วัดสะแก

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดสะแก เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ริมถนนราชดำเนินและ ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสิมา ครั้งหลังวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เขตวิสังคมสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๕๒๕

เขตที่ตั้งและอุปการะของวัด

ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อกับหมู่บ้านวัดสะแก และถนนซอยวัดสะแก ทิศใต้ติดต่อกับถนนสุรนารี ซึ่งเป็นด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูเข้าวัด ๓ ซุ้ม ทิศตะวันออกติดต่อกับอาคารห้องแถวและมีซอยวัดสะแก ซึ่งแยกมาจากถนนราชดำเนิน ทิศตะวันตกติดต่อกับอาคารศาลเจ้าถนนและวัดม่วง

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบสูงอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก บริเวณโดยรอบวัดมี อาคารร้านค้า ถนนหนทางเจริญรุ่งเรื่องมาก ขอบเขตวัดได้ก่อกำแพงคอนกรีตโดยรอบเป็น สัดส่วน ภายในบริเวณวัดก็ได้จัดสร้างอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นอย่างเป็นระเบียบตามแผน พัฒนาวัด สมเป็นพระอารามหลวง

ความเป็นมา

วัดสะแก สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่สมัยอยุธยาประมาณ พ.ศ. ๒๒๓๐ ไม่ปรากฏ หลักฐานเกี่ยวกับผู้สร้าง เข้าใจว่าประชาชนร่วมใจกันจัดสร้างขึ้นมา เป็นวัดที่ได้รับการพัฒนา ให้เจริญรุ่งเรืองมากวัดหนึ่ง ตั้งอยู่นอกเขตรักษาเมือง มีถนนราชดำเนินและถนนสุรนารายณ์เป็น ทางคมนาคมติดต่อสะดวกสบาย เกี่ยวกับนามวัดไม่ทราบความหมายแน่ชัด สันนิษฐานว่า คงจะเรียกกันมาตามสภาพภูมิประเทศที่ตั้งวัด ซึ่งแต่เดิมนั้นบริเวณแถวนี้เป็นที่ราบสูง มีป่าไม้ นานาชนิดโดยเฉพาะต้นสะแกคงจะมีอยู่มาก เมื่อทางราชการได้ย้ายตัวเมืองมาสร้างขึ้นใหม่ ณ บริเวณแถวนี้ ทำให้มีความเจริญมากขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อมเดิมได้เปลี่ยนแปลงไป คงเหลือ ทั้งไว้แต่ชื่อเสียงเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ได้รู้เห็นกันตราบเท่าทุกวันนี้

เมืองนครราชสีมา นิยมเรียกกันเป็นที่รู้จักดีว่า "โคราช" แต่เดิมนั้นตั้งอยู่ห่างออกไป ทางทิศตะวันตกของที่ตั้งเมืองปัจจุบันประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ในท้องที่ของอำเภอสูงเนิน และ เป็น ๒ เมือง คือ เมืองเสมา และเมืองโคราชหรือโครามะปุระ ต่อมาสมัยที่สมเด็จพระนารายณ์ มหาราชเรื่องอำนาจอยู่นั้น ได้ย้ายเมืองทั้งสองมาจัดสร้างขึ้นใหม่เป็นเมืองเดียวกันขนานนามว่า "นครราชสีมา" เพื่อให้มีความหมายสอดคล้องกับนามเดิมว่า "โคราช" และคำว่า "เสมา" แต่ยังมีคนนิยมเรียกกันว่า "โคราช" อยู่ในปัจจุบัน ส่วนคำว่า "เสมา" ไม่นิยมเรียกกัน

เมื่อตัวเมืองนครราชสีมาได้จัดตั้งขึ้นมาแล้ว วัดสะแกได้ตั้งอยู่นอกเขตของกำแพงเมือง และได้กลายเป็นสถานที่ทำการฌาปนกิจศพสืบต่อมา เพราะในตัวเมืองไม่มีการเผาศพมาก่อน เมื่อมีคนถึงแก่กรรมจะต้องนำออกนอกตัวเมืองทางประตูชัยทางทิศใต้ ซึ่งเรียกกันว่า "ประตูผี" มาจนทุกวันนี้ ทางราชการได้เคยใช้สถานที่วัดนี้เป็นที่พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตเพื่อชาติ หลายครั้ง สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบ พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งหนึ่งด้วย

วัดสะแก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้รับพระราชทาน ครั้งหลังวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เขตวิสุงกามส์มากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร

เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราช- กุมาร ได้เสด็จมาทรงตัดลูกนิมิตที่วัดนี้ด้วย

วัดสะแก ได้รับพระบรมราชานุญาตให้สถาปนาเป็นพระอารามหลวง ตามหนังสือ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร ๐๒๐๕/๑๕๕๗๗ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ กระทรวง ศึกษาธิการประกาศลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

ทรัพย์สิน

มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา

อาคารเสนาสนะมีพระอุโบสถกว้าง ๔๓ เมตร ยาว ๔๘ เมตร โครงสร้างคอนกรีต เสริมเหล็ก ทรงจตุรมุขยอดปราสาท ๘ ชั้น มีกำแพงแก้วโดยรอบ ด้านหน้าพระอุโบสถมี ศาลาราย ๒ หลัง ด้านทิศเหนือและตะวันตกมีวิหารคด

ศาลาการเปรียญทรงไทยประยุกต์ เป็นอาคารคอนกรีต ๓ ชั้น ชั้น ๑ ให้เป็นที่พัก อาคันตุกะ ชั้น ๒ ใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีต่าง ๆ ชั้น ๓ ใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม

กุฏิ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารคอนกรีต ๓ ชั้น และ ๒ ชั้นครึ่ง

นอกจากนี้มีหอระบัง พระวิหาร ศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๕ หลัง และณาปนสถาน

สำหรับปูชนียวัตถุมีพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ได้ประทาน พระนามว่า "พระพุทธรัตนโกสินทร์ชินราช" เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ ได้จัดเป็นสำนักศาสนศึกษา สอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ทั้งแผนกธรรม และบาลี มีพระภิกษุสามเณรที่ผ่านการศึกษาจากสำนักเรียนนี้ปีละหลายรูป นอกจากได้จัด การสอนในวัดแล้วยังได้สนับสนุนจัดส่งไปศึกษายังสำนักอื่นในกรุงเทพมหานครด้วย ในด้านสาธารณะ ทางวัดได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ตามโอกาสอันควรตลอดมา ทางราชการ และคณะสงฆ์ได้ใช้เป็นสถานที่ประชุม อบรม ทำการเผยแพร่ศีลธรรม จริยธรรม และได้จัด พิธีกรรมทางศาสนาในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นประจำ โดยมีพุทธศาสนิกชนมาร่วม บำเพ็ญกุศลในพิธีต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือสังคมในหลาย ๆ ด้านตาม สมควรตลอดมา

การบริหารและการปกครอง นอกจากจะมีเจ้าอาวาส

ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารและการปกครองโดยตรง แล้ว ยังจัดให้มี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ทำหน้าที่ช่วยเหลือในด้านการบริหารและการปกครอง ตามที่ได้รับ มอบหมายจากเจ้าอาวาส เจ้าคณะ หรือหัวหน้าคณะ ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรในคณะของตน โดยรับ นโยบายมาจากเจ้าอาวาส ครู หรือพระอาจารย์สอนพระปริยัติธรรม รับสนองงานด้านการศึกษา โดยมีครู ผู้อาวุโสเป็นผู้นำวางแผนการศึกษาและดำเนินการสอน ตามแผนการศึกษาของคณะสงฆ์ คณะกรรมการวัด รับสนองงานในด้านการกำหนดนโยบาย ในด้านการสาธารณะ จัดผลประโยชน์และการบริหารงานทั่วไป ตามที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาส ทั้งหมดนี้ได้มีระเบียบวิธีปฏิบัติเป็นไปตามพระธรรมวินัย กฎ ระเบียบ คำสั่งและ ขนบธรรมเนียมของทางคณะสงฆ์ทุกประการ สำหรับพระภิกษุอยู่จำพรรษาที่วัดนี้ปีละไม่ต่ำกว่า ๔๐ รูป เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบในระยะหลังมี ๓ รูป คือ

๑. พระอธิการคง

๒. พระอธิการโม้ องุคปญฺโณ

๓. พระครูสริธรรมาทร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา และได้ดำรง ตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองนครราชสีมาอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย.