วัดราชโอรสาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดราชโอรสาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕๘ แขวงบางค้อ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ทิศเหนือติดต่อกับคลองบางหว้า ซึ่งเชื่อม คลองด่านกับคลองภาษีเจริญติดต่อกัน ทิศใต้ติดต่อกับที่ธรณีสงฆ์ของวัด ซึ่งมีคูน้ำคั่นอยู่ ทิศ ตะวันออกติดต่อกับคลองด่าน และทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของประชาชน

วัดราชโอรสาราม เป็นพระอารามซึ่งตั้งอยู่ริมคลองด่านฝั่งตะวันตก หน้าวัดหันไปทางทิศตะวันออก มีคลองด่านไหลผ่านหน้าวัด ส่วนด้านทิศเหนือมีคลองบางหว้าสกัดอยู่ ทางทิศตะวันตกและทิศใต้ล้อมรอบด้วยสวนผลไม้มาแต่โบราณกาล ถึงแม้ปัจจุบันนี้ความเจริญได้ขยายออกไป โดยมีถนนหนทางการคมนาคมสะดวก และมีอาคารพาณิชย์ถูกสร้างขึ้นมากมายแล้วก็ตาม ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของบริเวณที่ตั้งวัด อาจกล่าวได้ว่ายังคงถูกล้อมรอบด้วยสวนผลไม้อยู่เช่นเดิม

ส่วนผังวัดตามหลักฐานเดิม เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีเขตพุทธาวาสอยู่กลาง ล้อมรอบด้วยเขตสังฆาวาสจากด้านทิศเหนือริมคลองบางหว้าโอบล้อมมาทางด้านหลังทิศตะวันตกไปจนถึงด้านทิศใต้ เป็นหมู่กุฏิสงฆ์ ซึ่งตั้งโอบล้อมเขตพุทธาวาสอยู่ สำหรับหมู่กุฏิสงฆ์ด้านทิศตะวันตกนั้นได้ทรุดโทรมลงและถูกรื้อออกไปประมาณ ๖๔ ปีเศษ บัดนี้ เป็นที่ตั้งโรงเรียนมัธยมวัดราชโอรส

ความเป็นมา

วัดราชโอรสาราม เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นวัดเล็ก ๆ ของราษฎร เรียกว่า "วัดจอมทอง" มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีโบราณวัตถุและศิลปกรรม น่าดูน่าชมมาก

เรื่องราวของวัดราชโอรสารามมีอยู่ว่า เมื่อเดือน ๑ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ ในรัชกาลที่ ๒ มีข่าวพม่าตระเตรียมกำลังจะยกเข้ามาตีประเทศไทยอีก แพร่เข้ามาถึงกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้โปรดเกล้า ๆ ให้จัดเป็นกองทัพ ๔ ทัพ ยกออกไปตั้งสกัดกั้นพม่าเป็นแห่ง ๆ ในพื้นที่ประเทศไทย ตั้งแต่เมืองกาญจนบุรีลงไปทางภาคใต้ โดยเฉพาะทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญที่สุดนั้น โปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ-กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลหนึ่งหมื่นเสด็จไปสกัดกั้นทางเมืองกาญจนบุรี กองทัพนี้ยกออกจากกรุงเทพ ฯ โดยทางเรือ เมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๐ ค่ำ ในปีมะโรงนั้นเอง ในวันแรกได้ยาตราทัพผ่านคลองบางกอกใหญ่ เข้าคลองด่าน เมื่อเสด็จถึงวัดจอมทอง ซึ่งเป็นวัดโบราณก็เสด็จประทับแรมที่หน้าวัด

และทรงกระทำพิธีเบิกโขลนทวารตามลักษณะ พิชัยสงคราม ณ ที่วัดนี้ ได้ทรงอธิษฐานขอให้การเสด็จไปราชการทัพคราวนี้ประสบความสำเร็จ และเสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ แล้วเสด็จยาตราทัพไปตั้งอยู่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี จนจะข้าง เข้าหน้าฝนในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๖ แล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าพม่าจะยกมา จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เลิกกองทัพกลับพระนคร เมื่อราวเดือน -๗ ในปี มะเส็งนั้น

ครั้นเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว ก็ทรงเริ่มปฏิสังขรณ์วัดออมทองขึ้นใหม่ทั้งวัดเสมือน สร้างใหม่ ได้เสด็จมาประทับทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้างด้วยพระองค์เองตลอดมา เสร็จแล้ว จึงน้อมเกล้า ๆ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดพระราชทาน นามใหม่ว่า "วัดราชโอรส" หมายถึงว่า เป็นวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา โดยทรงสร้างขึ้น ไว้ด้วยแบบศิลปจินงดงามมาก

การสถาปนาวัดราชโอรสครั้งแรกนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงเห็น เป็นการส่วนพระองค์มิได้เกี่ยวข้องกับทางราชการแต่อย่างใด จึงทรงดำริแบบอย่างศิลปกรรมสร้าง ขึ้นตามความพอพระราชหฤทัย

ขณะนั้นได้ทรงติดต่อกับชาวจีนและทรงนิยมศิลปแบบจีนมาก วัตถุสถานต่าง ๆ ที่ทรงสร้างขึ้นภายในวัดราชโอรสจึงตกแต่งด้วยศิลปแบบจีนทั้งสิ้น ความงาม ของวัดนี้ที่ได้ทรงสร้างขึ้นนั้นคงจะเป็นที่เลื่องลือกันมากในขณะนั้น โดยเฉพาะวัดนี้ทรงสร้าง ด้วยฝีมือประณีต มีแบบศิลปกรรมแปลกและงดงามเป็นพิเศษใช้เวลาการก่อสร้างตั้งแต่ต้นจนเสร็จ บริบูรณ์ประมาณ ๑๔ ปี

ครั้นในปีเถาะ พ.ศ. ๒๗๔ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้มีงานสมโภชฉลองวัดราชโอรสพร้อม กับวัดอื่น ๆ ที่ทรงปฏิสังขรณ์อีกหลายวัด มีกำหนดการว่า ณ วันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๓ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๗๔ (ตรงกับวันที่ ๑๕ มกราคม) ได้ถวายผ้าไตรจีวรแก่พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ ทุกพระอาราม โดยโปรดเกล้า ฯ ให้มารับไตรจีวรที่วัดราชโอรสรุ่งขึ้นวันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๔ ค่ำ (ตรงกับวันที่ ๑๖ มกราคม) เป็นวันสวดพระพุทธมนต์เย็นฉลองพร้อมกัน มาประทับทรงพังสวด พระพุทธมนต์ทั้ง ๓ วัน

ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า วิหารโถง ที่อยู่ริมคลองด้านขวาสุดของวัดนั้น เป็นวิหารสำคัญมี "พระสิทธารถ" ของโบราณอยู่ภายใน แต่กำลังชำรุดทรุดโทรม จึงโปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะใหม่ พร้อมทั้งศาลารายริมคลองแนวเดียวกัน อีก ๔ หลัง นอกจากนั้นได้โปรดเกล้า ฯ ให้เชิญพระบรมอัฏฐิพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระราชนามสัญญาณกับศิลาจารึกดวงพระชันษามาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระ ประธานในพระอุโบสถเพื่อให้ประชาชนได้สักการะเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๗ และทรงถวายพระนาม พระประธานองค์นี้ว่า "'พระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร" ส่วนพระพุทธไสยาสน์ในพระวิหาร ถวายพระนามว่า "พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชิ้นสากยบรมสมเด็จสรรเพชรพุทธบพิตร" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อ ๆ มาได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้มากบ้างน้อยบ้างเรื่อยมาตามยุค ตามสมัย วัตถุสถานแบบจีนอายุศตวรรษครึ่ง จึงยังคงเหลืออยู่พอได้ชมบ้าง

ทรัพย์สิน

วัดราชโอรสารามมีเนื้อที่ตั้งวัดทั้งสิ้น ๒๗ ไร่ ๒ งาน ๐ ตารางวา และมีที่ดินสงฆ์ใน บริเวณใกล้เคียงอีก ๓ แปลง มีเนื้อที่รวม ๕๒ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา คือ

๑. โฉนดที่ ๒๒๘๒ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๑ งาน ๒๘ ตารางวา

๒. โฉนดที่ ๒๕๗ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา

๓. โฉนดที่ ๒๕๔ เนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา

๔. โฉนดที่ ๑๗๘๒ เนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๔๘ ตารางวา

๕. โฉนดที่ ๒๘๓๔ เนื้อที่ ๓ งาน ๒๐ ตารางวา

ที่ธรณีสงฆ์ทั้งแปลงนี้ กรมการศาสนาเป็นผู้จัดประโยชน์ ส่วนอีกแปลงหนึ่งทางวัด ได้รับมรดกในภายหลังมีเนื้อที่ประมาณ ๓๑ ไร่เศษ โดยทางวัดจัดผลประโยชน์เอง

แผนผังของวัดราชโอรสเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีพระอุโบสถตั้งอยู่กลาง พระวิหาร พระยืนอยู่ ด้านซ้าย ศาลาการเปรียญอยู่ด้านขวา พระวิหารพุทธไสยาสน์อยู่ด้านหลัง วัดนี้ดูจากภายนอก จะเป็นแบบจีนทั่วบริเวณเก็ตามแต่ภายในเป็นไทยแท้ทุกประการ เช่น รูปเซียวกางไทย พระเจดีย์ ย่อมุมไม้สิบสองที่เรียงรายอยู่ภายในรอบวิหารพระพุทธไสยาสน์ หรือพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ ภายในพระวิหารหรือพระอุโบสถ ล้วนเป็นพุทธศิลปแบบสยามแท้ ไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดมีรูป อย่างพระพุทธรูปจีน นอกจากพระพุทธรูปหินสลักนูนจากแผ่นศิลาในเก๋งจินเรือนไฟหินหรือที่เรียก กันว่า "

สุสานพระธรรม" ซึ่งตั้งอยู่ข้างด้านทิศเหนือหลังพระอุโบสถเท่านั้น

ถาวรวัตถุ ปูชนียวัตถุ และปูชนียสถานที่สำคัญอันควรกล่าวถึงคือ

พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถขนาดย่อมหลังคาแบบจีน ลด ๒ ชั้น แต่มุงกระเบื้องเคลือบ แบบไทย รูปร่างลุ่ม ๆ ไม่ได้ประดับกิ่งก้านอะไรเลย เพราะทรงเห็นว่าเครื่องประดับเหล่านั้น ไม่ทนทาน หน้าบันประดับเครื่องกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ตอนบนประดิษฐ์เป็นเครื่องบูชา มีดอกไม้ มังกร หงส์ และตอนล่างเป็นภาพทิวทัศน์ประกอบขึ้นด้วยชิ้นภาพภูเขา ต้นไม้ บ้านช่อง วัวควาย ตามขอบหลังคาประดับเครื่องกระเบื้องสีสวยงามไว้โดยรอบ ที่มุขหน้าและหลังพระอุโบสถมีตุ๊กตา กระเบื้องสีของจีนขนาดใหญ่ ยืนอยู่ข้างประตูหน้า ๓ ตัว ข้างประตูหลังก็กล่าวกันว่าเดิมมี ๓ ตัว เหมือนกัน แต่ขณะนี้ชำรุดแตกหักและถูกโจรกรรมหัวตุ๊กตาดังกล่าวไปหมดแล้ว ข้างหน้า ตุ๊กตามีแจกันหิน ด้านข้างพระอุโบสถมีเฉลียงปูหินอ่อนโดยรอบ เพดานของมุขเฉลียงเขียนลาย ดอกเบญจมาศสีทองและผ้าบนพื้นขาวเรือนแก้วประตูหน้าต่างประดิษฐ์ลายดอกเบญจมาศปูนปั้น บานประตูด้านนอกลงรักประดับมุกลายมังกรดั้นเมฆ ล้อมกรอบด้วยลายดอกเบญจมาศสลับลาย อาวุธจีน ด้านในประตูเขียนรูปทวารบาลเป็นทหารจีน ส่วนบานหน้าต่างด้านนอกประดับรูปมังกร คั่นเมฆเป็นลายปูนปั้น ด้านในเขียนดอกไม้ลายเพชรทอง ขอบหน้าต่างเป็นลายดอกบัว เพดาน เขียนดอกเบญจมาศทองบนพื้นแดง ผนังด้านในโดยรอบเขียนลายเครื่องบูชาแบบจีนบรรจุไว้ใน ช่องเป็นช่วง ๆ ตอนล่างที่จดพื้นประดับกระเบื้องลายดอกไม้และภาพทิวทัศน์เคลือบสีต่าง ๆ ไว้ โดยรอบ เหนือช่องประตูด้านในมีกระจกเงาใส่กรอบฉลุลายสวยงามติดไว้ช่องละ ๓ แผ่น เพื่อ ความเป็นมงคลตามคติจีน

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหน้าตักประมาณกว้างครึ่งเท่ากับ ๓.๑๐ เมตร สูง ๔.๕๐ เมตร ประดิษฐานภายใต้ฉัตรเก้าชั้นเหนือฐานชุกชี ๕ ชั้น ชั้นล่างเป็นฐานเขียง

รูปสี่เหลี่ยม ชั้นบนมนขอบยกลายกลีบบัว ลงรักบิดทองประดับกระจกตรงผ้าทิพย์ด้านหน้ามี เครื่องหมายรูปปราสาท ซึ่งเป็นตราแผ่นดินในรัชกาลที่ ๓ บิดช่องที่เจาะบรรจุพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

กับพระราชนามสัญญาณและศิลาจารึกดวงพระชันษา พระพุทธรูปองค์นี้ทรงหล่อขึ้นแต่แรกทรงปฏิสังขรณ์วัด

พระแท่นที่ประทับ ณ ต้นพิกุล

ตรงมุมพระอุโบสถด้านซ้ายตอนหน้าต้นพิกุลใหญ่ ต้นหนึ่งก่อฐานซีเมนต์ล้อมรอบโคนต้นไว้โดยรอบ พิกุลต้นนี้มีอายุมากและงอกเต็มที่ ข้างในทะลุเป็นโพรง คงปลูกมาตั้งแต่ครั้งสร้างเป็นวัดจอมทองเดิม เพราะในขณะที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้างหรือเสด็จประพาสวัดนี้ ได้ประทับบนพระแท่นศิลาให้ร่มพิกุลต้นนี้ทุกคราว และกล่าวกันว่าเคยทรงกล่าวไว้ว่า "ถ้าฉันคายจะมาอยู่ที่โคนพิกุลนี้" อาจจะเป็นพระราชดำรัสนี้ก็ได้ ต่อมาจึงมีผู้สร้างศาลขึ้นที่ต้นพิกุล บัดนี้ไม่มีแล้วคงมีแต่พระแท่นศิลาเตี้ย ๆ ที่เคยทรงประทับอยู่โคนต้นพิกุลนี้ เจ้านายที่เสด็จวัดนี้จะทรงถวายสักการะที่พระแท่นนี้เสมอ จนกลายเป็นประเพณีเวลาเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน หรือเจ้านายเสด็จในกฐินพระราชทานจะต้องตั้งเครื่องบูชาไว้ เพื่อทรงสักการะทุกคราว แม้ประชาชนในถิ่นนี้ก็เคารพสักการะสถานนี้ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มากราบไหว้บูชามิได้ขาด

วิหารพระพุทธไสยาสน์ อยู่หลังพระอุโบสถภายในวงล้อมของกำแพงแก้วเดียวกัน ตัวพระวิหารมีพระระเบียงล้อมรอบเป็นพิเศษอยู่อีกชั้นหนึ่งตรงประตูเข้าทั้ง ๔ ทิศ ได้เจาะพระระเบียงเป็นรูปประตูกลมตามแบบศิลปจีน มีบานประตูเป็นไม้บิดเบี้ยว ภายใต้หลังคาพระระเบียงมีพระพุทธรูปหล่อสำริด ประดิษฐานอยู่ห่างกันเป็นระยะพอสมควรมีจำนวน 60 องค์ ถัดเข้าไปมีพระเจดีย์เหลี่ยมขนาดไม้สิบสองรายรอบอยู่ 28 องค์ บานประตูและหน้าต่างด้านนอกประกอบลายปูนบั้นเป็นรูปเชี่ยวกางแบบไทยยืนอยู่บนลายประแจจีนประกอบด้วยแจกันดอกไม้และพานผลไม้ต่างชนิดกันไปแต่ละช่อง ด้านในเขียนรูปนกสอดสีแบบจีน ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ปูนปั้นอยู่กลางไปตามยาวของพระวิหาร ความยาวประมาณ ๘ วา

ศาลาการเปรียญ ตั้งอยู่ทางขวาของพระอุโบสถเป็นทรงโรงมีเสาอยู่ข้างในหลังคาลด ๒ ชั้นแบบจีนแท้มุงกระเบื้องเคลือบแบบจีน ที่บนหลังคาประดับรูปกระระหว่างมังกรกระเบื้องเคลือบสี ๒ ตัว อย่างศาลเจ้าจีน ขอบชายหลังคาชั้นบนกับชั้นล่างและชั้นกลางเขียนรูปหงส์กับดอกไม้ ชั้นล่างเขียนรูปผลไม้ เช่น ส้ม ทับทิม และผลท้อ บานประตูเขียนลายดอกไม้ ต้นไม้

ดอกไม้กับหงส์ บานหน้าต่างเขียนลายตำรา อาวุธ ดอกไม้ผีเสื้อสอดสีแบบจื่น พระประธาน ในศาลาการเปรียญเป็นปูนปั้นบีดทอง พระหัตถ์ซ้ายถือตาลบัตร หน้าตักประมาณวาครึ่ง (๒.๒๕ เมตร) สูง ๓.๑๕ เมตร ประดิษฐานอยู่บนชุกชีสวยงาม ซึ่งบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่

หอระฆัง สร้างเป็นหอหกเหลี่ยม สูงประมาณ 3 วาแบ่งเป็น ๓ ชั้น บูรณะปฏิสังขรณ์ ขึ้นใหม่

วิหารพระยืน เป็นพระวิหารที่มีลักษณะเช่นเดียวกับศาลาการเปรียญตั้งอยู่ริมคลองบางหว้า ประดิษฐานพระขึ้นป่างประทานอภัย หล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง ต วาเศษ (b.๕ เมตร) (กำลัง บูรณะปฏิสังขรณ์)

นอกจากนี้ วัดราชโอรสาราม ยังมีของมีค่าซึ่งเป็นศิลปวัตถุอันพระมหากษัตริย์ทรงอุทิศถวาย เป็นพุทธบูชาอกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชหฤทัยในกุศลอันแรงกล้า และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต่อมาจนถึงพระมหากษัตริย์ ปัจจุบันก็ได้แรงอุทิศถวายสิ่งของอันมีค่าต่าง ๆ แก่วัดราชโอรสาราม แต่กิจวัดต่าง ๆ เหล่านี้ ค่อย ๆ หายไปเพราะถูกโจรกรรมและถูกทำลายไปอย่างน่าเสียดายโดยบุคคลที่ถูกความโลภ ความโกรธ และความหลงเข้าครอบงำ อันเกิดจากค่านิยมที่ผันแปร และความตกต่ำทางจริยธรรม ของสังคม น่าเสียดายที่อนุชนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสได้เห็น ได้ศึกษา "มรดกของชาติ" ที่ บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และหาไว้ และในอนาคตอันใกล้นี้ วัดต่าง ๆ จะไม่อาจคงสภาพความเป็น "ศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมของสังคมไทย" ได้อีกต่อไปแล้ว

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

การศึกษาในวัดราชโอรสารามเริ่มมีมาตั้งแต่ในยุคแรกที่รัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนาวัดโดย โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างศาลาเป็นที่สอนพระปริยัติธรรมไว้หลังหนึ่ง และใช้เป็นที่สอนเรื่อยมาจน ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังจากที่วัดราชโอรสารามทรุดโทรม มาก ในด้านศาสนศึกษาก็ไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย รัชกาลที่ ๖ จึงโปรดให้ปรับปรุงการศึกษา ของวัดใหม่ และได้พระธรรมมุเทศาจารย์ พระเทพญาณมุนิเบ็นผู้วางรากฐานการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกบาลีและนักธรรมจนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น จนต้องขยับขยายสถานที่เรียนให้ กว้างขวางจนเป็นที่เพียงพอ โดยสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้น • หลัง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๘

ในปัจจุบันนี้ วัดราชโอรสารามมีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ หลัง ชื่อ โรงเรียนปริยัติธรรม ภัทรมงคล

สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นสถานที่ให้การศึกษาแก่พระภิกษุและสามเณรทั้ง

ของวัดนี้และวัดใกล้เคียง จนสำเร็จการศึกษาได้รับความเจริญก้าวหน้าทั้งทางธรรมและทางโลก เป็นจำนวนมาก และทางวัดยังได้จัดให้มีทุนนิธิการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อช่วยให้การศึกษา ของวัดดำเนินไปด้วยดี

ในด้านการสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งทางวัดจัดขึ้นก็ได้แก่จัดให้มีหอสมุดภัทรมงคลบริการ คล้ายห้องสมุดประชาชนทั่วไป แต่เน้นหนักทางด้านให้พระภิกษุและสามเณรค้นคว้าศึกษาธรรม โดยเฉพาะ

ส่วนการศึกษาสายสามัญนั้น ทางวัดมีโรงเรียนวัดราชโอรสเปิดสอนแผนกมัธยมสำหรับ นักเรียนในท้องถิ่นนั้น โรงเรียนวัดราชโอรสนี้เดิมเป็นโรงเรียนประชาบาล ชื่อโรงเรียนประสิทธิ วิทยาคม ต่อมาภายหลังได้โอนเป็นโรงเรียนรัฐบาล ชื่อว่าโรงเรียนวัดราชโอรส เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ และเปิดเรียนวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นสหศึกษาเปิดทำการ สอนเพียง ๒ ชั้น คือ ชั้นประถมปีที่ ๑ และชั้นประถมปีที่ ๒ และขยายชั้นเรียนไปจนถึงชั้น มัธยมปีที่

ต่อมาแผนการศึกษาได้เปลี่ยนไป โรงเรียนวัดราชโอรส จึงมีแต่ชั้นมัธยมรับเฉพาะ นักเรียนชาย และโรงเรียนได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ในปีการศึกษา ๒๕๒๔ มีครูอาจารย์ จำนวน ๑๕๐ คน นักเรียน ๖๓๕ คน

การบริหารและการปกครอง

เมื่อวัดจอมทองได้รับการสถาปนาเป็นวัดราชโอรสารามแล้ว

ตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ ถึง รับกาลที่ การปกครองวัดก็มิได้มีร่องรอยอันใดไว้ให้ศึกษาเลย เพราะการปกครองผู้อยู่ในวัด ของท่านผู้เป็นเจ้าอาวาสแต่ละสมัยแม้จะยึดหลักธรรมวินัยก็จริง แต่ย่อมมีเอกลักษณ์จำเพาะตนมี การเปลี่ยนแปลงตามความสามารถของแต่ละรูป แต่ก็ต้องมีศูนย์กลางอยู่ที่เจ้าอาวาสนั่นเอง แม้จะมี พระฐานานุกรมก็ตาม แต่เจ้าอาวาสก็เป็นประธาน ดังนั้นจึงเรียกเจ้าอาวาสกันว่า "อธิบดีสงฆ์"

เจ้าอาวาสบางรูปก็แบ่งการปกครองออกเป็นสัดส่วนอย่างถูกต้อง คือ กระจายอำนาจให้ ผู้มีความรู้ความสามารถรับภาระไปทำอย่างเหมาะสม เช่น ให้รับภาระทางด้านการศึกษาบ้าง ด้านสาธารณูปการ ด้านการปกครองและการเผยแผ่บ้าง นอกจากนี้ยังแบ่งการปกครองออกเป็น คณะ ๆ ด้วย แม้ว่าการปกครองภายในวัดดำเนินไปด้วยดี เพราะมีผู้รับผิดชอบไปเป็นเรื่อง ๆ แต่บางครั้งความสัมพันธ์ในแต่ละแผนกก็ไม่ดีนัก เพราะไม่มีกรรมการรับผิดชอบอย่างเป็นระเบียบ

และรัดกุม ความเป็นไปในทางจริยธรรมภายในวัดไม่สู้จะอบอุ่นนัก เจ้าอาวาสไม่มีเวลาติดตามผลงานในแผนกต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้วัดไม่เจริญเท่าที่ควร

วัดราชโอรสารามมีการบริหารงานและการปกครองเป็นดังนี้มาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน แต่เจ้าอาวาสส่วนมากดำรงตนอยู่ในสมณปฏิปทา ด้วยการเร่งรัดในพระวินัย สมาทานธรรม ซึ่งเป็นเหตุและเป็นที่ตั้งแห่งความเกรงขามนับถือเลื่อมใส เป็นที่เคารพนับถือเลื่อมใสของสาธุชนทั่วไป จึงทำให้วัดราชโอรสารามเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามาด้วยดี

นับตั้งแต่วัดราชโอรสารามได้รับการสถาปนามีพระราชาคณะเป็นเจ้าอาวาสปกครองสืบต่อกันมา 6 รูป ด้วยกันคือ

๑. พระสุธรรมเทพเดร (ทอง) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๔ ถึงพ.ศ.ใดไม่ปรากฏหลักฐาน

๒. พระธรรมเอดีย์ (จืน) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๑๖

๓. พระสังวรวิมล (เหม็ง) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๖ ถึง พ.ศ. ใดไม่ปรากฏหลักฐาน

๔. พระปรากรมมุนี (อยู่) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่เมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน

๕. พระปรากรมมุน (ยอด) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่เมื่อไรไม่ปรากฏหลักฐาน

๖. พระสังวรวิมล (เนียม) เป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระปรากรมมุน (ยอด) จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ มีอายุได้ ๗ ปี สุขภาพไม่สู้จะแข็งแรงนัก จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งได้ต่อไป

๗. พระธรรมุเทศาจารย์ (มุ่ย ธมฺมปาโล) เป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๔๕๔ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๖

๘. พระเทพญาณมุนี (ผวน ภทฺธโร) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๖-๒๕๑๕

๙. พระราชโมล์ (ณรงค์ ชิตฌาโณ ป.ธ. ๔) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๒๔

๑๐. พระราชวิสุทธิโมลี (ทองดี ป.ธ. ) รักษาการแทนเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๕๒๔

ในปัจจุบันนี้วัดราชโอรสารามมีจำนวนพระภิกษุในพรรษา ๕๓ รูป สามเณร ๒๒ รูป และพระภิกษุนอกพรรษา ๓๐ รูป ส่วนสามเณรนอกพรรษามีจำนวน ๑ รูป

จะเห็นได้ว่า วัดราชโอรสารามเป็นวัดเก่าแก่แต่โบราณ เป็นวัดสำคัญในประวัติศาสตร์ วัดหนึ่ง เป็นวัดที่พระชนกชนนี้ในสมเด็จพระศรีสุลาไลย พระบรมราชชนนี้ในรัชกาลที่ ๓ ทรง ทำนุบำรุงมาด้วย ใกล้กับนิวาสสถานเดิม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ ทั้งวัด คือ สร้างใหม่ ทรงสร้างอยู่ ๑๔ ปี จึงสำเร็จบริบูรณ์ พระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อยังเสด็จอยู่ขณะปฏิสังขรณ์นั้น พระราชทานนามให้ใหม่ว่า "วัดราชโอรส์" การปฏิสังขรณ์ตรงใช้เครื่องปูนทั้งวัด มิได้ใช้เครื่องไม้ดังแต่ก่อน เพราะทรง พบว่าไม่คงทนถาวรไปได้นาน เมื่อทรงใช้เครื่องปูนแบบแผนที่ใช้ก็เป็นแบบแผนอันมีที่มาจาก ศิลปจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ทรงควบคุมการก่อสร้างเองโดยตลอด ดังนั้นผลจึงปรากฏว่าสำเร็จโดยงดงามไม่ขัดเขินดังเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติแต่งโดยนายมี พรรณาว่า

วัดไหนไหนก็ไม่ลือระบือยศ

เหมือนวัดราชโอรสอันสดใส

เป็นวัดเดิมเริ่มสร้างไม่อย่างใคร

ล้วนอย่างใหม่ทรงคิดประดิษฐ์ทำ

ทรงสร้างด้วยพระมหาวิริยธิก

โอหารึกพร้อมพริ้งทุกสิ่งทำ

ล้วนเกลี่ยงเกลาเพราเพริสดูเลิศล้ำ

ฟังข่าวคำลือสุดอยุธยา.