วัดท่าหลวง

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดท่าหลวง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร ถนนบุษบา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่ ๔

เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๓ งาน ๑๗.๔๐ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพิจิตร ทิศใต้ติดต่อกับที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขและบ้านพัก ของพนักงานไปรษณีย์ ทิศตะวันออกติดต่อกับแม่น้ำน่าน ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนศรีมาลา ตรงข้ามเป็นที่ว่าการอำเภอเมืองพิจิตร เรือนจำและสถานีตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบอยู่ริมแม่น้ำน่านทางฝั่งตะวันตก อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดพิจิตร มาทางใต้ประมาณ ๑ กิโลเมตร มีสถานที่ราชการตั้งอยู่ใกล้เคียงหลายส่วนราชการ เช่น ที่ว่าการ อำเภอ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข สถานีตำรวจภูธร สำนักงานการประถมศึกษา และเรือนจำ ที่ดินตั้งวัดมีถนนบุษบาตัดผ่านแบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองส่วน

เป็นเขตพุทธาวาสอยู่ริม แม่น้ำน่าน และเขตสังฆาวาสอยู่ทางด้านถนนศรีมาลา มีกำแพงวัดล้อมรอบเป็นขอบเขต ที่แน่นอนภายในบริเวณวัดได้จัดสร้างอาคารเสนาสนะไว้เป็นสัดส่วน มีต้นไม้ประดับให้ความ ร่มรื่นและสวยงามตามสมควรสำหรับผู้มาสู่วัดนี้

ความเป็นมา วัดท่าหลวง ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่าคงจะสร้างขึ้นในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลายถึงช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

อดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นามวัดได้ บ่งบอกถึงความสำคัญที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เจ้าเมือง หรือพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้เคย เสด็จผ่านมา และเสด็จขึ้นทรงแวะพักผ่อนหรือประกอบพิธีมาก่อน เดิมได้เรียกเป็นชื่อบ้าน ตำบลและอำเภอท่าหลวง ได้เปลี่ยนมาเป็นอำเภอเมืองพิจิตรในสมัยรัชกาลที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๘๑ นามวัดท่าหลวงจึงเป็นนามตามชื่อบ้านที่มีความหมายในอดีต แต่เดิมนั้นมีบางท่านได้เรียกว่า "วัดราษฎร์ประดิษฐาราม" หมายถึงวัดที่ราษฎรสร้างและมีอีกนามหนึ่งเรียกว่า "วัดราชดิฐาราม" ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า "วัดท่าหลวง" คือ วัดท่าน้ำสำหรับในหลวง

เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๘

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๓ ปรากฏว่า วัดท่าหลวงได้มีอยู่แล้วในฐานะเป็นสำนักสงฆ์ ตั้งอยู่ในป่าพงละเมาะไม้และอยู่ในเขตของหมู่บ้านท่าหลวง ซึ่งขณะนั้นตัวเมืองพิจิตรยังตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ กิโลเมตร ได้ย้ายมาตั้งขึ้น ณ ที่ตั้งปัจจุบันในสมัยรัชกาลที่ ครั้นเวลาผ่านมาวัดได้เลยถูกไฟไหม้กุฎิซึ่งลุกลามมาจากป่าพงใกล้บริเวณวัดได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุงตามลำดับ

พ.ศ. ๒๔๒ พระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) เจ้าเมืองพิจิตร รับคำสั่งจากเจ้าพระยาศรีสุริยศักดิ์ ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลพิษณุโลกว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ มีพระราชประสงค์จะได้พระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงาม ไปประดิษฐานไว้ที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ที่พระองค์ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้น โดยจะอัญเชิญเอาพระพุทธชินราชจากจังหวัดพิษณุโลกไป แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปที่วัดนครชุม เมืองพิจิตรเก่า ปัจจุบันคือ หลวงพ่อเพชร อยู่ที่วัดท่าหลวงไปแทนพระพุทธชินราช

จึงได้เตรียมการเพื่อที่จะน้อมเกล้า ฯ ถวาย แต่ประชาชนเมืองพิษณุโลกก็ดี ต่างก็รักและมีความหวงแหนเสียดายพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของตน เกิดความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก ความได้ทราบถึงพระละอองธุลีพระบาท จึงโปรดให้ระงับการนำพระพุทธชินราชมากรุงเทพฯ โดยได้หล่อพระพุทธชินราชจำลองขึ้นประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรแทน สำหรับหลวงพ่อเพชรจึงประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าหลวง โดยมีอยู่ที่วัดนครชุม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ (วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ร.ศ. ๑๐)

สมเด็จเจ้าผ้ากรมพระยา บริศรานุวติวงศ์ ได้เสด็จมาทรงนมัสการและได้ตรัสชมหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง ว่า เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ มีลักษณะงดงามเป็นที่เคารพนับถือของชาวพิจิตรมาก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้มีพระยาพิชัชณรงค์สงคราม (ดิษ) เจ้าเมืองพิจิตร (เผื่อน) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้เสด็จมาที่วัดนี้ ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ทรงเบิกโรงเรียนปริยัติธรรม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ได้เสด็จมาที่วัดนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ วัดท่าหลวง นับว่าเป็นวัดประจำเมืองที่สำคัญทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมทั้ง แผนกธรรมและบาลี เป็นที่ตั้งหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล เป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน เป็นที่ตั้งสำนักงานของเจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด และรองเจ้าคณะภาค ๔ ทางราชการและ คณะสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดมา จนได้รับการยกย่องให้เป็น วัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษามากปีละกว่า ๖๐ รูป สามเณรกว่า ๒๐ รูปตลอดมา จึงได้รับเกียรติให้สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ นับ ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ตามประกาศลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๓ งาน ๑๗.๔ ตารางวา มีโฉนดที่ดินเลขที่ ๔๗๐ และ ๔๗๑ นอกจากนี้ยังมีที่ธรณีสงฆ์ ๒ แปลง เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๒ งาน ๔๒ ตารางวา ตามโฉนดตราจองและ น.ส. เลขที่ ๒๒๒๖, ๒๑๕ อยู่ท้องที่ตำบลในเมืองและตำบลหนองปลาไหลแห่งละแปลง กำแพงแก้วโดยรอบ

ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๔๓.๕๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตยกพื้นสูง เครื่องบนเป็นไม้สักและไม้เนื้อแข็ง

อาคารเรียนพระปริยัติธรรม "ทีมทัสสีมุนีวงศ์" เป็นอาคาร ๒ ชั้น โครงสร้างคอนกรีต เสริมเหล็ก เครื่องบนเป็นไม้ทั้งหมด ออกมุขกลาง ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๖ เมตร

กุฎิเจ้าอาวาส เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๕ เมตร นอกจากนี้มีกุฎิสงฆ์จำนวน ๒๑ หลัง กุฎิวิปัสสนา ๒๔ หลัง กุฎิอดีตเจ้าคณะจังหวัด ๑ หลัง กุฎิเป็นที่พยาบาลผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอีก ๑ หลัง

ศาลาตักบาตร ศาลาประชุมฟังธรรมและอบรมวิปัสสนารวม ๒ หลัง ศาลาธรรมสังเวช หอฉัน หอระฆัง และฌาปนสถาน

ปูชนียวัตถุที่สำคัญมี หลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริดปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร พระเกศบัวตูม ขนาดพระเพลากว้าง ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๓ นิ้ว ศิลปะสมัยเชียงแสนรุ่นแรก สร้างขึ้นในราว พ.ศ. ๑๖๖๐-๑๘๐๐

นอกจากนี้มี หลวงพ่อพัฒน์ มีลักษณะที่งดงามอีกองค์หนึ่ง ศิลปะสมัยสุโขทัย ปาง มารวิชัย หลวงพ่อธรรมจักร ประทับยืน หลวงพ่อเพชรจำลองอยู่ที่ศาลาการเปรียญ พระมหา กัจจายนะและพระอัครสาวก

รูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองของอดีตเจ้าอาวาสคือ พระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (เอี่ยม) พระครูศีลธรรรักษ์ (ย้ม ทัดเที่ยง) และพระทีมทัสสีมุนีวงศ์ (๑๐)

พระเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม บรรจุอัฐอดีตเจ้าอาวาส ขนาดฐานกว้างด้านละ ๔.๖๐ เมตร สูง ๑๑ เมตรเศษ

ซุ้มเรือนแก้วจำลองสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล มีภาพแสดงถึงการประสูติ ตรัสรู้ แสดง ปฐมเทศนาและปรินิพพาน

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดท่าหลวง ได้จัดการศึกษาภายในวัดมีทั้งแผนกธรรม บาลี และการสอนวิปัสสนากรรมฐานอีกด้วย โดยได้เปิดสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นมา มีนักธรรมปีละประมาณ ๕๐ รูป นักเรียนบาลีประมาณกว่า ๒๐ รูป มีผู้ศรัทธาถือบวชเป็นเนกขัมมานารเข้าปฏิบัติธรรม ปีละประมาณกว่า ๒๐๐ คน นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการศึกษาของทางราชการ ซึ่งได้ให้การอนุเคราะห์และอุปการะโรงเรียนดรุณศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้การรับรองวิทยฐานะที่ตั้งอยู่ในวัดนี้ด้วย เกี่ยวกับกิจกรรมทางศาสนาแล้วได้สนับสนุนกิจกรรมและกิจการต่าง ๆ ทางสังคมหลายประการ โดยการใช้ส่วนราชการและประชาชนได้ใช้อาคารและสถานที่วัดเพื่อจัดกิจกรรมและกิจการนั้น ๆ ด้วยดีตลอดมา

การบริหารและการปกครอง

วัดท่าหลวง ได้จัดบริหารและปกครองวัดตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส เป็นไปตามพระธรรมวินัยและระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสที่ปกครองวัดเท่าที่ทราบมี ๔ รูป คือ ๑. พระธรรมทัสสมุนวงศ์ (เอี่ยม) ถึง พ.ศ. ๖ ๒. พระครูศีลธรรา รักษ์ (ยิ้ม ทัดเที่ยง) พ.ศ. ๒๕๖-๒๔๗๒ ๓. พระทีมทัสสมุนิวงศ์ (ไป ญาณโล, ป.ธ. ๔) พ.ศ. ๒๔๗๒-๕๑๗ ๔. พระกรรมทันต์ หมาปริปุญโม) ตำรันทานกาล