วัดอัมพวัน
วัดอัมพวัน ตั้งอยู่เลขที่ ๕๓ บ้านอัมพวัน ถนนเอเชีย กม. ๑๓๐ หมู่ที่ ๔ ตำบล มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ติดต่อกับที่ดินเลขที่๑๔๗ มีทางสาธารณะเป็นขอบเขต ทิศใต้ยาว ๒๕๕ เมตร ติดต่อกับที่ดิน เลขที่ ๑๔๕ มีทางสาธารณะเป็นแนวเขตกั้น ทิศตะวันออกยาว ๑๘๕ เมตร ติดต่อกับทาง สาธารณะ ทิศตะวันตกยาว๑๒ เมตร ติดต่อกับที่ดินเลขที่๑๔๗ และทางสาธารณะ มีที่ ธรณีสงฆ์ ๓ แปลง เนื้อที่๓๑ ไร่๑ งาน ๒๖ ตารางวา โฉนด เลขที่๔๗,๔๓๐,๔๘๐๑ อยู่ท้องที่ตำบลพรหม ๒ แปลง ตำบลหัวป่า ๑ แปลง
พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทางวัดได้จัดถนนคันคูป้องกันน้ำท่วมโดย รอบมีถนนแยกจากถนนสายเอเชีย กม. ๑๓๐ เข้าถึงวัด การคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะ ต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๒๗ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๓ โครงสร้างคอนกรีต เสริมเหล็กทรงไทยโบราณ ใบเสมาติดฝาผนังอุโบสถไม่มีช่อฟ้าใบระกา สร้างแบบประหยัด ใช้ประโยชน์ได้มาก ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๔.๕๐ เมตร ยาว ๓๓ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๕ เป็นอาคารไม้ หอสวดมนต์กว้าง ๑๑.๕ เมตร ยาว ๒๐.๒๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๕ เป็น อาคาร ๒ ชั้นใช้เป็นหอสวดมนต์ หอฉัน และโรงเรียนปริยัติธรรม กุฎิสงฆ์ จำนวน ๒๖ หลัง เป็นอาคารไม้และครึ่งตึกครึ่งไม้ & หลัง เป็นกุฎิกรรมฐาน ๒๑ หลัง นอกจากนี้มีกุฎิกรรมฐาน สำหรับอุบาสก อุบาสิกา ๑๔ หลัง เป็นอาคารเรือนแถวอีก ๑ แถว ศาลาอเนกประสงค์ใช้ เป็นหอประชุม ศาลาบำเพ็ญกุศล และณาปนสถาน สำหรับปูชนียวัตถุมิ พระประธานใน อุโบสถ มีพระพุทธรูปนาคปรกหิน สมัยลพบุรี ๒ องค์ พระพุทธรูปสมาธิเพชรเกตุดอกบัวตูม สมัยเชียงแสนอีก ๑ องค์
วัดอัมพวัน สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๕ สมัยกรุงศรีอยุธยา หลังจากได้สร้างวัดมั่นคงแล้ว ก็ได้ดำเนินการสร้างอุโบสถขึ้น กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ถึงสมัย ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๗-๒๒๓๑ ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกในอุโบสถ หลังเก่าความว่า "คนจีนได้สร้างอุโบสถครั้งนำเรือกำปั่นทำการค้ากับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองลพบุรี มากลับฝรั่งชาติฮอลันดา สร้างอุโบสถเสร็จแล้วฝรั่งเพื่อนคนจีนได้ขอพระราชทาน พระนาคปรกหินทั้งสององค์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้คนจีนเอาไปไว้ในอุโบสถ" และ พระพุทธรูปดังกล่าวนี้คงประดิษฐานอยู่ในอุโบสถหลังปัจจุบัน ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ที่บ้านเมืองถูกข้าศึกรุกราน วัดนี้ก็ทรุดโทรมลง ในช่วงหลังจากนั้นมาและได้รับการบูรณะพัฒนา ขึ้นใหม่ แต่เพิ่งจะมาเจริญรุ่งเรื่องมากในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ที่พระครูภาวนา-
วิสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้พัฒนาวัดทุกด้านจนได้รับการยกย่องจากทางราชการให้เป็น วัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานวิสงครามสีมาครั้งหลังวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ เขตวิสงครามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๗๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓
โดยที่วัดอัมพวันเป็นวัดที่อยู่พำนักของเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี ปัจจุบันคือ พระครู ภาวนาวิสุทธิ์ ซึ่งท่านมีปฏิปทาเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส นอกจากท่านจะเป็นนักบริหารแล้วยังเป็น นักปฏิบัติ และนักสอนที่รู้จิตใจคนทุกเพศทุกวัยและทุกชั้นวรรณะ ในรอบปีหนึ่ง ๆ ได้ดำเนิน การจัดอบรมสอนการปฏิบัติกรรมฐาน บรรยายธรรม และวิชาอื่น ๆ ปีละจำนวนมาก วัดอัมพวัน จึงเป็นที่รู้จักดีในหมู่ชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีความกลัดกลุ้มแก้ปัญหาชีวิตไม่ตกต้องมา ที่วัดอัมพวันเป็นจำนวนมาก เพราะที่นี่มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม การผ่อนคลายปฏิบัติกรรมฐานทำจิตใจ ให้คลายกังวลจะได้ผลมากที่สุด เพราะบริเวณสถานที่มีความสงบเงียบเหมาะสมดียิ่ง เกี่ยวกับ นามวัดอัมพวันคงจะหมายถึงบ่ามะม่วง ซึ่งก็ยังมีอยู่บ้างพอเป็นสัญลักษณ์ และเป็นที่ได้อาศัย ร่มเงาให้ความร่มรื่นตามสมควร ในด้านการศึกษาทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๐๐ สำหรับการสอนกรรมฐานได้เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ นอกจากนี้ยังได้อุปการะโรงเรียนประถม ศึกษาของทางราชการตลอดมาอีกด้วย
เจ้าอาวาสที่ทราบมี 10 รูป คือ รูปที่ ๑ พระครูพรหมนครบวรราชมุน พ.ศ. ๒๓๘๒- ๒๓๗ รูปที่ ๒ พระครูปาน พ.ศ. ๒๓๘-๒๔๑๒ รูปที่ ๓ พระอธิการเทศ พ.ศ. ๒๔๑๒- ๒๔๒๘ รูปที่ ๔ พระอธิการเยือน พ.ศ. ๒๒๘-๒๔๒ รูปที่ 5 พระใบฎีกาแย้ม พ.ศ. ๒๔๔-๒๔๕๖ รูปที่ ๖ พระอธิการเลี่ยม พ.ศ. ๒๕-๒๔๕ รูปที่ ๗ พระอธิการสัว พ.ศ. ๒๔๖-๒๔๗๖ รูปที่ ๘ พระอธิการล้วน พ.ศ. ๒๔๗-๒๔๘๐ รูปที่ ๙ พระอธิการหร่ำ เหมโก พ.ศ. ๒๘๑-๒๔ รูปที่ ๑๐ พระครูภาวนาวิสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา.