วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ เลขที่ ๕ ถนนพระแก้ว ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง สังกัดการ ปกครองคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๕ ไร่ ๒ งาน ๖๑ ตารางวา สร้างขึ้นเป็นวัด นับตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๒๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ พื้นที่ดังวัดเป็นที่เนินอยู่ริมแม่น้ำวังทางด้านฝั่งตะวันตก มีถนนพระแก้วอยู่ทางด้าน ทิศตะวันตก การคมนาคมสะดวก ภายในบริเวณวัดได้แบ่งเขตการก่อสร้างไว้เป็นสัดส่วนซึ่ง ประกอบด้วยเขตพุทธาวาส เขตสังขาวาส เขตสาธารณสงเคราะห์และเขตจัดผลประโยชน์ มี ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นรมณียสถาน

สมกับได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง จากกรมการศาสนา

เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด ทิศเหนือติดต่อกับถนนพระแก้วและหมู่บ้านช่างแต้ม ทิศใต้ติดต่อกับถนนท่านางและ ที่ดินเลขที่ ๔๓ โฉนดที่ ๒๗๐๔ ทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำวังและมีทางสาธารณะ ทิศ ตะวันตกติดต่อกับถนนพระแก้ว

ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๗๐๕ และมี ที่ดินสงฆ์จำนวน 6 แปลง เนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๙ ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๒๕, ๒๗๐๐, ๒๗๐๓, ๒๗๗๖ ปูชนียวัตถุที่สำคัญที่ควรแก่การบันทึกไว้ มีดังนี้

พระบรมชาตุดอนเต้า เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เป็นสถาปัตยกรรมล้านนา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ฐานกว้างด้านละ ๑๓ วา สูงตั้งแต่ฐานถึงยอด ๒๕ วา ตั้งแต่คอระหมัด ยกฉัตรทองคำใส่ไว้บนยอดพระบรมชาตุด้วย จะมีงานเทศกาลนมัสการประจำปีในวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันวิสาขบูชา ถือเป็นประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้

พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย และมีพระเจ้าทันใจ ปางมารวิชัยเช่นกัน ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถด้วย

พระพุทธไสยาสน์ขนาดยาว ๑๐ เมตร ศิลปกรรมเชียงแสน ประดิษฐานอยู่ในพระ วิหารพระพุทธไสยาสน์

พระเจ้าทองทิพย์เนื้อสัมฤทธิ์ขนาดหน้าพระเพลากว้าง ๑.๑๕ เมตร สูง ๑.๖๕ เมตร ปางมารวิชัย ศิลปล้านนาในพุทธศตวรษที่ ๒๑-๒๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๑๐๐ เศษ ประดิษฐาน อยู่ในพระวิหารจามเทวี หรือพระวิหารพระเจ้าทองทิพย์

พระพุทธสีหเชียงแสน ขนาดหน้าพระเพลากว้าง < เมตร ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร ลายคำสุขาดา

พระพุทธรูปบัวเข็ม ประดิษฐานอยู่ในมณฑปปราสาท นอกจากนี้มีปูชนียวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งได้เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถาน

อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี พระอุโบสถกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตร เคยเป็นที่ประ- ดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๕-๒๐๑๑ โครงสร้าง ปูนคอนกรีตเสริมเหล็ก ได้บูรณะหลายครั้ง พ.ศ. ๒๔๖๗ มีท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่ง ล้านนาไทย เป็นประธานบูรณะขึ้นใหม่ ลักษณะศิลปกรรมแบบล้านนาผสมรัตนโกสินทร์ ต่อมา • พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้มีการบูรณะขึ้นอีกเป็นการร่วมเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี พระสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จมาทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าเมื่อ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕

พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๑ เมตร

สร้างขึ้นใหม่ในสมัย พระยาชุมภูจิตตะ เจ้าผู้ครองนครลำปาง ศิลปะล้านนา ต่อมาได้มีการบูรณะใหม่โดยมี สมเด็จ- พระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เสด็จทรงยกช่อฟ้าเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

พระวิหารพระเจ้าทองทิพย์ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ซึ่งพระนางเจ้างามเทวเป็นผู้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๒๐ ต่อมาได้มาการบูรณะเมื่อ พ.ศ. สมเด็จพระศรีนรินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อการบูรณะในคราวเสด็จมาทรงนมัสการ พระบรมธาตุดอนเต้า

พระวิหารลายคำสุขาดา กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๕ เมตร เดิมเป็นวิหารของวัดสุชาดาราม สร้างขึ้นในสมัยเจ้าวรญาแร้ง มีเจ้าผู้ครองนครลำปาง ประมาณ พ.ศ. ๒๒๕ ภายใน มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพทศชาติ และพุทธประวัติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยาม บรมราชกุมารี เสด็จเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘

นอกจากนี้ก็มี กุฎิสงฆ์จำนวน หลัง ศาลาการเปรียญ ๒ หลัง มณฑปปราสาท พิพิธภัณฑ์สถานแห่งลานนา โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศาลาราย ๓ หลัง ส่วนมากสร้างขึ้นเป็น อาคารคอนกรีตถาวร

ความเป็นมา

วัดพระแก้วดอนเต้าสุขาดาราม สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๒๒๓ ใน สมัยพระเจ้าอนันตยศ โอรสองค์ที่สองของพระนางเจ้าจามเทวี ผู้สร้างเมืองเขลางค์นคร (นคร ลำปาง) รุ่นแรก วัดนี้เดิมมีนามว่า "วัดพระแก้วดอนเต้า" เรียกสั้น ๆ ว่า "วัดพระแก้ว" อีกนามหนึ่ง

วัดนี้เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และก่อน พ.ศ. ๖๗๙ ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ครั้นถึง พ.ศ. ๑๗๕ สมัยพระ เจ้าสามผึ่งแกน ครองเมืองเชียงใหม่ ปรากฏว่าพระเจดีย์วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ถูก อัคนีบาดพังลงมา มีผู้พบพระแก้วมรกตจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๖๗ พระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ ทรงจัดขบวนแห่เพื่ออัญเชิญพระ

แก้วมรกตจากเมืองเชียงรายไปยังเมืองเชียงใหม่ แต่เมื่อขบวนแห่ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตเดิน ทางมาถึงทางแยกที่จะไปนครลำปาง ช้างที่รับเสด็จพระแก้วมรกตได้วิ่งตื่นไปทางเมืองนครลำปาง หมื่นโลกนครจึงได้ขอรับเอาพระแก้วมรกตไว้ที่วัดนี้ ถึงปี พ.ศ. ๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปยังเชียงใหม่ รวมเวลาที่พระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้นานถึง ๓๒ ปี และวัดนี้ยังเป็นที่กำเนิดพระแก้วมรกตดอนเต้า ซึ่งปัจจุบัน อยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางอีกด้วย จึงได้มีนามว่า "วัดพระแก้ว ดอนเต้า"

ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรวมวัดพระแก้วดอนเต้า กับวัดสุชาดารามเข้าเป็น วัดเดียวกัน และให้มีนามว่า "วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม" เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ทำให้วัดมีบริเวณกว้างขวางสามารถขยายอาคารเสนาสนะและจัดแบ่งเขตการก่อสร้าง พัฒนาปรับปรุงวัดให้เป็นระเบียบและสวยงาม สมกับได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างจากกรมการศาสนา นอกจากนี้ กรมศิลปากรก็ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งด้วย พ.ศ. ๒๕ เขตวิสงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร

ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรา ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

การศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดนี้ได้เปิดสอนเป็นจริงเป็นจังเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ มีอาคารเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคารคอนกรีต ชั้น ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๕ เมตร มีพระภิกษุและสามเณรศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลีเป็นจำนวนมาก นับว่าการศึกษาได้เจริญรุ่งเรืองมากวัดหนึ่ง นอกจากนี้แล้วทางวัดยังได้จัดให้มีการบรรพชาในภาคฤดูร้อนหลายปีติดต่อกันมา ทั้งยังได้อำนวยการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นสาธารณสงเคราะห์ทั้งทางส่วนราชการและเอกชนด้วยดีตลอดมา

การบริหารและการปกครอง

ทางวัดจัดบริหารและปกครองวัด โดยอาศัยกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของทางคณะสงฆ์ ตลอดถึงพระธรรมวินัยและประเพณีของพระสงฆ์ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง และมีพระสงฆ์ผู้มีความรู้ความสามารถช่วยดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย สำหรับพระภิกษุอยู่จำพรรษาประมาณ ๒๐ รูป สามเณรประมาณ ๑๐ รูป บางปีจะมากกว่านี้ เจ้าอาวาสที่ทราบนามในระยะหลังมี ๘ รูป หลัง พ.ศ. ๒๔๓ เป็นต้นมาคือ

๑. พระอธิการญาณสมุทร พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๖๘

๒. พระอธิการพุฒ วุฒิณาโณ พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๕๗๗

๓. พระอธิการคำปั่ง อุตุโม พ.ศ. ๒๔๗๘-๔๘

๔. พระมหาอุ่น สุมงคลโล พ.ศ. ๒๕๐๘

๕. พระอธิการสิงห์คำ สุทฺธิภาโณ พ.ศ. ๒๕๐-๒๕๑๗

๖. พระอธิการบุญธรรม ญาณสี พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๒๑

๗. พระครูพิพิธพัฒนาภิรัต (ชัยวัฒน์ มุนิวิโส) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นต้นมา.