วัดสีลาโนนเปื่อย

วัดสีลาโนนเปือย ตั้งอยู่เลขที่ ๘๓ บ้านโนนเปือย หมู่ที่ ๗ ตำบลโพนโก อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๔ เส้น จดเขตของหมู่บ้าน ทิศใต้ประมาณ ๔ เส้น จดเขตของหมู่บ้าน ทิศตะวันออกประมาณ ๒ เส้น ๑๓ วา จดที่นาของราษฎร ทิศตะวันตกประมาณ ๒ เส้น ๖ วา จดเขตของหมู่บ้าน มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๘๕ ตารางวา อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๓๖ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นอาคาร ๒ ชั้น กฏิสงฆ์ ๒ หลัง ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปไม้แกะสลัก ขนาดหน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว ๑ องค์ และขนาดหน้าตักกว้าง ๓ นิ้ว ๑ องค์ พระพุทธรูปทองสำริดขนาดหน้าตักกว้าง ๓๙ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ จำนวน ๓ องค์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ จำนวน ๑ องค์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๙ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ จำนวน ๑ องค์ นอกจากนี้มีโบราณวัตถุ คือ แท่นหินศิลาแลง ขนาด ๘๐ เซนติเมตร

วัดสีลาโนนเปือย ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖ โดยท่านญาครูสา ซึ่งเป็นชาวบ้านโนนงอยได้ชักชวนชาวบ้านสร้างขึ้น เหตุที่ตั้งชื่อวัดว่าวัดสีลาโนนเปือยเพราะตั้งชื่อตามแผ่นหิน ศิลาแลง ที่ขุดพบ ต่อมาสมัยพระอาจารย์ธนูได้สร้างอุโบสถกลางน้ำ (สิมน้ำ) ขึ้น และ สมัยพระอาจารย์คำพันธ์ ได้สร้างอุโบสถถาวรขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ และเสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ ครั้นสมัยพระบุญลือได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระสา พ.ศ. ๒๔๒๙-๒๔๓๙ รูปที่ ๒ พระคำ พ.ศ. ๒๔๓๙-๒๔๔๗ รูปที่ ๓ พระตั้ง พ.ศ. ๒๔๔๗-๒๔๖๒ รูปที่ ๔ พระเอ้น พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๗๐ รูปที่ ๕ พระนู พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๘๐ รูปที่ ๖ พระสงค์ พ.ศ. ๒๔๐-๒๔๙๒ รูปที่ ๗ พระคำพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๔๙๘ รูปที่ ๘ พระวัน พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๒ รูปที่ ๙ พระสุวรรณ พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๓ รูปที่ ๑๐ พระโคตร พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๙ รูปที่ ๑๑ พระมหาเสวียน พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๘ รูปที่ ๑๒ พระบุญลือ สญฺญโม พ.ศ. ๒๕๒๔-๒๕๓๒ รูปที่ ๑๓ พระครูวิมลศีลวัตร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นต้นมา การศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ นอกจากนี้ มีที่อ่านหนังสือ พิมพ์ ๑ หลัง ศูนย์ส่งเสริมรายได้กลุ่มแม่บ้านและศูนย์สาธารณสุขพื้นฐาน