วัดจันทน์กะพ้อ

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดจันทน์กะพ้อ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๑ บ้านตากแดด ถนนปทุมธานี-เสนา หมู่ที่ ๓ ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ. ๒๓๖๕ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ๕๙ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับหมู่บ้านตกแดด ทิศใต้ติดต่อกับถนนทางเข้าวัด ทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนปทุมธานี-เสนา

พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่เหนือที่ว่าการอำเภอสามโคก ประมาณ ๑ กิโลเมตร และห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ ๖ กิโลเมตร

ความเป็นมา

วัดจันทน์กะพ้อ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๘ โดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองเมาะตะมะภายใต้ การนำของสมิงสอดเบา เรียกว่ามอญใหม่ (มอญที่มาครั้งพระยาเจ่งเรียกว่ามอญเก่า) โดยอพยพมาพึ่ง พระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อสร้างที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง และมีอาชีพแน่นอน ได้สร้างวัดขึ้นแล้วขนานนามว่า "วัดโกว๊ะ" ซึ่งเป็นภาษารามัญแปลว่า ต้นจันทน์กะพ้อ เพราะที่สร้างวัดมีต้นจันทน์กะพ้อขึ้นอยู่มากและเป็นต้นไม้ที่มีมงคล ต่อมาได้ เปลี่ยนนามใหม่เป็นวัดจันทน์กะพ้อ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดกะพ้อ

การบูรณะพัฒนาวัดได้เริ่มมาตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันดำรงตำแหน่ง จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัดนี้ วัดจันทน์กะพ้อเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัด ปทุมธานี (ธ) ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ นอกจากนั้นวัดเคยเป็นสถานที่ ประกอบพิธีทางศาสนาของทางราชการในวันสำคัญ ๆ ทางศาสนา และใช้เป็นสถานที่ประชุม ข้าราชการ เป็นที่คัดเลือกทหารเกณฑ์ประจำปี เนื่องจากวัดจันทน์กะพ้อ เป็นวัดราษฎร์ที่ได้รับ

การพัฒนาให้เจริญขึ้นทุกด้านเป็นต้นว่าด้านการศึกษาทั้งแผนกธรรม และแผนกบาลีและด้าน ถาวรวัตถุ จึงได้รับเกียรติให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๐ ไร่ ๓ งาน ๕๙ ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ ๖๗๖๖

อาคารเสนาสนะมี พระอุโบสถสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดง เป็นศิลปทรงไทยประยุกต์ผสมไทยรามัญ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ

ศาลาท่าน้ำ ๓ หลัง ศาลาหลังแรกด้านทิศใต้ชื่อว่าพรรธนะ หลังกลางชื่อตรีมุข และหลังริมทาง ด้านเหนือ เป็นศาลาทรงไทยหน้าบันมีลายกนก

ศาลาพรหมวิหาร ๔ เป็นศาลาหลังเล็กขนาดเดียวกับแบบเรือนไทยเรียงรายอยู่ ๔ หลัง นับจาก เหนือไปใต้ มีชื่อดังนี้ ศาลาเมตตาธรรม ศาลากรุณาธรรม ศาลามุทิตาธรรมและศาลาอุเบกขาธรรม

ศาลาการเปรียญ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีแดง

ศาลาธรรมประสาธน์ เป็นศาลาหลังใหญ่ ๒ ชั้น ชั้นบน สำหรับพุทธศาสนิกชนมาทำบุญตักบาตร ส่วนชั้นล่างใช้เป็นที่ประชุมและแสดงธรรม

ตำหนักสมเด็จ เป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นบนเป็นหอสวดมนต์ของพระ ชั้นล่างเป็นสำนักงาน

กุฏิสงฆ์ แบ่งเป็นกุฏิหมู่ จำนวน ๙ หลังสร้างด้วยไม้สัก ทรงไทย กุฏิจำนวน ๕ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก และกุฏิกัมมัฏฐาน จำนวน ๓๖ หลัง

นอกจากนั้นยังมี วิหาร ศาลา ๖๐ ปี หอฉันภัตตาหาร ศาลาหลังเล็กสำหรับอ่านหนังสือพิมพ์ ศาลาโชคพิชิต หอพระ ฌาปนสถาน ห้องสมุด หอระฆัง หอปริยัติธรรมและหอพักคนชรา

ปูชนียวัตถุมี เจดีย์เก่าอายุประมาณ ๑๐๐ ปี พระประธานในพระอุโบสถและเสาหงส์

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดจันทน์กะพ้อได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี มีศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ และจัดให้มีการแสดงธรรม บรรยายธรรม อบรมข้าราชการและนักเรียนเป็นประจำ พิมพ์หนังสือธรรมและออกอากาศเสียงตามสาย

ด้านสาธารณสงเคราะห์ได้อนุเคราะห์ที่ดินให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประถมศึกษาและให้การ อุปการะตลอดมา

การบริหารและการปกครอง ทางวัดจัดการปกครองภายในวัดให้พระภิกษุสามเณร ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ- มหาฐเถรสมาคม ข้อบังคับ คำสั่ง มหาเถรสมาคม และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยเคร่งครัด เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามคือ

๑. พระอธิการแต้ม

๒. พระอธิการทองคำ

๓. พระราชสุทธิโสภณ (สนิท สุภาจาโร) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นมา