วัดบูรพาภีราม
วัดบูรพาภิราม ตั้งอยู่เลขที่ ๕๕๙ ถนนผดุงพานิช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๙๗ ตารางวา โฉนดที่ดิน เลขที่ ๑๗๗๙ อาณาเขต ทิศเหนือจดกำแพงเมือง-ถนนสาธารณะ ทิศใต้จดถนนผดุงพานิช ทิศตะวันออกจดกำแพงเมือง ทิศตะวันตกจดถนนสาธารณประโยชน์ อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๙ เมตร ยาว ๓๕ เมตร เป็นอาคารคอนกรีต สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ กุฏิสงฆ์จำนวน ๓๑ หลัง เป็นอาคารไม้ ๒๑ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ หลัง และตึก ๘ หลัง ศาลาอเนกประสงค์ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ และศาลาบำเพ็ญกุศลจำนวน ๓ หลัง สร้างด้วยคอนกรีต ปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ปางประทานพร นามว่า พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อโต สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ พระไสยาสน์และพระพุทธชินราชจำลอง ภายในพระอุโบสถ
วัดบูรพาภิราม ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ วัดบูรพาภิราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดสาบัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๕๕ ถนนผดุงพานิช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายสร้างขึ้นเป็นวัดประมาณ พ.ศ. ๒๓๔๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวง วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๓๑ "ความเป็นมา" วัดบูรพาภิราม เดิมชื่อว่าวัดหัวรอ สาเหตุที่ชื่อว่าวัดหัวรอ เพราะเป็นสถานที่สำหรับรวมแขกคนในสมัยนั้น เพราะประชาชนในสมัยนั้นนิยมค้าขาย และพาหนะไม่มีจึงเดินเป็นส่วนมาก เมื่อค่ำไหนนอนนั้น วัดหัวรอจึงเป็นจุดแรกที่จะต้องพักแรม คืนแรกของการเดินทาง จึงมักจะนัดพบกันที่วัดแห่งนี้ ในปีพุทธศักราช ๒๕๖ พระอธิการหล้า อินทว์ใส จึงได้ขยายที่วัดต่อจากที่แห่งเดิม เพื่อให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ให้สมกับที่ตั้งว่า "วัดบูรพา" ด้วยเหตุที่ว่าตั้งอยู่ในทางทิศตะวันออกของเมือง ในระยะต่อมาได้เพิ่มสร้อยของวัดเพื่อความเหมาะสมยิ่งขึ้นว่า "วัดบูรพาภิราม"
มาจนทุกวันนี้ซึ่งได้รับการพัฒนาสมัย "พระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน การบริหารและ การปกครองมีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนามคือ รูปที่ ๑ พระอธิการหล้า อินทว์โส พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๔๖๐ รูปที่ ๒ พระอธิการเพ็ง กตปโญ พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๐ รูปที่ ๓ พระวินัยธร ทองใบ เขมิโย พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๘๐ รูปที่ ๔ พระมหาคุลี ปริปุณโณ พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๙๑ รูปที่ ๕ พระราชปรีชาญาณมุนี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๕๐ ตารางวา อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๕ เมตร และกุฏิสงฆ์จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารไม้
วัดบูรพาราม ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยมีพระธิง วัดบ้านดงครั้งน้อย พระนิด สุวณฺโณ วัด บ้านโพนม่วง และพระนอน วัดบ้านนกเหาะ พร้อมด้วยชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้น ตั้งวัดทาง ทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกว่าวัดนกเหาะ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนามคือ รูปที่ ๑ พระเลี่ยม โมสโก พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๙๒ รูปที่ ๒ พระคำผาย กิตติโชโต รูปที่ ๓ พระตั้ง กนตสีโล พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๔ รูปที่ ๔ พระคลาด กิตติวณโณ