วัดจะทิ้งพระ
วัดจะทิ้งพระ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๔ บ้านจะทิ้งพระ ถนนเขาแดง-ระโนด หมู่ที่ ๔ ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 5 ไร่ ๕๕ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๑๐๐ เมตร ติดต่อกับที่ธรณีสงฆ์ของวัด ทิศใต้ยาว ๑๐๐ เมตร ติดต่อกับถนนสาธารณะ ทิศตะวันออกยาว ๑๕๐ เมตร ติดต่อกับทางหลวง แผ่นดินสายเขาแดง-ระโนด ทิศตะวันตกยาว ๑๕๐ เมตร ติดต่อกับที่ธรณีสงฆ์ของวัด มีที่ธรณีสงฆ์ แปลง เนื้อที่ ๖๔ ไร่ ๑ ตารางวา ส.ค. ๑ เลขที่ ๑๘๓, ๑๘๑, ๑๘๒ และ น.ส. ๓ เลขที่ ๕๐, ๕๑
พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบริมฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย อยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอสทิงพระ ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๗๕ โครงสร้างเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นปูอิฐเคลือบลายไทย ผนังก่ออิฐถือปูนขาว ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๘๕ เมตร ยาว ๒๔.๕๗ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๑ โครงสร้างเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐถือปูน กุฎิสงฆ์ จำนวน ๒๐ หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ และครึ่งตึกครึ่งไม้ วิหารพระพุทธไสยาสน์ กว้าง 8.60 เมตร ยาว ๑๔.๔๐ เมตร พระอิศวรทรงช้าง ๓ เคียร ส่วนด้านตะวันตกเป็นรูปพญานาคและสัตว์ต่าง ๆ ภายในเป็นจิตรกรรมเรื่องปฐมสมโพธิ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระพุทธไสยาสน์ปางอนุฏฐานไสยาสน์หรือที่เรียกว่าแบบสีหไสยาสน์ ยาว ๑๔ เมตร มีพระนามว่า "พระเชตุพนพุทธไสยาสน์" ชาวบ้านเรียกว่า "พ่อเฒ่านอน" ทุกปีจะจัดงานสมโภชเป็นประจำในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ในงานนี้ต้องมีมโนห์รา ๒ โรงประชันกัน เรียกว่า "งานแข่งมโนห์ราไหว้พระนอน" นอกจากนี้ยังมี พระเจดีย์ศรีมหาธาตุ สร้างขึ้นพร้อมกับสร้างวัด พ.ศ. ๑๙๘๒ ผู้สร้างคือพระเจ้ากรงทอง เจ้าเมืองพัทลุง (สทิงพระ) พระเจดีย์องค์นี้บรรจุพระมหาธาตุซึ่งพระครูอโนมาทัสสี อัญเชิญมา
จากลังกาลักษณะพระเจดีย์เป็นแบบลังกา ทรงบัวคว่ำ สูง • เส้น ๑ วา ฐานทรงไม้แปดเหลี่ยม รูปทรงกลมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๑ เมตร และมีเจดีย์องค์ขนาดย่อมอีกองค์หนึ่ง เล็กกว่า พระเจดีย์ศรีมหาธาตุครึ่งหนึ่ง
วัดจะทั้งพระ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน เอกศก พ.ศ. ๑๔๘๒ เดิมมีนามว่า "วัดสะทิงพระ" เป็นภาษาเขมรตรงกับภาษาไทยว่า "บึง" หรือ "คลอง" เข้าใจว่าเป็นคำที่เรียกเปลี่ยนกันมา ชาวบ้านมักเรียกว่า "วัดสะทิงพระ" ตามชื่ออำเภอ
ผู้สร้างวัดปรากฏตามพงศาวดารภาคที่ ๑๕ ในหอสมุดแห่งชาติว่า ได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีวิชัยโดยเจ้าเมืองพัทลุงผู้มีนามว่า "พระเจ้ากรงทอง"
สมัยนั้นเมืองพัทลุงตั้งอยู่ที่บ้านจะทั้งพระ ในปัจจุบันอยู่ทางทิศเหนือของวัด ยังมีคูเมืองกันระหว่างวัดกับเมือง เรียกคลองคูเมือง นอกจากได้สร้างวัดขึ้นมาแล้ว พระเจ้ากรงทองยังได้สร้างพระเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ และพระเหตุมหาพุทธไสยาสน์ไว้เป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญอีกด้วย สมัยกรุงศรีอยุธยาพระเจ้า: ผ้่นดิน ได้พระราชทานที่นาให้เป็นที่กัลปนาราชูทิศบำรุงวัดตลอดมาถึง พ.ศ. ๒๘๒ ทางรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาตัดราชูทิศที่กัลปนาหมดจนทุกวันนี้
วัดจะทั้งพระ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๘๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ผูกพัทธสีมา พ.ศ. ๒๔๗๖
เกี่ยวกับการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมตลอดมา แผนกนักธรรมเปิด พ.ศ. ๒๔๖๐ แผนกบาลีเปิด พ.ศ. ๒๔๖๐ แผนกสามัญ เปิด พ.ศ. ๒๕๑๕ มีนักเรียนเป็นจำนวนมากทุกปี
เจ้าอาวาส มี ๖ รูป คือ รูปที่ ๑ พระครูอโนมาทัสสิ รูปที่ ๒ พระครูวินัยธรรม รูปที่ ๓ พระครูสุข ถึง พ.ศ. ๒๔๒๓ รูปที่ ๔ พระครูวิจารณ์ศิลคุณ (ชู) พ.ศ. ๔๒๓-๒๔๒๕ รูปที่ ๕ พระครูพุทธกิจจารักษ์ พ.ศ. ๒๖๙-๒๑ รูปที่ ๖ พระครูประสาทศิลพรตร คำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑ เป็นต้นมา
วัดจะทิ้งพระ มีพระภิกษุจำพรรษา รูป สามเณร ๗๔ รูป ชี ๑ คน ศิษย์วัด ๒๘ คน.