วัดหลักสี่
สภาพฐานะและที่ตั้งของวัด
วัดหลักสี่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๘๗ หมู่ที่ ๓ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด
อาณาเขตเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๑๗๔๕๙๑ ในบริเวณดังกล่าว มีเขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร มีกำแพงสร้าง ด้วยอิฐถือปูนโดยรอบทั้ง ๔ ด้าน มีความยาว ดังนี้
ทิศเหนือยาว ๖ เส้น ๑๗ วา ติดต่อคลองหลักสี่และหมู่บ้านจัดสรร
ทิศใต้ยาว ๔ เส้น จรดคลองบางตลาดเดิมกับทางสาธารณะประโยชน์
ทิศตะวันออกยาว ๑๓ เส้น ๑๒ วา ติดต่อกับทางรถไฟ
ทิศตะวันตกยาว ๙ เส้น ติดต่อคลองเปรมประชา
พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบรูปชายธง เดิมทีที่วัดมีทั้งหมด ๒๒ ไร่ ๒๔ ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่รูปชายธง ทางวัดได้มอบให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนศึกษาจำนวน ๖ ไร่เศษๆ ปัจจุบันได้ออกโฉนดเป็นที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว มีทั้งหมด ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา
ความเป็นมา
วัดหลักสี่ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เป็นวัดเก่าแก่ วัดหนึ่งที่มีความสำคัญ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๑ สร้างขึ้นในสมัยชาวรามัญอพยพ มาจากเมืองหงษาวดี (พะโค๊ะ) ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยอาจารย์ดำ ได้สร้างหอ สวดมนต์และกุฏิ ณ ตำบลหนองบัวขาว แขวงตลาดขวัญ เมืองสรคุณ (ปากเกร็ด) จังหวัด นนทบุรี ต่อมาชาวรามัญได้อาราธนาอาจารย์ดำไปเป็นเจ้าอาวาส วัดหน้าโบสถ์ จังหวัด นนทบุรี และพระอาจารย์ดำได้สั่งพระอาจารย์เริ่มไปรับหน้าที่แทน และได้ดำเนินการ ก่อสร้างพระธรรมเจดีย์และอุโบสถต่อจนแล้วเสร็จเรียบร้อย และได้ตั้งชื่อวัดใหม่ว่าวัดราษฎร์ ศรัทธาธรรม ต่อมาพระอาจารย์ดำได้มรณภาพลง ชาวรามัญที่เลื่อมใสศรัทธาพระอาจารย์
เริ่มจึงได้อาราธนาพระอาจารย์เริ่มไปเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าโบสถ์ ส่วนทางวัดราษฎร์ ศรัทธาธรรมนั้นได้มอบหมายให้หลวงปู่ขาว เขมาราโม รับหน้าที่แทน ในสมัยหลวงปู่ขาว เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม วัดได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก ท่านได้สร้างศาลา การเปรียญหลังใหม่ สร้างมณฑป สถูปเจดีย์ประดิษฐานลอยพระพุทธบาทจำลอง ต่อมา เจ้ากรมคลองได้ขุดคลองเปรมประชากรตัดผ่านเนื้อที่ของวัด หลวงปู่ขาว เขมาราโม ได้ ยกที่ดินส่วนหนึ่งให้เป็นที่ขุดคลอง และคณะกรรมการเมืองได้สร้างศาลาท่าน้ำให้ ๓ หลัง ทำถนนทางเท้ารอบสนามวัด ปูด้วยกระเบื้องตารางไปจนถึงศาลาท่าน้ำหนองบัวขาว ทาง ด้านทิศตะวันออกของวัด และได้สร้างเสาหงส์รอบบริเวณสนามวัด เพื่อห้อยโคมไฟ เจ้าพายุแสงจันทร์ทำให้วัดสว่างไสวไปทั่ว
พระพุทธเจ้าหลวง (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) ได้เสด็จไปเป็นเจ้าพิธีประธานเปิดคลองเปรมประชากร ทางชลมารค ทรงประทับที่พลับพลา โคนต้นมะขวิดเพื่อนมัสการหลวงปู่ขาว เขมารามเถระ ที่ใกล้พลับพลาประทับนั้น (พลับพลาที่ประทับนั้นปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งโรงเรียนวัดหลักสี่) ประชาชนได้นำดอกบัวมา ถวายพระพุทธเจ้าหลวง เพื่อชื่นชมบุญญาพระบารมีพระองค์ท่านที่เสด็จมาในครั้งนี้ ได้มี ประชาชนมาทูลถวายเข้าเฝ้าจำนวนมากมาย ได้ทำให้วัดราษฎร์ศรัทธาธรรมเจริญขึ้นมา โดยลำดับ
ต่อมาทางราชการได้สร้างรถไฟ ตัดผ่านวัดด้านหนองบัวขาว ทางทิศตะวันออก วัดได้ยกที่ดินให้เป็นทางรถไฟ ตัดผ่านอีกส่วนหนึ่ง คงเหลือที่ดินเท่าที่อยู่ในปัจจุบันนี้และ ชื่อของวัดก็ได้นามต่อท้ายว่า วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม สถานีรถไฟหลักสี่ ในสมัยพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทางการได้ตั้งอำเภอบางเขนขึ้นและเปลี่ยนแนวเขต จังหวัดใหม่ให้คลองเปรมประชากรเป็นเขตระหว่างจังหวัดพระนครกับจังหวัดนนทบุรี วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม สถานีรถไฟหลักสี่ จึงอยู่ในเขตอำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร และชื่อของวัดจึงได้เปลี่ยนและขนานนามใหม่ว่า วัดหลักสี่ เพราะประชาชนเรียกกันติด ปากตามสถานีรถไฟหลักสี่
ในสมัยกบฏพระองค์เจ้าบวรเดช วัดเริ่มเสื่อมโทรมลง เนื่องจากวัดอยู่ท่ามกลาง สนามรบ ฝ่ายกบฏได้เข้ายึดวัดแล้ว ฝ่ายคณะราษรใช้ปืนใหญ่ยิงขับไล่ฝ่ายกบฏ ถูก กุฏิโบสถ์ และศาลาการเปรียญชำรุดเสียหายมาก เมื่อปราบกบฏแล้วทายกทายิกาได้ ช่วยกันซ่อมแซม ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพอากาศได้ยึด ศาลาการเปรียญเป็นที่ทำงานของกองบัญชาการกองทัพอากาศจนกระทั่งสงครามเลิก จึง ได้หันมาบูรณะวัดกันใหม่โดยพระครูสุเมธวรวัตร (พระมหาละห้อย สุเมโร) ได้ทำการรื้อ
ศาลาการเปรียญหลังเก่า สร้างหลังใหม่ทดแทน สร้างเมรุเผาศพ และทำรั้ววัดด้านทิศ ตะวันออก ศาลาธรรมสังเวช จัดสร้างกุฏิให้เป็นแถวเสียใหม่ และท่านได้ทำการรื้อถอน สถูปเจดีย์ พระธรรมเจดีย์ ตลอดจนเจดีย์ที่บรรจุของทายกทายิกาอันเก่าแก่นั้นออกเสีย เพื่อให้ที่ในบริเวณวัดกว้างขึ้น แต่ท่านก็ลาสิกขาไปเสียก่อน
ทายกทายิกาและคณะกรรมการวัดหลักสี่ จึงได้อาราธนาพระมหาแหร่่ม อิสุสโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดดอนเมืองมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระนักพัฒนาทั้งด้านศาสนวัตถุ และศาสนศึกษาจึงได้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม สร้างหอสมุดก้องพรหมวิทยานุสรณ์ ขยายศาลาการเปรียญให้กว้างขวางขึ้นอีก และลงรากฐานวางศิลาฤกษ์อุโบสถขึ้นใหม่ เพราะอุโบสถเก่าชำรุดทรุดโทรมมากเนื่องจากมีอายุยาวนานร้อยกว่าปีมาแล้ว ในขณะที่ อาพารได้สร้างศาลาอิสสรานุสรณ์เป็นที่ระลึกก่อนมรณภาพ
ในช่วงที่พระมหาแหร่่ม อิสุสโร ทำการบูรณะก่อสร้างศาสนวัตถุอีกหลายๆ อย่างนั้น คณะกรรมการอำนวยการพัฒนาวัด กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ เลือกยกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๑๖
วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๒๐ ท่านพระมหาแหร่่ม อิสุสโร จึงได้มรณภาพลงด้วย โรคมะเร็ง เมื่ออายุได้ ๕๖ ปี ต่อจากนั้น พระสงฆ์และคณะกรรมการวัดจึงได้เสนอคณะสงฆ์ผู้ปกครองให้พระสมุห์ ประเสริฐ สุมงคล รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา เมื่อท่านดำรงตำแหน่งนั้นได้ทำการก่อสร้างอุโบสถตามโครงการของเจ้าอาวาสองค์ก่อน สร้างซุ้มประตูหน้าวัด สร้างศาลาท่าน้ำ สร้างศาลาบำเพ็ญกุศลกิจสุวรรณ ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีท่านก็ได้ลาสิกขาไปเสียก่อน
ต่อจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ คณะสงฆ์และทายิกาคณะกรรมการวัดหลักสี่ จึงได้อาราธนาผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดดอนเมือง เลขานุการเจ้าคณะเขตบางเขนเจ้าสำนักเรียนคณะเขตบางเขนกรุงเทพมหานคร คือ พระมหาเชวง ปิยาจาโร เปรียญธรรม ๔ ประโยค นักธรรมเอกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหลักสีและได้ทำการพัฒนาก่อสร้างศาสนวัตถุต่ออดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อน คือ ก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่จนสำเร็จเรียบร้อย สร้างกำแพงกันเขต พุทธาวาส เขตสังฆวาสด้านเหนือ ด้านใต้และด้านในวัดให้เป็นสัดส่วน สร้างศาลาตักบาตร บูรณะ ศาลาบำเพ็ญกุศล สร้างขยายวิหาร หลวงปู่ขาว เขมราโม เป็นจตุรมุข ได้ปรับปรุงพื้นที่บริเวณวัดได้ก่อสร้างศาสนศึกษาแผนกบาลีและได้ก่อตั้งทุนมูลนิธิวัดหลักสี่
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๕๐ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๔๕๙๑ อาคารเสนาสนะต่างๆ มีรายละเอียด ดังนี้
๑. อุโบสถ ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องเผาเคลือบสี แบบกาบกล้วย หน้าบันทำปูนปั้น ลงรักปิดทองร่องกระจกสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวย บัวหัวเสา ทำปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสี พื้นชั้นบนปูหินอ่อน พื้นชั้นล่างปูกระเบื้องคัมพาน่า ผนังก่ออิฐฉาบปูน ผิวผนังภายนอกทำหินล้าง ผนังภายในเขียนภาพพุทธประวัติ ฝ้าเพดานติดดาว เพดานทำปูนปั้นลงรักปิดทองร่องกระจกสี ซุ้มประตู-หน้าต่างทำปูนปั้นปิดทองร่องกระจกสี บานประตู-หน้าต่างไม้ภายนอกแกะสลัก ภายในเขียนภาพ
๒. เจดีย์ ขนาดกว้าง ๒๒.๓๐ เมตร ยาว ๒๗.๕๐ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นบนเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ชั้นล่างเป็นที่ ปฏิบัติกัมมัฏฐาน พื้นชั้นล่างทำหินขัด พื้นชั้นบนปูหินแกรนิต พื้นระเบียงโดยรอบทำทราย ล้าง ผนังก่ออิฐฉาบปูน ผิวผนังภายนอกปูกระเบื้องโมเสก ผิวภายนอกองค์เจดีย์ทาสีทอง
๓. ซุ้มประตู จำนวน ๓ ซุ้ม ขนาดกว้าง ๔ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริม เหล็กทรงระฆัง หน้าบันทำปูนปั้นทาสีทองร่องกระจำสี
๔. โรงเรียนปริยัติธรรม ขนาดกว้าง ๑๑.๕๐ เมตร ยาว ๓๕ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มีมุกยืนด้านหน้า หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ดินเผาเคลือบสีแบบเกล็ดปลาหางมน หน้าบันทำปูนปั้น พื้นทำหินขัด ผนังก่ออิฐฉาบปูน เรียบทาสี
๕. กุฏิสงฆ์ ขนาดกว้าง ๗.๕๐ เมตร ยาว ๒๓ เมตร สูง ๓ ชั้น จำนวน ๑ ห้องเรียน ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องซีแพคโมเนีย หน้าบันทำปูนปั้นทาสีทอง มีช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ คันทวยทำปูนปั้นทาสีทอง พื้นปู กระเบื้องคัมพาน่า ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
b. กุฏิสงฆ์ ขนาดกว้าง ๔.๘๐ เมตร ยาว ๘.๐ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก พื้นทำหินขัด ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๗. กุฏิทรงไทยครึ่งตึกครึ่งไม้ จำนวน ๕ หลัง ขนาดกว้าง ๕.๕๐ เมตร ยาว ๘.๓๐ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาทรงไทยมุงด้วย กระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก พื้นปูกระเบื้องคัมพาน่า ผนังชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนเรียบ ผิวผนัง ภายนอกปูกระเบื้องดินเผา ผนังชั้นบนไม้สักลูกพักฝาปก
๘. กุฏิสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องซีแพคโมเนีย พื้นปู กระเบื้องคัมพาน่า ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๖. หอไตร ขนาดกว้าง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๑๐.๕๐ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสีแบบสุโขทัย หน้าบันทำปูนปั้น พื้นปูกระเบื้องคัมพาน่า ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๑๐. ห้องสมุด ขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย ยื่นมุกด้านหน้า มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี แบบเกล็ดปลาหางมน พื้นไม้เนื้อแข็ง ผนังอิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๑๑. วิหารหลวงปู่ขาว ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๙ เมตร ก่อสร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย ยื่นมุกด้านหน้า หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสี แบบเกล็ดปลาหางมน มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ คันทวย บัวหัวเสาทำปูนปั้นทาสีทอง หน้าทำปูนปั้นทาสีทอง พื้นทำหินขัด ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี เป็นที่ประดิษฐาน พระสังกัจจาย และหลวงปู่ขาวอดีตเจ้าอาวาส
๑๒. ศาลาบำเพ็ญกุศล ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๔๔ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย ยื่นมุกด้านหน้า หลังคามุงกระเบื้อง ซีแพคโมเนีย หน้าบันทำปูนปั้นทาสีทอง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวยทำปูนปั้น ทาสีทอง พื้นปูกระเบื้องคัมพาน่า ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๑๓. ศาลาบำเพ็ญกุศล ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย หลังคามุงกระเบื้องซีแพคโมเนีย พื้นปู กระเบื้องคัมพาน่าผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๑๔. ศาลาบำเพ็ญกุศล ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๐.๕๐ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กครึ่งตึกครึ่งไม้ หลังคาทรงไทย ยื่นมุกด้านหน้า หลังคา มุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสีแบบสุโขทัย มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ทำปูนปั้นทาสี พื้นปูกระ เบื้อง คัมพาน่า ผนังชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี ผนังชั้นบนไม้สักฝาปกน
๑๕. ศาลาบำเพ็ญกุศล ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ก่อสร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงกระเบื้องซีแพคโมเนีย มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ทำปูนปั้นทาสีทอง พื้นทำหินขัด ผนังก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสี
๑๖. เมรุ ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๔ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสีแบบสุโขทัย มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ทำปูน ปั้นทาสี มุกหน้ามีเครื่องยอดเป็นมณฑป ทำปูนปั้นทาสี พื้นทำหินขัด ผนังก่ออิฐฉาบ เรียบทาสี
ด. หอระมัง ขนาดกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๒.๕๐ เมตร สูง ๒ ชั้น ก่อสร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทย มี ๔ มุก หลังคามุงกระเบื้องดินเผาเคลือบสี แบบเกล็ดปลาหางมน หน้าบันทำปูนปั้นลงรักปิดทองร่องกระจกสี มีช่อฟ้า ใบระกา หาง หงส์ คันทวย บัวหัวเสา ทำปูนปั้นลงรักปิดทองปิดกระจก ปูชนียวัตถุที่สำคัญ ได้แก่
พระพุทธรูปปางลีลา ประทับยืนบานฐานชุกสีลายบัวคว่ำบัวหงาย สร้างด้วย ทองเหลืองลงรักปิดทอง สูง ๑๙๙ เซนติเมตร ประดิษฐานอยู่หน้าอุโบสถ
พระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย เนื้อทองเหลืองลงรัก ปิดทอง หน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว จำนวน ๓ องค์
พระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนปลาย เนื้อทอง สัมฤทธิ์ ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถหลังเก่า หน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว
พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ทรงเครื่อง สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เนื้อ ทองสัมฤทธิ์ ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีภายในอุโบสถ สูง ๒.๑๐ เซนติเมตร
พระพุทธรูปปางนาคปรก เนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๓๙ นิ้ว ประดิษฐาน อยู่ภายในวิหาร
พระสังกัจจายน์ เนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๙๙ นิ้ว ประดิษฐานอยู่ภายใน วิหาร
รอยพระพุทธบาทจำลอง ขนาดกว้าง ๙๐ เซนติเมตร ยาว ๒.๕๐ เมตร (สร้างในสมัยหลวงปู่ขาว เขมาราโม เป็นเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖) ประดิษฐานอยู่ ที่องค์พระเจดีย์ชั้นบน
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
ด้านการศึกษา วัดหลักสี่จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ จนถึงปัจจุบัน จัดให้มีการฝึกสมาธิ และปฏิบัติธรรมกรรมฐานทุกวัน ธรรมสวนะ ในช่วงเข้าพรรษาแก่พระภิกษุสามเณร และประชาชนทั่วไป และจัดเผยแพร่
ธรรมะทางสถานีวิทยุกระจายเสียงทุกๆ วัน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมเพื่อแสดง ตนเป็นพุทธมามกะของเยาวชนในเขตดอนเมือง
ด้านการสาธารณูปการการสงเคราะห์
ได้จัดตั้งทุนสงเคราะห์แก่นักเรียนที่เรียนดี แต่ขาดทุนทรัพย์ในการศึกษาแก่ วัดปิ่นแก้ว อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน ๔ ทุนๆ ละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๔๐,๐๐๐ บาท ทุกๆ ปี โรงเรียนวัดหลักสี ทการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อยแต่ยากจนที่
ทุนละ ๕๐๐ บาท ปีละ ๑๐ ทุน
ปี พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๗ ได้จัดการบรรชาสามเณรภาคฤดูร้อน ในช่วงปิด ภาคเรียนของเยาวชนเป็นเวลา ๑ เดือน ทุกๆ ปี ปีละประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ คน ซึ่งใช้ ทุนปีละประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท
ให้ทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร และเยาวชนเพื่อให้พระภิกษุสามเณรและ เยาวชนได้มีโอกาสเข้าศึกษาในระดับสูง ซึ่งวัดหลักสี่มีมูลนิธิหลวงปู่ขาว เป็นมูลนิธิให้การ ช่วยเหลือทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะ
การบริหารและการปกครอง
ด้านการปกครอง วัดหลักสี่มีพระครูโกศลปิยกิจ เป็นเจ้าอาวาส มีสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร และมีตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ เป็นเลขานุการเจ้าคณะ เขตบางเขน-จตุจักร แบ่งการปกครองโดยแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝ่ายปกครอง ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายการสาธารณูปการ ฝ่ายการสาธารณสงเคราะห์ และฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา มี ที่ประชุมสงฆ์ในวัด และคณะกรรมการสงฆ์บริหารวัด ขึ้นตรงต่อเจ้าอาวาส โดยยึดถือ พระธรรมวินัย กฎ ระเบียบ คำสั่ง มหาเถรสมาคมเป็นหลักในการปฏิบัติ
เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม มีดังนี้
๑. พระอาจารย์เริ่ม พระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๒๑-พ.ศ. ๒๕๒๒
๒. หลวงปู่ขาว เขมาราโม พระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๒๓-พ.ศ. ๒๔๗๒
๓. พระอาจารย์จันทร์ พระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๗๓-พ.ศ. ๒๔๗๗
๔. พระครูพิบูลสิกขกิจ (เนตร) พระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๗๘-พ.ศ. ๒๔๘๓
๕. พระอิกการปลิก พ.ศ. ๒๔๘๔-พ.ศ. ๒๔๙๓
๖. พระครูสุเมธวรวัตร (ละห้อย สุเมโธ) ป.ธ. ๕ พ.ศ. ๒๔๙๔- พ.ศ. ๒๕๑๒
๗. พระมหาแหร่ม อิสุสโร ป.ธ. ๓ พระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๑๓ -พ.ศ. ๒๕๒๑
๘. พระสมุห์ ประเสริฐ สุมงคลโล พ.ศ. ๒๕๒๒-พ.ศ. ๒๕๒๕
๙. พระครูโกศลปิยกิจ (เชวง ปิยาจาโร) ป.ธ.๔ พ.ศ. ๒๕๒๖ -พ.ศ. ปัจจุบัน
A อุโบสกวัดพระพุทธ
ตำบลท่าตูม อำเภอท่า
A อุโบสถวัดสำโรงสูง ตำบลสะเดา จังหวัดศรีสะเกษ A อุโบสถวัดมงคลรัตน์ ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
A
อุโบสถวัดดาราธิวาส
ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ
จังหวัดสุรินทร์ A อุโบสกวัดโพธิ์สว่าง อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ
พระธาตุบ้านเมืองจันทร์
จังหวัดศรีสะเกษ A ซุ้มประตู วัดเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ
เมรุวัดกุดเมืองฮาบ อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ A อุโบสถวัดบ้านค้อยางหล่อ ตำบลหัวช้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
A อุโบสถวัดบ้านตาโกน
ตำบลตาโกน กิ่งอำเภอเมืองจันทร์
จังหวัดศรีสะเกษ 44 1 A อุโบสถวัดกุดนาแก้ว ตำบลภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์