วัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗ ถนน นิกรบำรุง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๑๗ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๐ เล่ม 8 หน้า ๓๐ อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับที่ดินของเอกชน ทิศใต้ติดต่อกับคลอง ตลุก ทิศตะวันออกติดต่อกับถนน นิกรบำรุง ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของเอกชน

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ การคมนาคมสะดวก อาคารเสนา- สนะต่าง ๆ มี พระอุโบสถหลังใหม่ ศาลาการเปรียญเป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๓ หลัง อาคารเรียนพระปริยัติธรรม ๒ ชั้น พระวิหารหลวงพ่อเพชรมีชัย ศาลาธรรมสังเวช และฌาปนสถาน ปูชนียวัตถุของวัดมี พระประธานในพระอุโบสถ มีพระนามว่า "หลวงพ่อ- งาม" พระประชานในพระวิหารมีพระนามว่า "หลวงพ่อเพชรมีชัย" นอกจากนี้มีพระเจดีย์ทรงพุ่ม ข้าวบิณฑ์ บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อัฐิธาตุพระอรหันต์ และ พระพุทธรูปบูชา พระเครื่อง พระพิมพ์ต่าง ๆ ตลอดจนวัตถุโบราณอื่น ๆ อีกด้วย

วัดมหาธาตุ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๕๒๖ โดยมี พระเจ้าเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์เป็นผู้สร้างขึ้น ตามการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ซึ่งขุดพบ ลานทองจาร์กในพระเจดีย์องค์ใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐

คงเป็นวัดที่ได้รับการทะนุบำรุงจาก เจ้าเมืองให้เจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาได้กลายสภาพเป็นวัดร้าง เล่ากันว่า เจ้าพระยาจักรี (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขุฬาโลกมหาราช) กับเจ้าพระขาสุรสธ์ (กรมพระราชวังบวรมหาสุร- สิงหนาท) เมื่อคราวยกทัพไปรบกับพม่าที่พิษณุโลก ได้นำไพร่พลมาทางเมืองเพชรบูรณ์ และ ได้กระทำพิธีบวงสรวงเพื่อชัยชนะที่วัดมหาธาตุ นอกจากนี้แล้วทางราชการยังเคยใช้สถานที่นี้ ประหารนักโทษสำคัญอีกด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะประทับอยู่ที่เมือง เพชรบูรณ์ มีรับสั่งให้พระยาเพชรรัตน์ (เพื่อง) เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ เกณฑ์ผู้คนมาทำการบูรณะ

วัดมหาธาตุครั้งใหญ่ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ราว พ.ศ. ๒๔๕๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกทรงรับ น้ำจากหัวเมืองต่าง ๆ โดยเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ได้นำน้ำจากสระมนในวัดมหาธาตุไปร่วมพิธีด้วย

วัดมหาธาตุได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแต่เดิม ซึ่งมีใบเสมาของเก่าทำจากหินทราย ปรากฏอยู่ แต่ได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่ ได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๖ เขตวิสุงคามสีมากว้าง เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๗ มีพระภิกษุจำพรรษาประมาณ ละ ๕๐ รูป สามเณร ๘๐ รูป

1 ทางวัดได้เปิดสอน พระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๘๓ มีทั้งแผนกธรรมและบาลี เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๐ ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนามมี ๑๐ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอาจารย์มี พ.ศ. ๒๔๓๐-๔๓๒ รูปที่ ๒ พระอาจารย์คง พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๔๖๒ รูปที่ ๓ พระอาจารย์ทองดี พ.ศ. ๒๘๖๒- ๒๔ รูปที่ ๔ พระอาจารย์มิ่ง พ.ศ. ๒๘๒๕-๒๙๖๗ รูปที่ ๕ พระอาจารย์เรียบ พ.ศ. ๒๔๒ -๒๔๖ รูปที่ ๖ พระอาจารย์สำเริง หลวงปราบ พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๗๒ รูปที่ ๗ พระปลัด คำภา พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๔๗๘ รูปที่ ๘ พระอาจารย์แดง พ.ศ. ๒๔๗๕-๔๘๑ รูปที่ ๙ พระวินัยธรรม (แพ ธมุมบริโก) พ.ศ. ๒๓-๒๕๒๓ รูปที่ ๑๐ พระศรีพัชโรคม ดำรง ตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นมา