วัดแจ้งแสงอรุณ

วัดแจ้งแสงอรุณ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๐๑ บ้านในเมือง ถนนสุขเกษม หมู่ที่ ๑๒ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๕๒ ตารางวา โฉนด เลขที่ ๑๐๙๓๓ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๕๘ เมตร จดซอยสาธารณะ ทิศใต้ประมาณ ๑๘๐ เมตร จดถนนรอบเมือง ทิศตะวันออกประมาณ ๑๕๐ เมตร จดซอยสาธารณะ ทิศตะวันตกประมาณ ๑๑๖ เมตร จดถนนสุขเกษม มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๙ ตารางวา โฉนด เลขที่ ๑๔๖๐ และ ๒๕๗๗ อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ ศาลาการเปรียญ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์จำนวน ๗ หลัง ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาบำเพ็ญกุศล และโรงครัว ปูชนียวัตถุมี พระประธานในพระอุโบสถหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๓๐ นิ้ว นายฮอ นางสัมฤทธิ์ ธรรมรัตน์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ พระประธานในศาลาการเปรียญหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว นายศาสตร์ พรหมสาขา ณ สกลนคร และนางปราศัย พนมยงค์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ พระประธานในศาลาบำเพ็ญกุศล หน้าตักกว้าง ๒๕ นิ้ว นางชิน แช่ลิ้ม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบูชาหน้าตักกว้าง ๓ นิ้ว และ ๙ นิ้ว (ของเก่า) พระครูอ้วนสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ และพระยาประจันทบุรี ถวายเป็นสมบัติวัด นอกจากนี้มีพระปางลีลาทรงเครื่อง ศิลปสมัยรัตนโกสินทร์ พระปางห้ามญาติ ศิลปสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระบูชาขนาดเล็ก (ของเก่า) จำนวนมาก พระแกะสลัก นอกจากนี้มีเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น แหวนโบราณ กำไลโบราณ เงินโบราณ ฉาบทอง และม้อง เป็นต้น ซึ่งขุดได้จากอุโบสถหลังเก่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้เก็บไว้บางส่วน และบางส่วนได้บรรจุในไหไว้ในหลุมลูกนิมิตอุโบสถหลังปัจจุบัน

วัดแจ้งแสงอรุณ ชาวบ้านเรียกว่า วัดแจ้ง เพราะตั้งอยู่ใกล้เมืองมีอากาศโปร่ง เป็นที่โล่ง ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ โดยพระยาประจันตประเทศธานี ศรีสกลานุรักษ์ อรรคเดโชชัย อภัยพริยากรมพาหุ (โง้นคำ) ต้นตระกูล พรหมสาขา ฯ ในปัจจุบัน เป็นผู้สร้าง สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสกลนคร (คนที่ ๓) สมัยนั้นสร้างกุฏิหมู่ ๕ หลัง ศิลปแบบไทยลาวโบราณ สร้างด้วยไม้ ปัจจุบันถูกรื้อออกหมดแล้วเพราะชำรุดมาก สร้างอุโบสถ์ ๑ หลัง ปัจจุบันชำรุดมากและถูกรื้อไปแล้ว ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ศิลปไทยลาวโบราณ ซึ่งต่อมาได้ถูกรื้อไปสร้างกุฏิแทน ครั้น พ.ศ. ๒๔๖๑ พระยาประจันตประเทศธานีถึงแก่อนิจกรรมลง และได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่ วัดแจ้งแสงอรุณด้วย ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ช้างเจ้าเมือง ชื่อบักดอ ตกมันอาละวาดเข้ามาในวัดและพังกุฏิเจ้าอาวาสเสียหาย เป็นเหตุให้หลวงสกลนครานุรักษ์ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่กรรมต่อมา และปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ช้างในตระกูลเจ้าเมือง ชื่อบุญเถิง ได้ตกมันและทำลายอาคารบ้านเรือนชาวญวนที่เช่าที่ดินวัดเสียหายมาก ต่อมาวัดได้ทรุดโทรมลงมากและขาดการบำรุงจากชาวบ้าน จึงแทบไม่มีพระสงฆ์สามเณรอยู่จำพรรษา จนกระทั่งถึงสมัยพระสุรสีห์ กิตติโสภโณ วัดจึงได้รับการพัฒนาเจริญขึ้นมาก

ได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑ พระหลักคำ พ.ศ. ๒๔๒๒-๒๔๖๐ รูปที่ ๒ พระครูอ้วน พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๙๔ รูปที่ ๓ พระแดง พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๗ รูปที่ ๔ พระแสง พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๔๙๐ รูปที่ ๕ พระหลง พ.ศ. ๒๔๙๑-๒๔๙๒ รูปที่ ๖ พระอธิการดอน ชุตินธโร พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๕ รูปที่ ๗ พระอธิการกาสินธ์ ติณณปงโก พ.ศ. ๒๔๙๖-๒๕๐๓ รูปที่ ๘ พระมหาสนธ์ สุปญโญ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๘ รูปที่ พระครูอรุณกิตติโสภณ (สุรสีห์ กิตติโสภโณ) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นต้นมา การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐