วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ถนนนครปฐมติดริมคลองเปรมประชากร แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือกว้าง เส้น ๑ วา ติดต่อกับถนนศรีอยุธยา ทิศใต้กว้าง ๔ เส้น ๑๓ วา ทิศตะวันออกกว้าง ๕ เส้น ๑๐ วา ติดต่อกับถนนนครปฐมและคลองเปรมประชากร ทิศตะวันตกกว้าง ๕ เส้น ๑๐ วา ติดต่อกับถนนลิขิตและสวนมิสกวัน วัดเบญจมบพิตร ตั้งอยู่ระหว่างสถานที่สำคัญ ๆ คือ พระราชวังดุสิต พระที่นั่งอนันตสมาคม พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เขาดินวนา และทำเนียบรัฐบาล บริเวณวัดมีการกำแพงล้อมรอบและประตูเข้าออกวัดทั้งสี่ด้าน ทิศเหนือมี ๓ ประตู ทิศใต้มี ๒ ประตู ทิศตะวันออกมี ๓ ประตู ทิศตะวันตกมี ๑ ประตู ทุกประตูมีซุ้มและบานประตูเหล็กหล่อเป็นลวดลายโปร่งเหมือนกันหมด ภายในบริเวณวัดทางด้านขวาของพระอุโบสถ มีคลองซึ่งขุดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ เพื่อปรับพื้นให้ราบเรียบและเป็นที่เก็บน้ำใช้อีกด้วย ทั้งสองข้างคลองมีเสาศิลาสอดเหล็กและต้นกะเบาเป็นทิวแถวแบ่งระหว่างเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส
มีสะพานข้ามคลองนี้ ๓ แห่ง
ความเป็นมา
วัดเบญจมบพิตร เดิมเป็นวัดเก่าแก่เล็ก ๆ ชื่อว่า "วัดแหลม" เพราะอยู่ปลายแหลมที่สวนติดต่อกับทุ่งนา และมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "วัดไทรทอง" เพราะมีต้นไทรทองปรากฏอยู่ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๐ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงตั้งกองทัพรับขบถเจ้าอนุวงศ์ที่วัดนี้ หลังจากเสร็จจากการขับไล่เจ้าอนุวงศ์แล้ว ได้มีศรัทธาปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้น โดยร่วมกับพระเจ้าน้องชายเธอและพระเจ้าน้องเธออีก ๔ พระองค์ คือ
๑. กรมพระพิทักษ์เทเวศร์
๒. กรมหลวงกูวเนตรนรินฤทธิ
๓. พระองค์เจ้าหญิงอินทนิล
๔. พระองค์เจ้าหญิงวงศ์
การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ ได้ซ่อมแซมเสนาสนะเดิมของวัดเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นได้ทรงสร้างพระเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์ องค์เรียงรายด้านหน้าวัดด้วย ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร" หมายถึง วัดของเจ้านาย ๕ พระองค์
สมัยรัชกาลที่ ๕ ปี พ.ศ. ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้ทรงสร้าง สวนดุสิต พร้อมกับพระราชวังดุสิตขึ้นในที่ดินตอนเหนือของวัดเบญจบพิตร ทำให้สถานที่สร้าง สวนดุสิตมีบริเวณกินเนื้อที่วัดดุสิตและวัดปากคลองร้าง ประกอบกับวัดเบญจบพิตรกำลังทรุด- โทรม พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะสถาปนาขึ้นให้เป็นวัดใหญ่และให้มีความสวยสง่างามที่สุด จึงทรงสถาปนาวัดเบญจบพิตรขึ้นใหม่โดยการวางศิลาฤกษ์วันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๔๒ โปรดให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เป็นประธานออกแบบวางแผนผัง และควบคุมดำเนินการก่อสร้างวัดใหม่หมด
พร้อมกับได้ขยายอาณาเขตวัดให้กว้างลงไปทางใต้ เป็นการทดแทนผาติกรรมวัดทั้ง ๒ วัด ที่ถูกยุบไปและรวมเป็นเขตพระราชฐานด้วย พร้อมกับ ทรงเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" หมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ตั้งอยู่ใกล้สวนดุสิตอันเป็นพระราชฐาน
วัตถุประสงค์ในการสถาปนาวัดเบญจมบพิตร
๑. เพื่อเป็นอนุสาวรีย์รำลึกถึงพระองค์ ผู้สถาปนาวัดนี้
๒. เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมพระพุทธรูปโบราณแบบและสมัยต่าง ๆ
๓. เพื่อเป็นที่แสดงแบบอย่างการช่างศิลปกรรมและจิตรกรรมยอดเยี่ยมในสมัยนั้น (รัชกาลที่ ๔)
๔. เพื่อเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและวิชาสามัญขั้นสูงสำหรับ พระสงฆ์และเยาวชนทั่วไป
เมื่อโปรดให้ก่อสร้างเสนาสนะ
โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ช่วยกันบริจาคทรัพย์สินสร้างกุฏิภาคต่าง ๆ จำนวน ๓๒ หลัง แล้วจึงโปรดให้นิมนต์พระภิกษุ และสามเณรจำนวน ๑ รูป (ตามบีที่ครองราชย์) จากวัดมหาธาตุมาอยู่ประจำ โดยมีพระเทพมุน (จ่าย ปุณณทัตตมหาเถร) เป็นประธาน และได้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ในปีต่อมาทรงมีพระราช ประสงค์ให้เพิ่มจำนวนพระภิกษุสามเณรเป็นจำนวน ๒ รูป และเพิ่มกุฏิเป็นจำนวน ๒ หลัง
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถถาวร ซึ่งโปรดให้สร้างด้วยหินอ่อนที่สั่ง มาจากประเทศอิตาลี การก่อสร้างดำเนินมาโดยลำดับจนถึง พ.ศ. ๒๕๓ พระบาทสมเด็จพระ- จุลจอมเกล้า ฯ ได้เสด็จสวรรคต แต่การก่อสร้างพระอุโบสถยังไม่แล้วเสร็จ
รัชสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้โปรดให้ดำเนินการต่อมาโดย โปรดให้ยกช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ประดับตกแต่งหินอ่อนฝาผนังและพื้นพร้อมทั้งรัตนบัลลังก์ และโปรดให้ช่างกรมศิลปากรเขียนลายไทยที่ฝาผนังด้วย ครั้นแล้วได้อัญเชิญพระสรีรางคารใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ มาบรรจุไว้ภายใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราชในพระอุโบสถ
ต่อมาบี พ.ศ. ๒๔๘ พระพรหมมุน (สมเด็จพระสังฆราช ปลด) เจ้าอาวาส ได้ ถวายพระพรสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ให้ทรงกำหนดเขียนภาพสกูปเจดีย์สำคัญต่าง ๆ ที่ดูหา (หน้าต่างทีบ) ทั้ง ๔ ช่อง คือ
๑. พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
๒. พระมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี
๓. พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม
๔. พระธาตุหริกุญชัย จังหวัดลำพูน
๕. พระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช
๖. พระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย
๗. พระมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย
๘. พระเจดีย์ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่๒๖ ไร่ ๑ งาน ๖๖ ตารางวา
ถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี
พระอุโบสถ เป็นแบบจตุรมุข ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนทั้งหลัง หลังคาเป็นแบบ
ชั้น มุงด้วยกระเบื้องกาบูสีเหลือง ลักษณะเป็นกาบโค้ง กระเบื้องเชิงชายเทพพนม หน้าบัน ด้านหน้าจำหลักเป็นลายพระนารายณ์ทรงครุฑ ด้านหลังเป็นลายอุณาโลมอยู่ในบุษบก ด้านเหนือ เป็นลายรูปช้างไอยราพตบนหลังบุษบก ด้านใต้เป็นลายรูปจักรรถ ที่ฝาผนังด้านในมีภาพเขียน ลายไทยเทพพนมทรงข้าวบิณฑ์สีเหลืองตลอดถึงเพดาน บนขื่อทั้งหมดมีภาพเขียนลายทองรดน้ำ เพดานประดับดาวกระจาย ๓๒ ดวง ดาวใหญ่ระย้า ๑๑ ดวง โคมไฟระย้าตราเลข ๕ จำนวน ๖ โคม ซุ้มหน้าต่างเป็นเรือนแก้วฐานเท้าสิงห์ บานประตูทั้ง๓ ด้าน จำหลักโลหะภาพนูน ด้านหน้าเป็นภาพมารผจญ ด้านเหนือเป็นภาพเจดีย์จุฬามณ์ ด้านใต้เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลง จากดาวดึงส์ ที่หุ้มมุขด้านตะวันตกมีพระพุทธรูปโบราณเรียกว่า "
'พระธรรมจักร" เป็นพระพุทธ รูปประทับยืนแบบทรงเครื่อง
พระวิหารคด เป็นลักษณะมุขกระสันจากมุขด้านเหนือของพระอุโบสถโอบไปทางตะวัน ตกจดมุขด้านใต้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณต่าง ๆ พื้นหินอ่อนเสากลมหินอ่อนทั้งหมด จำนวน ๖๔ ต้น ช่อพะเนียงใบระกาลงรักบิดทองทิบ หน้าบันจำหลักลวดลายตรากระทรวงจำนวน ๑๐ กระทรวงในรัชสมัยรัชกาลที่ ๒ ด้านหลังมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปศิลา ๔ องค์
พระที่นั่งทรงผนวช เดิมอยู่ที่วัดพุทธรัตนสถานในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เมื่อคราวเสด็จออกผนวชได้ประทับอยู่ ต่อเมื่อได้ทรงสถาปนาวัดเบญจมบพิตร แล้ว โปรดให้ย้ายมาสร้างไว้ที่วัดนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒ เป็นกุฏิหมู่ ๔ หลัง ๒ ชั้น เพื่อ เป็นที่พักของสมเด็จพระวันรัต (จ่าย) เจ้าอาวาสรูปแรก ปัจจุบันกรมศิลปากรได้จัดเป็นส่วน หนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ภายในได้อัญเชิญพระแท่นบรมของรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งทรง ผนวชมาประดิษฐานไว้และมีภาพจิตรกรรมฝ่าผนังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ พระราชจริยาวัตร และ ขนบธรรมเนียมประเพณีในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ มี ๒๐ ภาพ
พระที่นั่งทรงธรรม สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาทรงสร้างโดยเสด็จพระราชกุศลอุทิศแต่ เจ้าข้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ทรงมีพระราชประสงค์ใช้เป็นที่ประทับทรงศีลในวันอุโบสถศีล
พระวิหารสมเด็จ ส.ผ. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี (ส.ผ.) โปรดให้สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ เพื่อใช้เป็นหอพระธรรมมีชื่อว่า "หอสมุดพุทธศาสนาสังคหะ" ปัจจุบัน เป็นที่ประทับประดิษฐานพระพุทธนรสิห์จำลอง พระเจ้าพระฝาง และพระพุทธรูปโบราณต่าง ๆ
ศาลาหน้าพระอุโบสถ จำนวน ๒ หลังเป็นศาลาจตุรมุข สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒
ศาลาสี่สมเด็จ เป็นแบบจตุรมุขหน้าบันจำหลักลายและตราต่าง ๆ ทั้ง ๔ ด้านสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ด้วยทุนทรัพย์ของสมเด็จ ๔ พระองค์ คือ
๑. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ จำหลักตรา "พระเกี้ยว" ที่หน้าบันทิศเหนือ
๒. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าห้าจันทรมณฑลโสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์ จำหลักตรา "จันทร์มณฑล" ที่หน้าบันทิศตะวันออก
๓. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจัตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์จำหลักตรา "จักร" ที่หน้าบันทิศใต้
๔. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสิตสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จำหลักตรา "สุริโยทัย" ที่หน้าบันทิศตะวันตก
ศาลานี้ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายเป็นที่พักผ่อนของพระภิกษุสามเณร ปัจจุบันใช้เป็น หอกลองเพลและกลองยาว
ศาลาบัณณารศภาค สร้างเมื่อ พ.ศ. ๔๔ เพื่อใช้เป็นโรงฉัน ด้วยทุนทรัพย์ของ พระบรมวงศานุวงศ์รวม ๑๕ ส่วน ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณส่วนหนึ่ง และ เป็นที่บำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ
ศาลาเบญจพิศภาค สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ ด้วยทุนทรัพย์ของพระบรมวงศานุวงศ์ รวม ๒๕ ส่วน เพื่อใช้เป็นโรงงานและเก็บของ ปัจจุบันเป็นที่เก็บวัสดุสังฆภัณฑ์
ศาลาอุรุพงษ์ เป็นแบบจตุรมุขหลังเล็กอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เพื่อเป็นที่เก็บพระอัฐิของพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์ และพระอัฐิของเจ้าจอมมารดาเลื่อน ในรัชกาลที่ ๕
ศาลาร้อยบีบียมหาราชอนุสรณ์ เป็นอาคารชั้นเดียวสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ในอภิลักขิตสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เสด็จเสวยราชสมบัติครบรอบ ๑ ปี ที่มุขด้านหน้า ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระบียมหาราชเจ้าขนาดสูง ๓ เมตร ปัจจุบันใช้เป็นที่ประกอบ พิธีกรรมและบำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ
ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ เป็นศาลาอเนกประสงค์ อาคาร ๕ ชั้น ประกอบด้วยห้อง ประชุม ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องสมาธิ ห้องสำนักงานต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดบ้ายศาลาเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒่๒๔
ศาลาน้ำเจ้าคุณจอมมารดาสำลี เป็นศาลาตรีมุข พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ทรงบริจาค ทรัพย์สร้างอุทิศส่วนกุศลแด่เจ้าคุณจอมมารดาสำลี
ศาลาน้ำท้าววรจันทร์ เป็นศาลาตรีมุข สร้างด้วยทุนทรัพย์ของท้าววรจันทร์ บรมธรรมมิก ภักดี พร้อมด้วยหม่อมเจ้าธาน์นิวติ (กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร)
สะพานข้ามคลองกั้นระหว่างเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส มี ๓ แห่งสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ คือสะพานพระรูป ด้วยทุนทรัพย์จากการจำหน่ายพระบรมรูปจำหลักในทองแดง กาไหล่ทอง สะพานถ้วย ทุนทรัพย์จากการจำหน่ายถ้วยชาสีลายทอง สะพานงา ทุนทรัพย์จากการจำหน่ายงาช้าง
โรงเรียนเบญจมบพิตร สอนวิชาสามัญ เปิดสอนเมื่อวันที่ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ปัจจุบัน สังกัดกรมสามัญศึกษา จัดการศึกษาให้นักเรียนตั้งแต่ชั้น ม.ศ. ๑-๕ (ตามแผนเดิม) หรือ ม.๑-๖ (ตามแผนใหม่)
หอสมุด ป. ภิตติวัน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๘ เดิมที่จัดเป็นหอสมุดประจำวัด เป็น ที่รับรองพระสงฆ์จากต่างประเทศ เป็นที่ตั้งสมาคมเบญจมบพิตร สมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเบญจมบพิตร ปัจจุบันห้องสมุดนั้นได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ
พิพิธภัณฑ์พระอนุสรณ์ อ.ป.ก. เป็นตึก ๒ ชั้น รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างถวายเป็นที่รับรองพระสงฆ์ที่มาจากต่างประเทศ เมื่อคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษเดิมชื่อ "อาคันตุกาศรม"
ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมเครื่องอัฐบริขารและของใช้ต่าง ๆ ของ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) เจ้าอาวาสองค์ที่
หอระฆังบวรวงศ์ เป็นหอสูงมีมุข ๒ ด้าน ประดับด้วยแผ่นหินอ่อน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ด้วยทุนทรัพย์ของพระวงศ์ที่นับเนื่องในพระราชวังบวร หน้าบันทั้ง ๒ ด้าน ให้ จำหลักตราพระราชลัญจกร "พระนารายณ์ทรงปืน" อันเป็นตราประจำในพระบาทสมเด็จพระปิ่น- เกล้า ฯ และตราพระราชลัญจกร "พระลักษณ์หรือพระอรชุนทรงหนุมาน" ของสมเด็จพระมหา อุปราช ส่วนระฆังนำมาจากวัดบวรสถานสุทธาวาส ในพระราชวังบวรสถานมงคล
กุฏิสมเด็จ เป็นกุฏิพิเศษ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ เชื่อมต่อจากวิหารสมเด็จ ส.ผ. เพื่อเป็นที่พำนักของสมเด็จพระวันรัต (ทิต อุทัยมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ผู้มาดูแล จัดการวัดระยะเริ่มแรก
กุฏิภาคต่าง ๆ เป็นที่พำนักของพระภิกษุสามเร
ได้สร้างไว้เป็นแถวมีหมายเลขประจำ ปัจจุบันมีถึงหมายเลข ๔๕
ปูชนียวัตถุต่าง ๆ มิ พระพุทธชินราช เป็นพระนั่งสมาธิราบ ปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย จำลองจากองค์จริง ที่จังหวัดพิษณุโลก หน้าตัก * ศอกเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ โปรดให้หล่อเมื่อ วันที่ ตุลาคม ๒๔๔๔ อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๔๔๔
พระเจ้าพระฝาง เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบกษัตริย์สมัยอยุธยา อัญเชิญมาจากเมือง ฝางเหนือเมืองอุตรดิตถ์ ประดิษฐานอยู่ที่หน้ามุขพระวิหารสมเด็จ ส.ผ.
พระพุทธนรสห์จำลอง เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน หน้าตัก ๑ ศอกเศษ สมเด็จ พระบรมมหาราชเจ้าโปรดให้ช่างหล่อจำลองจากองค์จริง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตปัจจุบัน
พระพุทธนรสห์จำลองประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารสมเด็จ ส.ผ. ชั้นสอง
พระพุทธรูปโบราณแบบต่าง ๆ จำนวน ๕๒ องค์ ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารคด และ พระพุทธรูปศิลา ๔ องค์ ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มด้านหลัง
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นโพธิ์ต้นแรกที่นำมาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย กรม พระยาดำรงราชานุภาพ ได้นำมาคราวเสด็จไปราชการที่ประเทศอินเดีย และโปรดให้ปลูกไว้ที่ บริเวณหลังพระอุโบสถเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๓
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
การศึกษาพระปริยัติธรรม ปัจจุบันได้มีการสอนทั้งแผนกบาลี และแผนกธรรม การศึกษา ความรู้วิชาสามัญ สมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ โปรดให้สร้างอาคารเรียนโรงเรียนเบญจมบพิตร เป็นตึก ๒ ชั้น เปิดดำเนินการสอนตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม ๒๔๔๔ ปัจจุบันสังกัดกรมสามัญ- ศึกษา จัดการศึกษาตั้งแต่ชั้น มศ. -๕ หรือ ม. ๑-๖ (ตามแผนใหม่)
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัดเบญจมบพิตร จัดประกอบพิธีทางศาสนาและเวียนเทียน ประทักษิณเป็นประจำ วันที่ มิถุนายน จัดทำบุคลลอยวันเกิดของพระพุทธิวงศมุนี เจ้าอาวาส และพระธรรม กิตติโสภณ รองเจ้าอาวาส ประจำ วันที่ ๑๗ มิถุนายน วันอนุสรณ์ อ.ป.ก. บำเพ็ญกุศลน้อมอุทิศแด่สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) และอุทิศกุศลแด่สมเด็จพระวันรัต (จ่าย) เจ้าอาวาสองค์ปฐมและสมเด็จพระวันรัต (ฑิต) บุรพาจารย์ วันที่ ๒ ตุลาคม วันบิดามหาราช บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบิดามหา ราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงสถาปนาวัดเบญจมบพิตร ทุกวันพระมีรายการแสดงพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถ ๓ เวลา คือ เวลา 08:30 น. เวลา 12:30 น. และเวลา 15:00 น. ทุกวันอาทิตย์และทุกวันพระมีการฝึกบำเพ็ญจิตภาวนาที่ห้องสมาธิ
ศาลาธรรมชินราช ปัญจบพิธ ชั้น ๔
การบริหารและการปกครอง ระยะแรกที่ได้สถาปนาวัดเบญจมบพิตรแล้วนั้น สมเด็จพระวันรัต (ทิต อุทัยมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ เป็นผู้คัดเลือกจัดพระภิกษุสามเณรมาอยู่จำพรรษา และเป็นผู้ได้มาช่วยดูแล จัดการวัดต่าง ๆ เช่นการสอนพระปริยัติธรรมการบริหารการปกครอง ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ลำดับเจ้าอาวาสนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓ ถึงปัจจุบัน ๑. สมเด็จพระวันรัต (จ่าย ปุณณทัตตมหาเถร) พ.ศ. ๒๔๔๓-๒๔๗๑ ๒. สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๐๕ ๓. พระพุทธิวงศมุนี (สุวรรณ สุวัณณโชต) พ.ศ. ๒๕๐๕
ถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีพระภิกษุจำนวน ๑๖๕ รูป สามเณร ๓๑ รูป รวมทั้งหมด ๑๕๖ รูป