วัดกุฎิประสิทธิ์

วัดกุฎิประสิทธิ ตั้งอยู่ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนคร-ศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๒ ไร่

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๓ เมตร ยาว ๑๓ เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างขึ้น พ.ศ. ๒๕๑๓ ศาลาการเปรียญกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้างด้วยไม้ กุฎิสงฆ์ จำนวน ๑๑ หลัง เป็นอาคารไม้ นอกจากนี้มีหอสวดมนต์ หอระบัง และศาลาท่าน้ำ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ

วัดกุฎิประสิทธิ์ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐ โดยมีนายแดง นางปุย ได้บริจาคที่ดินให้เป็นที่สร้างวัดเนื้อที่ ๑๓ ไร่ เดิมมีนามว่า "วัดกุฎิเดียว" ได้เปลี่ยนเป็นวัด "วัดกุฎิประสิทธิ์" ในปี พ.ศ. ๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร

เจ้าอาวาสและผู้ปกครองดูแลวัดมี รูป คือ รูปที่ ๑ พระมอญ รูปที่ ๒ พระอั้น รูปที่ ๓ พระอู๊ด รูปที่ ๔ พระอธิการน้อย รูปที่ ๕ พระอธิการม้อง ถึง พ.ศ. ๒๕ รูปที่ ๑ พระอธิการบัว พ.ศ. ๒๔๕-๒๕๘ รูปที่ ๖ พระครูประสิทธิคุณ (ปลีก) ถึง พ.ศ. ๒๕๑๑ รูปที่ ๗ พระอชิกายเชย อุตุตโม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นต้นมา

วัดกุฎิลาย

วัดกุฎิลาย ตั้งอยู่ที่บ้านกุฎิลาย ถนนอยุธยา-อ่างทอง หมู่ที่ ตำบลวัดดูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๓ งาน ๕๐ ตารางวา

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๔ เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๕ เมตร เป็นอาคารไม้ กุฎิสงฆ์ จำนวน ๓ หลัง เป็นอาคาร ๓ หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ หลัง นอกจากนี้ยังมีหอระมัง และฌาปนสถาน สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ

วัดกุฎิลาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐ เดิมที่ตั้งโบสถ์อยู่กลางถนนสายอ่างทอง - อยุธยา เมื่อมีการสร้างถนนนี้ขึ้น ถนนได้ดัดผ่าน อุโบสถพอดี ต่อมาอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ก็ได้ขยายโยกย้ายมาสร้างขึ้นในที่อันเหมาะสม วัด กุฎิลาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังวันที่๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร

เจ้าอาวาสและผู้ปกครองวัดเท่าที่ทราบนามมี รูป คือ รูปที่ ๑ หลวงพ่อฟู รูปที่ ๒ พระนิยม (พระครูสุนทรบุษยธรรม) รูปที่ ๓ พระสมุห์ต่อม อุสุสาหิโก.