วัดม่วง
วัดม่วง ตั้งอยู่เลขที่ ๔๖ บ้านบางกะบี หมู่ที่ ๔ ตำบลอินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๔๐ ตารางวา ส.ค. ๑ เลขที่ ๐๖ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๑๑.๕๐ เมตร ติดต่อกับทางเดินเข้าสู่หมู่บ้าน ทิศใต้ยาว ๑๑.๕๐ เมตร ติดต่อกับลำคลองและทางเดิน ทิศตะวันออกยาว ๑.๗๐ เมตร ติดต่อกับถนนชนบท ทิศตะวันตกยาว ๖๕๗๐ เมตร ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีที่ธรณีสงฆ์ ๗ แปลง เนื้อที่ ๑๑๘ ไร่ • งาน ๖๕ ตารางวา โฉนดและ ส.ค. ๑ เลขที่ ๘๘๑๖, ๘๘๖๑, ๕๒๗, ๕๕๒, ๖๘, ๑๒๑๘๗, ๑๐๕ อยู่ท้องที่ตำบลอินทร์บุรี ๒ แปลง ตำบลน้ำตาล ๓ แปลง ตำบลช่องแคและตำบลสร้อยทอง อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ๒ แปลง
เห็นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๓ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๑ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่หน้าบันอุโบสถมีพระนามาภิไธยย่อ "ส.ก." ประดิษฐานอยู่ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๒.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นอาคารไม้เสาคอนกรีต หอสวดมนต์กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๒.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๑ กุฎิสงฆ์ จำนวน 6 หลัง เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น และมีวิหาร ๑ หลัง ที่ฝาผนังภายในมีภาพพุทธประวัติทศชาติ และนรกสวรรค์ สำหรับวัตถุมีพระประธานในอุโบสถ พระประธานในวิหารและมีเจดีย์ ๑ องค์ ฐานกว้างด้านละประมาณ ๕ วา สูงประมาณ ๑๕ วา ชาวบ้านเล่าต่อ ๆ กันมาว่า เจดีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อล้างบาป
วัดม่วงสร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมมีต้นมะม่วงใหญ่ ๆ อยู่มาก ชาวบ้านจึงเรียกตามสภาพท้องที่ตั้งวัด ชาวบ้านแถวนี้ส่วนมากมีถิ่นฐานอยู่ที่เวียงจันทน์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เขตวิสุงคามกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๐ เมตร มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๑๒ รูป สามเณร ๖ รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๕๐๐ เป็นต้นมา
ในสมัยรับกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้เคยเสด็จมาและได้ประทับเสวยพระกระยาหารที่บนศาลา การเสด็จมาครั้งนั้นได้เสด็จโดยทางน้ำ
ในการสร้างอุโบสถเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์เพื่อเป็นมิ่งมงคลแก่วัด
ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาทรงเปิดพระนามาภิไธยย่อ "ส.ก." ที่ได้โปรดพระราชทานแก่วัด นำประดิษฐานไว้ที่หน้าบันอุโบสถ นับว่าเป็นเกียรติแก่วัดอย่างสูงยิ่งหาที่สุดมิได้
เจ้าอาวาส ๒ รูป สุดท้าย คือ รูปที่ ๑ พระครูอินทร์วุฒาจารย์ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๐ รูปที่ ๒ พระครูวินัยธรศุกชัย ดำรงตำแหน่งสืบต่อมา.