงไทย สร้างกำแพงวัด สร้างเมรุ 1 หลัง ก่อสร้างแท็งก์น้ำเพื่อสูบน้ำจากสระน้ำมาใช้ ได้ก่อสร้างกุฏิหลังใหม่ ได้ทำการบูรณะอุโบสถ เป็นต้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 36 เมตร ยาว 46 เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ 1. พระอัดปริง 2. พระหนู 3. พระครูรามัญอรัญญวาสี 4. พระบุญเย็น 5. พระทิม 6. พระครูพรหมพงศ์พิสุทธิ์ พ.ศ. 2466-2493 7. พระครูพิพัฒน์ชัยเขต พ.ศ. 2497-2511 8. พระครูสุวัฒน์ชัยคุณ พ.ศ. 2513 - ปัจจุบัน