วัดกกต้อง

วัดกกต้อง ตั้งอยู่เลขที่ ๒๐ บ้านกุดหว้า ถนนกุฉินารายณ์-มุกดาหาร หมู่ที่ ๑ ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๗๗ ตารางวา ส.ค. ๑ เลขที่ ๗๒๙ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๓ เส้น ๑๔ วา จดที่นายเย็บ ดุลยชาติ ทิศใต้ประมาณ ๓ เส้น ๑๒ วา จดที่นายโสม ชมศิริ ทิศตะวันออกประมาณ ๓ เส้น ๑๓ วา จดทางสาธารณะ ทิศตะวันตกประมาณ ๓ เส้น ๕ วา จดที่นายแชง แสงสี มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๕ ไร่ ส.ค. เลขที่ ๗๓๐ อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๗.๖๐ เมตร ยาว ๑๓.๖๐ เมตร เป็นอาคารตึกทรงไทย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร เป็นอาคารไม้ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ วิหาร กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๒ เมตร เป็นอาคารทรงปั้นหยา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ กุฏิสงฆ์ ๑ หลัง ศาลาอเนกประสงค์ หลัง ปูชนียวัตถุมี

๑ ๐ พระพุทธรูปนามว่า พระเจ้าองค์แสน ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๒ นิ้ว เนื้อทองเหลือง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ พระพุทธรูปนามว่า พระเจ้าองค์หมื่น ขนาดหน้าตักกว้าง ๖ นิ้ว เนื้อทองเหลือง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ พระพุทธรูป ขนาดหน้าตักกว้าง ๓๖ นิ้ว ๒ องค์ และขนาดหน้าตักกว้าง ๓๐ นิ้ว ๑ องค์

วัดกกต้อง ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ ชาวบ้านเรียกว่า วัดใต้ เดิมชื่อว่า วัดคำหว้า ผู้ตั้งวัดนี้ คือ พระโย้น นายสอน นายโอ้ง นายโต้น นายเตี้ยง ในปี พ.ศ. ๒๔๒๕ ได้ย้ายวัดเป็นตั้งใหม่ทางทิศเหนือ ห่างจากที่เดิมประมาณ ๕๐ เมตร (ปัจจุบันเป็นที่ธรณีสงฆ์) ได้สร้างสมมติสีมาขึ้น ๑ หลัง เพื่อ เป็นที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ ต่อมาได้เกิดโจรภัยปล้นวัด จึงย้ายกลับมาตั้งที่เดิมอีกใน พ.ศ. ๒๔๓๓ วัดได้รับการพัฒนาเรื่อยมา เช่น ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้ขยายอาณาเขตวัดให้กว้างขวางขึ้น ได้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง (ทรุดโทรมรื้อถอนแล้ว) ได้เปลี่ยนชื่อวัดจากวัดบ้านคำหว้าเป็นวัดกกต้อง ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้สร้างศาลาโรงธรรมขึ้น ๑ หลัง เป็นอาคารไม้ กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๑๕ เมตร (ศาลาหลังนี้ได้พังกลบ ลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้สร้างธรรมาสน์ขึ้น ๑ หลัง โดยนายช่างชิน ชิณเทศน์ และในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้เริ่มสร้างอุโบสถขึ้นแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ในปี พ.ศ. ๕๐๐ ได้ก่อสร้าง ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง แล้วเสร็จในปีเดียวกัน และได้สร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ วัดนี้ ได้รับการบูรณะและพัฒนาเรื่อยมาจนปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระโย้น พ.ศ. ๒๔๑๙-๒๔๒๙ รูปที่ ๒ พระแก้ว พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๔๓๔ รูปที่ ๓ พระแล พ.ศ. ๒๔๓๔-๒๔๓๘ รูปที่ ๔ พระหนู พ.ศ. ๒๔๓๙-๒๔๕๒ รูปที่ ๕ พระหงส์ พ.ศ. ๒๔๕๒-๒๕๖๔ รูปที่ ๖ พระเนียม พ.ศ. ๒๔๖๔-๒๔๖๙ รูปที่ ๗ พระพุทธ พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๗ รูปที่ ๘ พระจันทา พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘ รูปที่ ๙ พระสุพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๔๙๓ รูปที่ ๑๐ พระสงกา กิตติโก พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๐๒ รูปที่ ๑๑ พระทองสอน พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๗ รูปที่ ๑๒ พระใบฎีกาหมี จิตปุญโญ พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๘ รูปที่ ๑๓ พระเสรี อินทโชโต พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๙ รูปที่ ๑๔ พระคำวาร วายาโม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔