วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ ท้องที่ตำบลบางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อาณาเขตที่ดินตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับคันกั้นน้ำ ทุ่งนา ทิศใต้ติดต่อกับแม่น้ำลพบุรี ทิศตะวันออกติดต่อกับคลองตะโกนก ทิศตะวันตกติดต่อกับทางกระบือและที่ไร่
พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ลุ่มยาวตามแม่น้ำลพบุรี เว้าคล้ายวงพระจันทร์ ด้านหลังโค้งลุ่มบ้าง ดอนบ้าง เมื่อฤดูน้ำมากจะท่วมเหมือนเกาะกลางทะเล พื้นที่บริเวณวัดทั่วไปเป็นที่ราบเรียบ
ความเป็นมา
วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม เป็นวัดโบราณมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี เดิมชื่อว่า "วัดเขาดิน" สร้างในสมัยพระเจ้าทรงกรรม (พระบรมราชาที่ ๑) กษัตริย์ องค์ที่ ๒๑ บางคนเรียกชื่อว่า "วัดปากน้ำประสพ" หรือ "วัดปากน้ำโพสพ" เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ ที่ปากน้ำประสพหรือปากน้ำโพสพ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ของพระอาจารย์พรหม ผู้เป็นอาจารย์ของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชและเป็นครูของเจ้าฟ้าอภัยทศเจ้าพระยาโกยาธิบดี (ปานเหล็ก) ตาม หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า และคำให้การของขุนหลวงหาวัดว่า พระอาจารย์พรหมผู้นี้เป็นพระ เถระผู้มีหูทั้งสองข้างยาวถึงบ่า มีอายุพรรษายืนนานมาก ท่านชำนาญในทางเวทย์มนต์ คาถา ถึงกับยกย่องท่านไว้ว่ามีอานุภาพเหาะเห็นเดินอากาศได้ และเป็นโหรพยากรณ์ได้แม่นยำ มีปฏิภาณโวหารดี จึงเป็นที่เคารพนับถือของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพิเศษ
วัดเขาดินนี้บรรพบุรุษอันเป็นต้นสกุลสิงหเสนี และบุญยรัตน์ เป็นผู้สร้างแต่สมัย กรุงศรีอยุธยา ยกบ้าน (นิวาสสถาแห่งพระมหาราชครู) ให้เป็นวัด โดยเหตุที่บริเวณนี้เป็นที่เนิน ดินสูงผิดกว่าที่อื่น ให้ชื่อว่า "วัดเขาดิน"
วัดเขาดินมีอายุสืบมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า รัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพได้ยกกองทัพไปปราบศัตรูฝ่ายเหนือ ได้แวะพักแรมอยู่ ณ วัดนี้ เมื่อเสร็จการปราบศัตรูแล้วจึงได้มาปฏิสังขรณ์วัดนี้ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ เจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตน์) เป็นแม่ทัพได้ยกกองทัพไปปราบศัตรูฝ่ายเหนืออีก และได้แวะพักแรมที่วัด เมื่อเสร็จการปราบศัตรูแล้วก็ได้มาปฏิสังขรณ์วัดนี้ เช่นเดียวกัน การที่ท่านเจ้าพระยาทั้งสองเป็นแม่ทัพยกไปปราบศัตรูฝ่ายเหนือ และได้แวะมาพักแรมที่วัดนี้ก็เพื่อนมัสการพระพุทธปฏิมากร และกราบไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้สร้างวัด ครั้นเสร็จศึกแล้วจึงได้มาทำการปฏิสังขรณ์ ในการที่ท่านเจ้าพระยาภูธราภัย ปฏิสังขรณ์ครั้งนั้น ได้ก่อสร้างเป็นการใหญ่เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๘๑๘ การปฏิสังขรณ์ได้แล้วเสร็จ จึงให้ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ซึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระเจดีย์พร้อมกับได้ทรงโปรดให้เปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตาราม" ยกเป็นพระอารามหลวงแต่บัดนั้นมา แล้วมีการฉลองสมโภช ๔ วัน ๕ คืน วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพตารามหรือวัดเขาดิน เดิมได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย แรม ๒ ค่ำ ปี พ.ศ. ๑๗ กำหนดเขตกว้าง ๑๑ วา ๓ ศอก ยาว ๑๔ วา ๓ ศอก
ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัด
เนื้อที่ ๕๒ ไร่ ที่ธรณีสงฆ์มี ๑ แปลง
เนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๔๐ ตารางวา โฉนดที่ 6 สารบาญเล่มที่ มส หน้าที่ ๓๙ ทั้งอยู่ท้องที่ตำบลบางประทัน
อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปูชนียสถาน ถาวรวัตถุ และอาคารเสนาสนะต่าง ๆ พระประธานภายในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย ปูนปั้น พระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สูงประมาณ ๒๐ วา
พระอุโบสถ ทรงตึกมีมุบลด ๓ ชั้น หน้าบันตอนกลางทำด้วยไม้สักวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕๐ นิ้ว สลักเป็นรูปราชสีห์ด้านหนึ่ง รูปคชสีห์อีกด้านหนึ่ง มีกำแพงแก้ว ๒ ชั้น ชั้นบนสูงจากพื้นดินประมาณ ๑๐ ศอก ชั้นล่างได้สร้างเป็นศาลา ๔ มุมทรงตึก หน้าจั่วทำด้วยไม้สักวงกลม ได้สร้างเป็นศาลา ๔ มุม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ นิ้ว สลักเป็นรูปตราจตุสดมภ์
ศาลาการเปรียญ ของเดิมชำรุด ปัจจุบันได้รื้อและย้ายปลูก สร้างหลังใหม่ขึ้นแทนแล้ว
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ การศึกษาในวัดนี้ ในชั้นต้นได้สอนกันตามแบบโบราณ เรียกว่าสอนหนังสือวัด โดยมีพระผู้มีความรู้สอนหนังสือไทยขึ้นที่ศาลาการเปรียญ
ต่อมาทางราชการได้เปิดเป็นโรงเรียนประชาบาลมีครูมาสอนประจำ คงอาศัยศาลาการเปรียญเป็นที่เรียนตลอดมา ปัจจุบันทางราชการได้จัดสร้างโรงเรียนหนังสือไทยเป็นเอกเทศแล้ว ศาลาการเปรียญคงใช้เป็นที่สอนพระปริยัติธรรมต่อมา ซึ่งขณะนี้ได้มีนักธรรมจำนวน ๑๒ รูป
การบริหารและการปกครอง วัดวรนายกรังสรรค์ จัดการบริหารและการปกครองภายในวัดตามพระธรรมวินัย กฎหมายและขนบธรรมเนียมแบบแผนของคณะสงฆ์ ตามอำนาจและหน้าที่ของเจ้าอาวาส ลำดับเจ้าอาวาส ผู้ปกครองมีดังนี้ ๑. พระครูนายกวิบูลกิจ (นิ่ม) ๒. พระครูเฮง ๓. พระครูนายกวิบูลกิจ (แก้ว โซสโก) ๔. พระครูนายกวิบูลกิจ (ขจร ฐานโสภี) ๕. พระครูโสภณธรรมภาณ (ฟอง) ๖. พระครูอุทุมพราสัย (ชม กสุสโป) รูปปัจจุบัน ขณะนี้มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๑๒ รูป
สามเณร ๒ รูป