วัดคันธวารี
วัดคันธวารี ตั้งอยู่ที่บ้านตาดแต้ หมู่ที่ ๖ ตำบลข้าวปุ้น อำเภออุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๒ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือจดห้วยทะลุ ทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกจดทุ่งนา ทิศตะวันตกจดทางสาธารณประโยชน์ อาคารเสนาสนะประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ หอสวดมนต์ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร เป็นอาคารไม้ ส่วนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารไม้ และ วิหาร กว้าง ๘ เมตร ยาว ๘ เมตร เป็นอาคารไม้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ปูชนียวัตถุ มีพระประธาน จำนวน ๒ องค์
วัดคันธวารี ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนามคือ รูปที่ ๑ พระพิมพ์ ติสสวโร พ.ศ. ๒๔๗๙ -๒๔๙๐ รูปที่ ๒ พระเลาะ จนทสีโล พ.ศ. ๒๔๙๐ -๒๕๐๒ รูปที่ ๓ พระกันยา ขนติโก พ.ศ. ๒๕๒ - ๒๕๑๐ รูปที่ ๔ พระสวัสดิ์ ติสุสวโร พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๕ รูปที่ ๕ พระมี ปภากโร พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๒๕ รูปที่ ๖ พระบุญมี เตชปญโญ พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๓๐ รูปที่ ๗ พระบุญทัน สมุปนโน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา
วันคัมภีราวาส
วัดคัมภีราวาส ตั้งอยู่ที่บ้านนาพิน หมู่ที่ ๑ ตำบลนเพิน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน อาณาเขต ทิศเหนือจดหมู่บ้าน ทิศใต้จด ทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกจดหมู่บ้าน อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๐ เมตร เป็นอาคารอิฐถือปูน ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ และกุฏิสงฆ์ จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารไม้
วัดคัมภีราวาส ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ เป็นวัดที่ย้ายมาจากดอนสิมที่ซึ่งเป็นวัดร้างในปัจจุบัน เพราะเจ้าอาวาสมรณภาพ ชาวบ้านจึงย้ายมาตั้งที่ราบสูงกลางทุ่งนา ชาวบ้านเรียกว่า วัดทุ่งบ้าง และ วัดบูรพาบ้าง เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นวัดคัมภีราวาส เนื่องจาก ที่วัดมีการสอนคัมภีร์บาลีมูลกัจจายนะ จึงได้นามว่าวัดคัมภีราวาส ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระรัตน์ พ.ศ. ๒๕๐๐ - ๒๕๐๓ รูปที่ ๒ พระประเสริฐ พ.ศ. ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕ รูปที่ ๓ พระจันที พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๐๙ รูปที่ ๔ พระสาย เกสโล พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๒๙ รูปที่ ๕ พระเสถียร กลยาโณ พ.ศ. ๒๕๓๐ - ๒๕๓๓ รูปที่ ๑๐ พระอ่อน อมโร ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา