วัดท่าหลวง

วัดท่าหลวง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๖๗๔ ถนนบุษบา เขตเทศบาล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๑ งาน ๑๗.๔๐ ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๐, ๔๗๑ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๒๔๐.๖ เมตร ติดต่อกับที่ตั้งโรงเรียนของทางราชการ ทิศใต้ยาว ๔๒๘.๕๐ เมตร ติดต่อกับที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข

ทิศตะวันออกยาว ๓๒๑ เมตร ติดต่อกับแม่น้ำน่าน ทิศตะวันตกยาว ๓๔๘.๕๐ เมตร ติดต่อกับถนนศรีมาลา ตรงข้ามเป็นที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร เรือนจำ และสถานีตำรวจภูธร มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๖๒ งาน ๔๒ ตารางวา ตามโฉนดตราจอง และ น.ส. เลขที่ ๒๒๒๒, ๒๑๕ ที่ดินอยู่ที่ตำบลในเมือง และตำบลหนองปลาไหลแห่งละแปลง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันตก

สภาพแวดล้อมมีถนนหลวง และอาคารบ้านเรือนสถานที่ราชการตั้งอยู่โดยรอบ

บริเวณวัดมีกำแพงล้อมรอบเป็นขอบเขต เป็นสัดส่วน อาคารเสนาสนะต่าง ๆ ของวัดมี อุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๓ เมตร สร้าง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕ คอนกรีตเสริมเหล็กพื้นปูด้วยหินอ่อน ศาลาการเปรียญ สร้าง พ.ศ. ๗ กว้าง ๑๕.๖๐ เมตร ยาว ๔๗.๕๐ เมตร อาคารเรียนพระปริยัติธรรม ๒ ชั้น กว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๖ เมตร กุฎิสงฆ์จำนวน ๒๑ หลัง กุฎิเจ้าอาวาส ๒ ชั้น ๑ หลัง กุฎิวิปัสสนา ๒๔ หลัง กุฎิอดีตเจ้าคณะจังหวัด กุฎิใช้เป็นที่พยาบาล นอกจากนี้มี ศาลาตักบาตร ศาลาประชุม ๒ หลัง ศาลาธรรมสังเวช หอฉัน หอระฆัง และฌาปนสถาน

สำหรับปูชนียวัตถุมี หลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญ ศิลปเชียงแสนรุ่นแรก ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรพระเกษบัวตูม สร้างในราว พ.ศ. ๑๖๖๐-๑๘๐๐

นอกจากนี้มี หลวงพ่อพัฒน์ หลวงพ่อธรรมจักร หลวงพ่อเพชรจำลอง พระมหากัจจายน์ พระอัครสาวก รูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองของอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมบรรจุอัฐอดีตเจ้าอาวาส และ ซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งจำลองสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล พร้อมด้วยพุทธประวัติอีกด้วย วัดท่าหลวง ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกนั้นเมื่อใด มีหลักฐานที่สืบได้ ในปี พ.ศ. ๒๓๘๘ เป็นต้นมา ในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๓ ขณะนั้นมีฐานะเป็นวัดชนิด สำนักสงฆ์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสมาคมครั้งหลังเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒ เกี่ยวกับนามวัดมีเรียกกันหลายนามคือ เดิมเรียก "วัดราษฎร์ประดิษฐาราม" ต่อมาเรียก "วัดราชดิฐาราม" และ "วัดท่าหลวง" ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านเดิมที่วัดนี้ตั้งอยู่ เคยเป็นชื่อตำบล และอำเภอมาก่อนด้วย ภายหลังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ อำเภอท่าหลวงได้เปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองพิจิตร ทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเป็นประจำ พ.ศ. ๒๔๔๒ พระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) เจ้าเมืองพิจิตร ได้รับคำสั่งจากเจ้าพระยา ศรีสุริยศักด์ซึ่งเป็นสมุนเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ความว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ พระพุทธชินราชจากจังหวัดพิษณุโลกไป แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปที่วัดนครชุม เมืองพิจิตรเก่า ปัจจุบันคือ หลวงพ่อเพชร อยู่ที่วัดท่าหลวงไปแทนพระพุทธชินราช จึงได้เตรียมการที่จะ น้อมเกล้า ฯ ถวาย แต่เมื่อประชาชนชาวเมืองพิจิตรก็ดี ชาวเมืองพิษณุโลกก็ดี ต่างก็มีความรัก และความหวงแหนเสียดายพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของตน เกิดความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก ความได้ทราบถึงผลองธุลีพระบาท จึงโปรดให้ระงับเสีย และให้จัดการหล่อพระพุทธชินราช จำลองขึ้นประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดเบญจบพิตรดุสิตวนารามแทนต่อไป

สำหรับ หลวงพ่อเพชร ซึ่งได้อัญเชิญมาจากวัดนครชุมก็ประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าหลวงในคราวที่เตรียมการ นั้น โดยมิได้อัญเชิญกลับไปวัดนครชุมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริสรานุวดีวงศ์ ได้เสด็จมาทรงนมัสการ และทัศนาชมหลวงพ่อเพชรว่า เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีพุทธลักษณะที่งดงามมาก (วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๒๐)

พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้มีพระยาพิชัยณรงค์สงคราม (ดิษ) เจ้าเมืองพิจิตร (เผื่อน) ภริยา และนายคอน ผู้เป็นบุตร ได้พร้อมใจกันสร้างพระอุโบสถด้วยทุนที่ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๑๒๓๐ บาท และมีผู้ร่วมบริจาคด้วยหลายราย

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เสด็จ มาที่วัดนี้ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงเปิดโรงเรียนปริบัติธรรม

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมาที่วัดนี้ เมื่อวันที่ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๔

วัดท่าหลวง เป็นวัดประจำเมือง ได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๖๐ เป็นต้นมา มีทั้งแผนกธรรมและบาลี เป็นสำนักเปิดอบรมและสอนวิปัสสนากรรมฐาน เป็นวัด พัฒนาตัวอย่างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาไม่ต่ำกว่ารูป สามเณร ๐ รูป ได้รับเกียรติให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

เจ้าอาวาสที่ทราบมี ๔ รูป คือ รูปที่ ๑ พระธรรมทัสสีมุนิวงศ์ (เอี่ยม) ถึง พ.ศ. ๒๖๐ รูปที่ ๒ พระครูศีลธรารักษ์ (ยิ้ม ทัดเที่ยง) พ.ศ. ๒๖๐-๒๔๗๒ รูปที่ ๓ พระทีมทัสสีมุนีวงศ์ (ไป ญาณผโล ป.ธ. ๔) พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๕๑๗ รูปที่ ๔ พระครูพิศาลธรรมานุศิษฐ์ (บุญมี ปริปุณโณ) ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมา.