วัดในวัง

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดในวัง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๕/๑ ถนนต่างตานุสรณ์ หมู่ที่ ๑ ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร เป็นวัดในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาและได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒๙ ตารางวา ทิศเหนือจดบ้านเรือนของราษฎร ทิศใต้จดสะพานข้ามคลองนาทวีและโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทิศตะวันออกจดคลองนาทวี ทิศตะวันตกจดถนนต่างตานุสรณ์และอาคารพาณิชย์ของกรมธนารักษ์

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมฝั่งคลองนาทวี ด้านทิศเหนือเป็นบ้านเรือนของราษฎรซึ่งเป็น ย่านการค้า ด้านทิศใต้ติดสะพานข้ามคลองนาทวีไปยังค่าย ตชด. ๔๓๓ และโรงพยาบาลสมเด็จ พระบรมราชินีนาถ ในขอบเขตวัดมีตึกแถวเป็นอาคารจำนวน ๑๙ คูหา ซึ่งวัดได้จัดให้ราษฎรอาศัย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นต้นมา ด้านทิศตะวันออกเป็นฝั่งคลองนาทวี ส่วนด้านทิศตะวันตกติด ถนนต่างตานุสรณ์และอาคารพาณิชย์ของกรมธนารักษ์: ขอบเขตวัดมีกำแพงล้อมรอบภายใน แบ่งเป็น เขตพุทธาวาสและสังฆาวาส สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๑.๘๐ เมตร ยาว ๒๑๕ เมตร มีซุ้ม ประตูวัด ลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ศิลปปูนปั้นปริศนาธรรม สูง ๑๕ เมตร

ความเป็นมา

วัดในวัง ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยหลวงปูอิ่ม กิตติวทุฒโน และขุนสิทธิอาญา (แปลง ชายะพันธุ์) ปลัดผู้เป็นหัวหน้ากึ่งอำเภอนาทวี คนที่ ๓ พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนทั่วไปได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้นบริเวณริมคลองนาทวีซึ่งห่างจากที่ตั้งอำเภอประมาณ ๓๐๐ เมตร ที่ตั้งวัดเป็นที่ดินซึ่งเป็นวังเก่าของขุนศรีสรรพกรรม เจ้าผู้ปกครองเมืองจะนะ มณฑลนครศรีธรรมราช กล่าวคือ อำเภอนาทวีเดิมเป็นที่ตั้งของเมืองจะนะ ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณ "บ้านวังโต้" หมู่ที่ ๖ ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี ปัจจุบันยังคงมีซากกำแพงดินเหลือปรากฏอยู่ แต่ภายหลังขุนศรีสรรพกรรมเจ้าเมืองจะนะ เห็นว่าที่ตั้งเดิมมีภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การป้องกันข้าศึกจึงได้ย้ายที่ตั้งของวังจากบริเวณบ้านวังโต้

ไปตั้งด้านทิศตะวันออกของท่าน้ำ เรียกกันว่า ท่าใหญ่ การก่อสร้างวัดในระยะเริ่มแรกได้มีการปรับพื้นที่และสร้างเสนาสนะสงฆ์ขึ้น ต่อมาอาคารเสนาสนะได้ทรุดโทรมลง จนกระทั่งระยะหลัง ได้มีการพัฒนาวัดในทุกด้านจนกระทั่งวัดได้รับการคัดเลือกจากกรมการศาสนาให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ และเป็นวัดพัฒนาดีเด่นปี พ.ศ. ๒๕๓๒ นอกจากนี้ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงรับวัดในวังไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๒ และภายในวัดมีปูชนียวัตถุที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ในการก่อสร้างมาโดยตลอด.

วัดในวัง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ได้ทรงให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอด วัดจัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี จนมีความมั่นคงเป็นศูนย์กลางการศึกษาแผนกบาลีของ ๕ อำเภอชายแดนจังหวัดสงขลา เป็นศูนย์รวมของหน่วยราชการในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เป็นวัดที่พัฒนาทุกด้าน ทั้งด้านอาคารเสนาสนะ บุคลากร มวลชน การศึกษาและเผยแผ่ มีเสนาสนะ เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ไร่ ๒๙ ตารางวา และที่ธรณีสงฆ์ จำนวน เซล ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ ๐ สมเด็จพระศรีนครินทร์ ณ อำเภอนาทวี

อาคารเสนาสนะมี พระอุโบสถ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสถาปัตยกรรมไทย หลังคา ๒ ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ได้รับพระราชทาน ทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรม วงศานุวงศ์ ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชสกลมหา - สังฆปรินายก เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบันพระ อุโบสถและพระราชทานนามพระประธานในพระอุโบสถว่า "พระพุทธธรรมรัตนากร" เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๒๔ ต่อมาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระราชนุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ม.ว.ก. ขึ้นประดิษฐานที่ชุ้มประตูและซุ้ม หน้าต่างพระอุโบสถเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๒๗

เจดีย์พระบรมธาตุศรีศากยมุนี ฐานก่อสร้างกว้างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๓ เมตร สูง ๒๕ เมตร

สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก พระครูวินัยธรชยันตร์ได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นเพื่อร่วมสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี โดยนางทองใบ ไชยวาณิช อุปถัมภ์ในการสร้าง ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ๙ องค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้บรรจุไว้เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ และได้นำพระบรมธาตุจากตอนใต้ของประเทศศรีลังกาซึ่งพบในอากะสัน กะนะเจดีย์ที่สมเด็จพระสังฆราชวิมลกิตติมหาสังฆนายกสยามวงศ์ ประเทศศรีลังกา ได้ประทานให้ บรรจุไว้ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธี ยกฉัตร และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๒๗ และโปรดประทานพระราชานุญาต ให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ มวก ขึ้นประดิษฐานที่หน้ามุขด้วย และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า โสมสวลีพระวรชายา ได้เสด็จมาสมโภช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘

วิหารสิทธิอาญา กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลวงปู่อื่ม อดีตเจ้าอาวาสได้สร้างขึ้นพร้อมกุฏิกิตติวัฒน์ เพื่อเป็นที่ระลึกคล้ายวันประสูติของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สมัยกรมหลวงลพบุรีราเมศร์เป็นอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ต่อมาภายหลังมีสภาพทรุดโทรม จึงได้ทำการบูรณะและเปลี่ยนเป็นวิหารเพื่อประดิษฐานพระเก่า สมเด็จพระพุทธมหาสุขโข พระพุทธกิตติวัฒน์ และพระพุทธสิทธิอาญา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญ และเพื่อเป็นการน้อมระลึกถึงผู้สร้างวัด คือ หลวงสิทธิอาญา จึงตั้งชื่อวิหารว่า วิหารสิทธิอาญา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี ผู้แทนพระองค์ประกอบพิธียกช่อฟ้า

ศาลาการเปรียญ (ศาลาราชมานิต) กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๖ เมตร สูง ๒๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ลักษณะเป็นทรงตรีมุขและออกมุขเล็ก ๕ มุข มี ๒ ชั้น หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสุโขทัย ประดับช่อฟ้าใบระกา พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาในสมเด็จพระยุพราช ได้เสด็จวางศิลาฤกษ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ สมเด็จพระศรีนครินทรา - บรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา โปรดพระราชทานพระราชานุญาตให้ อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ ส ว และ กว ประดิษฐานที่หน้าบันศาลา

ศาลาปริย์ติธรรม สมพิพัฒนศีลาจารย์ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาโครงไม้ ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์

ศาลาประสูตโศภณ กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาโครงไม้ ลักษณะสถาปัตยกรรมไทย

ตำหนักวรวังสารมภ์ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๔ เมตร อาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ทรงตรีมุข ๒ ชั้น พลตรีพระจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิมัมพร โปรดประทานทุนทรัพย์ร่วมสร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (วาสนมหาเถร) ทรงโปรดประทานนาม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ และได้เสด็จประทับ ณ ตำหนักนี้ รวม ๔ ครั้ง

ศาลาแสนสุข กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์

กุฏิมหาวีรวงศ์ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์

กุฏิอภิสุภาโว กว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะ สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์

กุฏิกิตติวัฒน์ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง ลักษณะสถาปัตยกรรม ไทยภาคใต้

กุฏิเฉลิม ๓๖ พรรษาสมเด็จพระบรมราชกุมารี กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ๓ ชั้น

กุฏิทรงโปรด กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ชั้นล่างสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะ สถาปัตยกรรมไทยสมัยสุโขทัย

กุฏิสงฆ์ กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะสถาปัตยกรรม ไทยประยุกต์ ๓ ชั้น นอกจากนี้มี หอระฆัง กว้าง ๕ เมตร สูง ๑๖ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

ปูชนียวัตถุที่สำคัญมี องค์พระบรมธาตุศรีศากยมุนี ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุพระบรม สารีริกธาตุ ๙ องค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ พระพุทธธรรมพัฒนากร พระประธานในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้เสด็จฯ ประกอบพิธีบรรจุพระบรมธาตุในพระเกตุมาลา และพระราชทานนามว่า พระพุทธธรรมพัฒนากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระราชทานพระนามาภิไธยย่อ ส ว ประดิษฐานที่ผ้าทิพย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามบรมราชกุมาร ทรง พระราชทานผ้าห่ม ม ว ก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานฉัตร ๗ ชั้น ถวายไว้เหนือพระพุทธธรรมพัฒนากร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ และพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา ฯ ทรงประทานผ้าห่ม ส ส เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ พระพุทธ มหาสุขโข เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยขนาดหน้าตักกว้าง ๑๒ นิ้ว พบเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๒๓๙ เป็นพระ เก่าแก่ ต่อมาได้สร้างจำลองโดยขยายเป็น ๑๖ นิ้ว เพื่ออัญเชิญประดิษฐานขึ้นวิหารสิทธิอาญา และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ได้ทรงประทานนามว่า สมเด็จพระพุทธมหาสุขโข เพื่อเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอนาทวี และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโมสวลี พระวรชายา ทรงเจิม ทรงสุหร่าย สมเด็จพระพุทธมหาสุขโข เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ พระพุทธสิทธิอาญา สร้างขึ้นเพื่อ เป็นที่ระลึกถึงขุนสิทธิอาญาผู้ริเริ่มสร้างวัดและพระพุทธกิตติวัฒน์ ซึ่งประดิษฐานในวิหารสิทธิอาญา

ศิลปวัตถุมี หน้าบันด้านหน้าพระอุโบสถ เป็นศิลปลายปูนปั้นประดับกระจกสีภาพ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร ประดิษฐานเหนือพญาครุฑ พร้อมมีมหาพิชัยมงกุฎสรวม ส่วนหน้าบันด้าน หลังพระอุโบสถ เป็นศิลปลายปูนปั้นภาพพระพุทธองค์โปรดพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซุ้มประตูพระอุโบสถ เป็นศิลปลายลงรักปิดทองเป็นภาพเทพยดาถือพระบรรค์พร้อมลายไทย ชุด หน้าต่างพระอุโบสถโดยรอบแกะสลักเป็นภาพวรรณคดีเรื่องทศชาติ โดยสลับกับศิลปลายกนกเถาวัลย์

ทั้งซุ้มประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถ มีภาพพระปรมาภิไธยย่อ ม ว ก ด้วย ผนังภายในพระอุโบสถเป็นศิลปปูนปั้นลายกนก ประดับกระจกสีทองโดยรอบหน้ามุขศาลาราชมานิต เป็นศิลปปูนปั้นประดับกระจกแสดงสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการ และประชาชนร่วมกันแสดงความสามัคคีเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดในวัง ได้มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเปิดแผนกธรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ และแผนกบาลี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ในแต่ละปีมีนักเรียนสามารถสอบผ่านได้เป็นจำนวนมาก จัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จัดตั้งศูนย์โภชนาการเด็กเล็กโดยการประสานงานกับสาธารณสุขอำเภอนาทวี การจัดทำหนังสือเผยแพร่ธรรมะเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ โครงการเผยแพร่ธรรมปฏิบัติธรรมในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันจักรี เป็นต้น จัดตั้งศูนย์ปริยัติธรรมพระภิกษุสามเณรในภาคใต้ตอนล่าง โครงการหมู่บ้านผู้สูงอายุ จัดตั้งมูลนิธิวัดในวังในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เพื่ออุปการะเด็กกำพร้าและยากจนให้ได้รับการศึกษา ได้จัดตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถณ อำเภอนาทวี เพื่อนำดอกผลไปใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ การรับอุปการะส่งเสริมหน่วยงานทางการศึกษา โดยรับอุปการะโรงเรียนบ้านนาทวี (ระดับประถมศึกษา) และโรงเรียนนาทวีวิทยาคม (ระดับมัธยมศึกษา) การสงเคราะห์ประชาชนในหมู่บ้านชายแดนไทย - มาเลเซีย โดยสร้างศาลาและถนนพร้อมทั้งเผยแพร่ธรรมะและความรู้ต่าง ๆ การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบวาตภัยและอุทกภัย

นอกจากนี้ วัดในวังได้ริเริ่มและอุปถัมภ์เกี่ยวกับงานด้านสาธารณูปการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยไม่แบ่งแยกลัทธิความเชื่อใด ๆ โดยดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาล ขนาด 60 เตียง ได้รับพระราชทานนามว่า "โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ณ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา" การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณเขาน้ำค้างซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริ การก่อสร้างรั้วให้แก่สถานที่ราชการ เช่น สถานีตำรวจอำเภอนาทวี ที่ว่าการอำเภอนาทวี นอกจากนี้ได้จัดตั้ง 'ศูนย์ 90 สมเด็จพระศรีนครินทร์ ณ อำเภอนาทวี" เป็นศูนย์ปริยัติธรรมและศูนย์สงเคราะห์ผู้สูงอายุ บริเวณตำบลคลองทราย อำเภอนาทวี โดยได้รับพระราชทานทุนทรัพย์จากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และได้รับพระราชทานนามอีกด้วย

การบริหารและการปกครอง

วัดในวังได้จัดระบบการปกครอง โดยแบ่งเขตเป็น 3 เขต คือ 1. เขตพุทธาวาส 2. เขตสังฆาวาส และ 3. เขตปริยัติศึกษา และได้แบ่งเป็นฝ่าย 4 ฝ่าย คือ 1. ฝ่ายปกครอง 2. ฝ่ายการศึกษา 3. ฝ่ายสาธารณูปการ และ 4. ฝ่ายเผยแพร่ ปัจจุบันมีพระสุนทรราชมานิตเถร พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ รักษาการเจ้าคณะอำเภอนาทวี เป็นเจ้าอาวาส นอกจากจะมีอำนาจในการบริหารและการปกครองแล้วยังได้มอบหมายให้พระภิกษุผู้มีอายุพรรษาและมีความรู้ความสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือในด้านการบริหารและปกครองตามฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย กฎระเบียบของการปกครองคณะสงฆ์และกฎหมายบ้านเมือง โดยเฉพาะได้เน้นการส่งเสริมการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การส่งเสริมงานสาธารณูปการ งานสาธารณสุขและกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนตลอดมา

เจ้าอาวาสตั้งแต่สร้างวัดจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้คือ

  1. พระอธิการช่วย อรุโณ พ.ศ. 2439 - 2440

  2. พระอธิการอิ่ม กิตติวทุฑโน พ.ศ. 241 - 2567

  3. พระอธิการพลัด อาภสุสโร พ.ศ. 2467 - 2468

  4. พระอธิการบุญทอง จนุทสุวณโณ พ.ศ. 2468 - 2478

  5. พระครูประสูตโศภณ (อั้น คุณกาโม) พ.ศ. 2478 - 2526

  6. พระครูวิธานธรรมรัตน์ (บุญถิ่น ผุสสธมฺโม) พ.ศ. 2526 - 2530

  7. พระสุนทรราชมานิตเถร (ชยันตร์ อภิสสุภาโว) ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา