วัดนครสวรรค์

วัดนครสวรรค์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ต๐๒ ถนนโกสท์ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๓๕ ตารางวา อาณาเขต เฉพาะส่วนที่เป็นเขตพุทธาวาส ทิศเหนือยาว ๖๗ วา ติดต่อกับถนนเทพสิทธิชัย ทิศใต้ยาว ๖๗ วา ติดต่อกับถนนลูกเสือ ทิศตะวันออกยาว ๗๖ วา ติดต่อกับถนนโกสิท ทิศตะวันตกยาว ๘๐ วา ตัดต่อกับถนน สวรรค์วิถี ซึ่งเป็นถนนผ่ากลางที่ดินตั้งวัด มีโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๓, ๕๖๕ และมีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๕ แปลง เนื้อที่ ๑๑๘ ไร่ ๖๙ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๑๒๕๓, ๒๖๗, ๑๐๔๑, ๑๑ ด และ น.ส. ๓ สารบบหน้า ๓๘ เล่ม ๑ ที่ธรณีสงฆ์ตั้งอยู่ตำบลปากน้ำโพ ๒ แปลง ตำบลบางม่วง ๑ แปลง ตำบลศาลาแดง อำเภอโกรกพระ ๑ แปลง และตำบลเนินมะกอก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิษณุโลก ๑ แปลง

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีกำแพงโดยรอบทั้ง ด้าน และมีประตูเข้าออกได้สะดวกทั้ง ๔ ด้านเช่นกัน ที่ดินตั้งวัดนี้ได้ถูกถนนสวรรค์ วิถีตัดผ่าน แบ่งเนื้อที่ออกเป็น ๒ แปลง เป็นเขตสังฆาวาส และเขตพุทธาวาสในส่วนที่อยู่ทางด้าน ทิศตะวันออก ซึ่งมีเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๕ ตารางวา อีกแปลงหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกใช้เป็นเขต ณาปนสถาน มีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๑๑ ตารางวา ภายในบริเวณวัดมีถนนติดต่อระหว่าง อาคารเสนาสนะต่าง ๆ ถึงกันหมด

อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี พระอุโบสถกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๖ เมตร บูรณะ พ.ศ. ๒๕๑๕ ศาลาการเปรียญกว้างยาวด้านละ ๓๔ เมตร เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ กุฎิสงฆ์ จำนวน ๑๕ หลัง เป็นอาคารคอนกรีต ๑ หลัง อาคารไม้สัก ๒ ชั้น ๑ หลัง ห้องสมุดจตุรมุขกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร อาคารคอนกรีต หอระฆังจตุรมุขสร้างด้วยไม้ ทั้งหลัง อาคารเรียนพระปริยัติธรรมกว้าง ๔๕๐ เมตร ยาว ๒๘.๕๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น มีมุขหน้าและหลัง พระวิหารสร้างด้วยอิฐโบราณแผ่นใหญ่ บูรณะ พ.ศ. ๒๕๒๗ อาคารสำนักงานมูลนิธิการกุศล ๑ หลัง ศาลาบำเพ็ญกุศล ๓ หลัง และณาปนสถานแบบเตาอบ คอนกรีตเสริมเหล็ก

สำหรับปูชนี้ วัตถุมี พระประธานในพระอุโบสถ ขนาดพระเพลากว้าง ๒.๕๐ เมตร สร้างด้วยทองเหลือง มีพระนามเรียกกันว่า "หลวงพ่อศรีสวรรค์"

พระพุทธรูปใหญ่ ๒ องค์ ในพระวิหาร เรียก "พระผู้ให้อภัย" พระพุทธรูปอีก ๒ องค์ในพระวิหาร พระพุทธรูปเนื้อ สัมฤทธิ์สมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย อยู่ที่กุฎิเจ้าอาวาสจำนวน ๔ องค์ พระเจดีย์เก่าอยู่ด้านหน้า พระอุโบสถ องค์ พระปรางค์ซึ่งปรักหักพังมีเพียงซากและรากฐานปรากฏอยู่

วัดนครสวรรค์ เดิมมีนามว่า "วัดหัวเมือง" เพราะตั้งอยู่ตอนต้นของตัวเมืองก่อนจะ เข้าถึงตัวเมืองจะต้องผ่านวัดนี้ก่อน สร้างขึ้นในราว พ.ศ. ๑๙๗๒ โดยประมาณ เดิมหน้าวัด อยู่ทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นโพธิ์และพระปรางค์มองเห็นเด่นชัดสำหรับผู้สัญจรทางน้ำ ต่อมา สายน้ำได้เปลี่ยนทิศทางห่างออกไปจากวัดประมาณ ๑๐๐ เมตร เป็นวัดที่ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมามาแต่เดิม ประมาณ พ.ศ. ๑๙๗๒

ทางราชการได้ไปใช้สถานที่วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (มีศิลาจารึกเป็น หลักฐาน) เป็นที่พำนักอยู่จำพรรษาของเจ้าก็จังหวัด เป็นสถานที่สอบธรรมและบาลีสนาม หลวงตลอดมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๓ ชาวบ้านได้พบบ้างเผือก ๑ เชือก ที่เมืองนครสวรรค์ ได้ประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดนี้ แล้วนำถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองลพบุรี ซึ่งได้ พระราชทานนามว่า "เจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์" จึงนับว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่ โบราณกาล

ในปี พ.ศ. ๒๔ เพราะบาทสมเด็จพระอุลจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จ ชลมารค มาทรงเททองหล่อพระพุทธชินราชจำลอง ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้เสด็จมาทรงเยี่ยม และเห็นความสำคัญของวัดนี้ จึงได้ทรงโปรดให้ย้ายพระครูสวรรค์วิถีวิสุทธิอุตตมคณาจารย์สังฆ- ปาโมกข์ (หลวงพ่อครุฑ) เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ จากวัดเขา (วัดจอมท์รีนาคพรต) มา จำนักอยู่ประจำที่วัดนี้ ในการย้ายของหลวงพ่อกรุฑนั้นทางราชการและประชาชนได้ร่วมจัดเป็น การใหญ่มาก มีขบวนแห่แบบเวสสันดร จำนวน ๑๓ ขบวน พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ ผู้บัญชาการทหารสมัยนั้นจัดขบวนส่งท่านด้วย

พ.ศ. ๒๔๕๔ สมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวงและสมเด็จพระมาตุจฉา เสด็จประพาส มณฑลภาคเหนือ ได้เสด็จมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันพระราชสมภพและวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พร้อมด้วยเจ้านายอีกหลายพระองค์ ได้ทรงบริจาคพระราช ทรัพย์เพื่อปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ด้วย

พ.ศ. ๒๕๕๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ได้ทรงแวะเยี่ยมหลวงพ่อครุฑที่วัดนี้ด้วย ในฐานะทรงคุ้นเคยเป็นการส่วนพระองค์มาก่อน และในปีต่อมาได้เสด็จมาในงานสามหลวงพ่อครุฑอีกครั้งหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๘ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับเป็นทุนสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบัน ซึ่งได้ครอบหลังเดิมไว้พร้อมกับได้พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์เป็นโลหะทองแดงขนาดใหญ่ไว้เป็นอนุสรณ์ในพระอุโบสถด้วย

วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕ สมเด็จพระภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพรรณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ประทานผ้าพระกฐินมาทอดถวายที่วัดนี้

สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เสด็จมาประทับแรมที่วัดนี้ ๒ ครั้ง คือ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓

ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้มีนายเสน่ห์ วัฒนาธร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เสนอเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อสถาปนาวัดนครสวรรค์เป็นพระอารามหลวง ความทราบพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร.๐๒๔/๗๔๔๖ ลงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. ๕๒๘ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘ วัดนครสวรรค์จึงได้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. ๕๒๘ เป็นต้นมา

เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตลอดมาทุกปี ทั้งแผนกธรรมและบาลี ที่เป็นปีแผ่นมั่นคงมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ นอกจากนี้ยังได้เปิดสอนแผนกสามัญในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นที่ตั้งโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ที่ทำการของพุทธสมาคมมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ และศูนย์บริการประชาชนของตำรวจ ซึ่งทางวัดได้ให้การอนุเคราะห์ด้วยดีตลอดมา

สำหรับพระภิกษุอยู่จำพรรษาที่วัดนี้ปีละประมาณ ๐ รูป สามเณร x รูป เจ้าอาวาสที่ทราบนามมี ๗ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอาจารย์เคลือบ พ.ศ. ๒๔๒-๒๔๔๓ รูปที่ ๒ พระครูสวรรค์วิถีวิสุทธิอุตตคณาจารย์สังฆปาโมกข์ (ครุฑ) พ.ศ. ๒๔๕๖ รูปที่ ๓ พระครูเขมวิถีสังฆปาโมกข์ (สด) พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๔๖๒

รูปที่ ๖ พระใบฎีกาอั่น พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๗๑

รูปที่ 2 พระครูนิกาสธรรมคุณ (บุญเกิด จนุทสาโร ป.ธ.) พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๐๘ รูปที่ 3 พระเทพสิทธินายก (ห้อง ชาตสิริ ป.ธ. 5) ดูแลปกครองวัดแทนเจ้าอาวาสในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๖๖ รูปที่ ๘ พระสิทธิธรรมเวที (ประสิทธิ์ มิตุตธมฺโม ป.ธ. 6) ปกครองระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙-๒๕๐๘ และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นมา.