วัดมหาชัย

วัดมหาชัย เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๗๗๙ ถนนศรีราชวงศ์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมี เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๓ งาน ๘๒๑ ตารางวา โฉนดที่ดิน เลขที่ ๑๖๘๒ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๓ เส้น ๑๙ วา จดถนนฉิมพลีเจริญหรือมหาชัยดำริห์ ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น จดถนนศรีสง่าเมืองหรือ ศรีราชวงศ์ ทิศตะวันออกประมาณ ๓ เส้น ๑๘ วา จดถนนเทศบาลปรีชาหรือสารคามผดุง ทิศ- ตะวันตกประมาณ ๓ เส้น ๕ วา จดถนนอรรถสารวิเศษ มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๔ แปลง เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๘๕ ตารางวา โฉนดที่ดิน เลขที่ ๓๖๖, ๔๗ และ ๑๕๖๗

อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๑ เมตร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทย ช่อฟ้าใบระกาทำด้วยปูนประดับกระจก มีคันทวยตั๊กแตนแกะสลัก หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ซุ้มสีมาหินอ่อนแกะสลักรูปธรรมจักร บานประตูและหน้าต่างทำด้วยไม้ ติดลวดลายเทพพนมทำด้วยโลหะ พระวิหาร กว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๗.๕๐ เมตร อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงโบราณ หลังคาสองชั้น สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ เดิมทีเดียวสร้างขึ้นใช้เป็นอุโบสถโดย พระเจริญราชเดช (ท้าวมหาไชย์กวด) พร้อมด้วยกรมการเมืองท้าวเพียได้ตั้งวัดขึ้นแล้วจึงได้สร้างอุโบสถขึ้น ต่อมาเห็นว่าคับแคบและทรุดโทรมมากจึงได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ส่วนอุโบสถหลังเดิมได้ใช้เป็น พระวิหารแทน ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นอาคาร คอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะ ๒ ชั้น ทรงไทย ชั้นล่างใช้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ส่วนชั้นบนเป็น สถานที่ศึกษาปริยัติธรรมของพระสงฆ์ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๔ หลัง อาคารไม้ชั้นเดียว ๘ หลัง ครึ่งตึก ครึ่งไม้สองชั้น หลัง และก่ออิฐถือปูนทั้งหลังสองชั้น ๒ หลัง ศาลารับรอง กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทย ชั้นเดียว มณฑปพระพุทธบาทจำลอง กว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๓.๕๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ อาคารก่ออิฐถือปูนใช้สำหรับประดิษฐาน พระพุทธบาทจำลอง ศาลาบำเพ็ญกุศล กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ อาคาร ชั้นเดียวทรงไทย หอระฆัง อาคาร ๒ ชั้น ลักษณะคล้ายธรรมาสน์โบราณ หรือบุษบก แบบจตุรมุข มียอดสูงคล้ายยอดเจดีย์ เรียกว่า หอระมังสุวรรณเลิศ ซึ่งคณะตระกูลสุวรรณเลิศได้สร้างขึ้น หอกลอง กว้าง ๔ เมตร ยาว ๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทยสองชั้น โรงครัว กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑ อาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว หอพิพิธภัณฑ์ประจำวัด ซึ่งเก็บวัตถุโบราณและเอกสารโบราณ ฌาปนสถาน กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑

ปูชนียวัตถุมีพระประธานในพระวิหาร (อุโบสถหลังเดิม) หน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๔ นิ้ว หล่อด้วยปูนลักษณะแบบเชียงแสนล้านช้าง ลงรักปิดทอง เป็นที่เคารพนับถือของชาวมหาสารคามมาก เนื่องจากเดิมสถานที่ประดิษฐานเป็นที่ประชุมในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อหน้า พระประธานเรียกว่า พระพุทธมงคลมิ่งเมือง พระประธานในพระอุโบสถ หล่อด้วยทองเหลือง ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง ๕ ศอก สูง ๗ ศอก ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง พระโมคคัลลาน์และ พระสารีบุตรหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง ๑ ศอก สูง ๒ ศอก พระพุทธรูป ขนาดหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว สูง ๘๐ นิ้ว หล่อด้วยทองเหลือง ประดิษฐานที่กุฏิเจ้าอาวาส พระพุทธรูป ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้ว สูง ๕๐ นิ้ว หล่อด้วยทองเหลือง ประดิษฐานที่ศาลาการเปรียญ พระพุทธ- รัตนอภัยมงคลสมังคี สูง ๙๐ เซนติเมตร ปางประทานพร หล่อด้วยทองเหลือง ซึ่งพระบาทสมเด็จ- พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน พระพุทธรูปปางพุทธลีลา สูง ๑ เมตร ยาว ๒ องค์ องค์แรกหล่อ ด้วยปูน ส่วนองค์หลังหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทอง ประดิษฐานที่พระวิหาร พระพุทธรูปแก้ว- โกเมนทร์ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว ลักษณะเป็นแก้วสีขาวปนแดงรูปทรงแบบอู่ทอง แต่มีรอยร้าวที่แขนและที่หน้าพระอุระต่อไม่สนิท ฐานเป็นหินอ่อนแก้วฝาครอบ พระพุทธรูป หล่อด้วยทองเหลือง ขนาดหน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว จำนวน ๑๐ องค์ ปางมารวิชัยและสมาธิ พระพุทธรูป แกะด้วยไม้จันทน์หอม แบบเชียงแสนล้านช้าง ขนาดหน้าตักกว้าง ๕ นิ้ว จำนวน ๑ องค์ และ พระพุทธรูปแกะด้วยไม้ปางประทับยืน แบบเชียงแสนล้านช้าง จำนวน ๑๐ องค์ สำหรับโบราณวัตถุ ได้จัดเป็นประเภท คือ ประเภทวรรณกรรม ได้แก่ คัมภีร์ใบลานที่จารึกด้วยอักษรธรรม อักษรลาว ไทยใหญ่ ไทยน้อย ขอม อักษรกาบและเจือง เป็นต้น มีทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง ซึ่งส่วนใหญ่ รจนาในสมัยกรุงศรีสัตนาคนหุต จัดเก็บไว้ประมาณ ๑๐ ตู้ และห่อไว้เป็นผูกพร้อมบอกชื่อเรียง ไว้ชัดเจน เช่น เรื่องการะเกษ สินไชย์ ไก่แก้วหอมรู้ คัชธนาม พญาคันคาก สีทนมะโนรา นางผมหอม ผาแดงนางไอ่ เป็นต้น ประเภทวัตถุโบราณ คือ ใบเสมาแผ่นยุคสมัยทวาราวดีสร้างด้วยหินทรายแดง

และขาว จำนวน ๓ แผ่น หลักศิวะและแท่นศิวะ เสาหินซึ่งเป็นศิลาแลงซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างสมัย ลัทธิพราหมณ์รุ่งเรือง ใบเสมาศิลาแลงสันนิษฐานว่าสร้างสมัยอาณาจักรฟูนัน มี ๒ หลัก ไหโบราณ สมัยมองโกล ฟูนัน ทวาราวดี สมัยของต้น กลางและปลายประมาณ ๕๐๐ ใบ เทวรูปศิลาแลงสมัยมองโกล ฟูนัน และขอม จำนวน ๖ องค์ ประเภทศิลปกรรม มีโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับศิลปะลวดลายต่าง ๆ มากมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นลวดลายแกะสลัก เช่น ลายกนก รูปราหู พระเจ้าสิบชาติ สัตว์ต่าง ๆ บ้านลายขิด และวัตถุเครื่องใช้ เช่น แหย่งช้าง ราวเทียน เขาควาย เป็นต้น นอกจากนี้มีเครื่องใช้ เครื่องประดับ เช่น ประตูหน้าต่าง หน้าโขง โฮงสวดพระปาฏิโมกข์ ธรรมาสน์ ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น ซึ่งแกะสลักไว้อย่างสวยงาม โบราณวัตถุต่าง ๆ ดังที่กล่าวนั้น พระอริยานุวัตร อดีตเจ้าอาวาส ได้เก็บ สะสมรวบรวมไว้ในหอพิพิธภัณฑ์ภายในวัด

วัดมหาชัย พระอารามหลวง ตั้งเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยท้าวมหาไชย์ (กวด ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ผู้สร้างเมืองมหาสารคามและเป็นเจ้าเมืองคนแรก ท้าวมหาไชย์ เป็นบุตร ของอุปฮาดสิงห์ เมืองร้อยเอ็ดซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์เวียงจันทน์ ได้รับแต่งตั้งจากพระบัติยวงศา (จันทร์) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดให้สร้างเมืองมหาสารคามและครองเมืองมหาสารคาม โดยพระขัติยวงศา ได้กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๔ ขอพระราชทานแยกบ้านลาดกุดยางใย

(ปัจจุบันเรียกบ้านกุดนางใย) ออกจากเมืองร้อยเอ็ดแล้วตั้งเป็นเมืองใหม่ เมื่อปีฉลู จ.ศ. ๑๒๒๗ ตรงกับวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ พร้อมพระราชทานยศท้าวมหาไชย์เป็น พระเจริญราชเดช วรเชษฐมหาขัติยพงศ์ ๆ พร้อมตั้งกรมการเมืองท้าวเพียต่าง ๆ เช่น ท้าวเพียเมืองแสน (กิจการฝ่ายทหาร) ท้าวเพียเมืองจันทร์ (ฝ่ายพลเรือน) ท้าวเพียมหาชานนท์ ท้าวเพียมหาชาเนตร์ เป็นต้น พลเมืองมหาสารคามดั้งเดิม ส่วนใหญ่เป็นชาวนครจำปาศักดิ์ ซึ่งได้มาตั้งรกรากเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๑๘ นอกจากนี้มีชาวเมือง ศรีสัตนาคณหุต (เวียงจันทน์ล้านช้าง) ซึ่งได้ตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว กรมการเมืองท้าวเพียเมือง มหาสารคามเห็นชอบในการช่วยกันสร้างวัดประจำเมืองมหาสารคาม เมื่อท้าวมหาไชย์ได้เริ่มวางแผนผัง เมืองขึ้นจึงไว้วางแผนผังสร้างวัดขึ้นในย่านใจกลางเมืองด้วย โดยตั้งบริเวณเนินเมือง ที่ดินตั้งวัด จึงเป็นโคกเนินสูง มีบริเวณกว้างยาวคล้ายชายธง ในระยะแรกมีเพียงกุฏิสงฆ์ ๑ หลัง ศาลาการเปรียญ (หอแจก) ๑ หลัง อุโบสถ ๑ หลัง และหอฉัน ๑ หลัง โดยชาวมหาสารคาม เรียกว่า วัดเหนือ เพราะ สถานที่ตั้งวัดอยู่ทางเหนือน้ำ ท้าวมหาไชย์ได้นิมนต์พระญาครูสุวรรณดีศีลสังวรมาเป็นเจ้าอาวาส รูปแรกและได้เถราภิเษกฮดสรงให้เป็นหลักดำ ชาวเมืองเรียกท่านว่า "ญาครูหลวงหลักคำ" เรียกสั้น ๆ ว่า "ญาครูหลักคำ" พระญาครูสุวรรณดีศีลสังวรมีความมั่นคงในธรรมวินัย มีความรู้แตกฉานในบาลี อัฏฐกถามาก ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะเมือง ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้เปลี่ยนชื่อวัดจากวัด เหนือมาเป็น "วัดมหาชัยมหาสารคาม" เพื่อให้ถูกต้องตามภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ และเปลี่ยน ตามนามของผู้สร้างวัดคือ พระเจริญราชเดช (ท้าวมหาไชย์ กวด ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) ซึ่งมีท้ายบรรดาศักดิ์ว่า "'วรเชษฐมหาไชยขัติยะพงศ์" ส่วนพื้นที่บริเวณตั้งวัดเดิมมีกว้างขวางพอ สมควรแต่ภายหลังมีราษฎรจากหัวเมืองต่าง ๆ ย้ายมาตั้งบ้านเรือนในบริเวณวัดมากขึ้น ในปี

พ.ศ. ๒๔๖๖ นายทองม้วน อัตถากร ได้ซื้อที่ดินถวายวัดเพิ่มเติม วัดมหาชัยเป็นวัดคู่เมืองมหาสารคาม ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชทางราชการได้กระทำพิธีถือ น้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดนี้

วัดมหาชัยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งเดิม ได้ผูกพัทธสีมาในปีที่ตั้งวัด โดยเจ้าเมืองสามารถกำหนดเขตพัทธสีมาเองไม่ต้องขอพระบรมราชา- นุญาติเหมือนในปัจจุบัน ต่อมาได้รับพระมหาราชกรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอาราม- หลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ เป็นต้นมา การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระสุวรรณดีศีลสังวร พ.ศ. ๒๕๐๘ รูปที่ ๒ พระชาสองหลาบ รูปที่ ๓ พระชาลี รูปที่ ๔ พระเกษ รูปที่ ๕ พระชาไมย์ รูปที่ ๖ พระเกตุ รูปที่ ๗ พระชาทอง รูปที่ ๘ พระช้าง รูปที่ ๙ พระสา รูปที่ ๑๐ พระโสม รูปที่ ๑๑ พระชาอ่อน รูปที่ ๑๒ พระชาบุดดา รูปที่ ๑๓ พระโสม รูปที่ ๑๔ พระหล่อน รูปที่ ๑๕ พระเพชร รูปที่ ๑๖ พระขรัวละคร รูปที่ ๑๗ พระชาบัว รูปที่ ๑๘ พระสารคามมุนี (สาร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม) อดีตเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๕๐๔ รูปที่ ๑๙ พระอริยานุวัตร (อารีย์ เขมจารี) พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๓๔ รูปที่ ๒๐ พระมหาสังคม จิตติญาโณ ป.ธ.๙ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติ- ธรรมแผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ แผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ โรงเรียนผู้ใหญ่ แผนกสามัญ เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ นอกจากนี้มีพุทธิกสมาคม ยุวพุทธิกสมาคม และศูนย์ วัฒนธรรมท้องถิ่น