วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่แข วัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ใกล้ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย อาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศตะวันออกจดถนนเพลืองนคร ทิศตะวันตกจดถนนอัษฎางค์ริมคลองหลอด ทิศเหนือจดถนนราชบพิธ ทิศใต้จดคลองวัดราชบพิธ ที่ตั้งวัดมีจำนวนเนื้อที่ดิน ๑๐ ไร่ ๘๘ ตารางวา
ความเป็นมา
วัดราชบพิธ ฯ เป็นพระอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ มูลเหตุที่ทรงสร้างนั้นสืบเนื่องมาจากพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และเป็นไปตามโบราณราชประเพณีนิยม ที่สมเด็จพระบรมราชบุพการีได้ทรงบำเพ็ญมา กล่าวคือพระบาทสมเด็จพระเทราธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดพระเชตุพน ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างวัดอรุณ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชโอรสาราม และสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ซึ่งกำกับราชการมช่างสืบหมู่ทรงอำนวยการสร้างเป็นพระองค์แรก องค์ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ กรมหลวงสรรพสารศุภกิจ และเมื่อผู้อำนวยการสร้างองค์ที่ ๒ สิ้นพระชนม์ลงอีก จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว. บุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการจนเสร็จการ
การสร้างวัดนี้ทรงนำเอาหลักเดิมแต่โบราณมาใช้ ดังเช่นวัดราชประดิษฐ์ ฯ กล่าวคือทรงสถาปนาพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ห้อมล้อมด้วยระเบียงวิหารทิศสองวิหารคือ ด้านเหนือและด้านใต้ สำหรับวิหารด้านเหนือนั้นทรงสถาปนาเป็นพระอุโบสถ ภายในพระอุโบสถพระวิหารตกแต่งออกแบบตามอย่างตะวันตก ส่วนภายนอกออกแบบเป็นศิลปะไทย
พระเจดีย์ใหญ่ เป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ สูงระดับแนวหลังคาพระระเบียง ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสาริริกธาตุที่ฐานประทักษิณนั้นเจาะเป็นซุ้มไว้หลายซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปปั้นพระเกศสำคัญ ๆ
ด้านทิศตะวันตกของวัดจัดเป็นสุสานหลวงมือนุสาวรีย์ก่อสร้างเป็นรูปเจดีย์ และปรางค์แบบไทยแบบฝรั่งต่าง ๆ กันหลายแบบ ล้วนแต่งดงามประณีต
ส่วนทางด้านใต้อันเป็นเขตสังฆาวาสนั้น กุฎิล้วนก่อสร้างตามแบบตะวันตกทั้งสิ้น
การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานที่ให้สร้างวัดราชบพิธ ได้โปรดให้มีพระบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมาลงวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒ ปีมะเมีย โทศก จ.ศ. ๑๒๓๒ และยังได้พระราชทานที่อื่น ๆ อีกให้เป็นอุปจารของวัด รวมทั้งพระราชทานตึกแถวถนนเพื่องนครอีกด้วย
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีนามวัดแบ่งออกเป็น ๒ ตอนคือ ราชบพิธแปลว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง และสถิตมหาสีมาราม แปลว่าเป็นวัดที่มีมหาสีมาหรือสีมาใหญ่ตั้งอยู่ เรื่องชื่อสร้อยของวัดนี้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่า "เมื่อสร้างวัดราชบพิธเจริญรอยวัคราชประดิษฐ์หมดทุกอย่าง จนกระทั่งทำมหาสีมาและชื่อวัดให้คล้ายกันชะรอยจะคิดเปลี่ยนสร้อยชื่อวัดราชประดิษฐ์เป็นสถิตย์ธรรมยุติการาม เอาสร้อยเดิมของวัดราชประดิษฐ์ไปใช้วัดราชบพิธว่า สถิตย์มหาสมารามจะเป็นด้วยเหตุนี้ดอกกระมัง"
นอกจากรายการสำคัญดังกล่าวนี้แล้ว พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราชเจ้ายังได้ทรงนิพนธ์ถึงลาวรวัตถุที่สร้างในระยะต่อมาแยกออกได้เป็นส่วน ๆ ดังนี้
เขตพุทธาวาสคือ ด้านเหนือของวัด
บนพื้นไพที่ที่ยกสูงกว่าระดับพื้นที่วัดโดยทั่วไปมี
๑. พระอุโบสถ ๕ ห้อง ข้างขวาและข้างซ้ายพระอุโบสถมีวิหารทิศ ๔ ห้อง ข้างหลังมิพระวิหาร ๕ ห้อง หลังคาลด มุขเด็ดทั้ง หลัง ระหว่าง ๔ ตอนแห่งพระอุโบสถและวิหารทิศมีวิหารคดติดต่อกันเห็นข้างนอก ๖ ห้อง เห็นข้างใน ๕ ห้องทุกตอน
๒. พระเจดีย์ใหญ่อยู่ระหว่างถาวรวัตถุที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑
๓. ศาลาเล็ก ๒ ห้อง บนกำแพงแก้วทิศละคู่รวม ๘ ห้อง
ตามระดับพื้นที่โดยทั่วไปมี
๑. ศาลาใหญ่ติดกำแพงวัดหน้าพระอุโบสถ ๔ ห้อง ระเบียง ๓ ด้าน ๒ หลัง
๒. ศาลาใหญ่ติดกำแพงวัดทั้งข้างพระอุโบสถ ๓ ห้อง ระเบียง ๓ ด้านข้างละ ๑ หลัง
๓. กำแพงรอบวัดและสีมาหินที่ตอนบนทำเป็นรูปเสมาธรรมจักร ประกอบกับกำแพงวัดทั้ง ๔ ทิศ
๔. ซุ้มประตูตามกำแพงวัดทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๒ ประตู รวมเป็น ๘ ประตู
๕. กำแพงกั้นเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสอันเป็นที่จำพรรษาของพระภิกษุและสามเณร มีซุ้มประตู ๔ ประตู
๖. มุมด้านตะวันออกตอนเหนือมีพลับพลาที่ประทับตกแต่งและเกย
เขตสังฆาวาสอยู่ด้านใต้ของวัด
ในบริเวณนี้มีถาวรวัตถุแบ่งออกเป็นคณะดังนี้คือ
๑. คณะนอกมีกุฎิ < ห้อง ๒ หลัง ๑๐ ห้อง ๒ หลัง มีผนังกั้นห้องระหว่าง ห้อง ทุกระยะ กุฏิเหล่านี้มีระเบียงข้างหน้าด้วยและมีหอฉัน ๓ ห้อง ระเบียงรอบ ๑ หลัง หน้าคณะ มีศาลาทำบุญ ๕ ห้อง มีระเบียงและฝารอบ ๑ หลัง ข้างหน้าศาลาทำบุญมิสระน้ำ หอระฆัง ข้างหลังมีกุฎิ = ห้อง มีระเบียงหน้าและหันหน้าเข้าหากันข้างละ ๑ หลัง กาวรวัตถุในคณะนี้ บี่น ๒ ชั้นทั้งนั้น
๒. คณะใน มีถาวรวัตถุเหมือนคณะนอก แปลกกันแต่คณะนี้มีหอกลองไม่มีหอระฆัง
๓. คณะกลาง มีกุฎิหลังใหญ่ ๔ ห้อง ๓ ชั้น ระเบียงรอบสำหรับเจ้าอาวาสอยู่ มีกุฎิ ห้อง ๒ ชั้น ระเบียงหน้าข้างละ ๒ หลังและกุฎิ ๓ ห้อง ๒ ชั้น ระเบียงหน้าอีกข้างละ ๑ หลัง ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อพระที่นั่งสีตลาภิรมย์มาสร้าง ในคณะนี้เป็นกุฎิเก๋ง ห้อง ๓ ชั้น ต่อมากุฎิหลังใหญ่ อันเป็นกุฎิเจ้าอาวาสและกุฎิเก้ง ๒ ชั้น ข้างละ ๑ หลัง
การก่อสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัดนี้ใช้เวลาอยู่นานประมาณ ๒๐ ปี เพราะ หยุดบ้างทำบ้างซึ่งระหว่างเวลานี้เองที่ปรากฏว่ามีสิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมไปบ้าง จำต้องปฏิสังขรณ์เท่าที่ เห็นควรด้วยทุนทรัพย์ของทางวัดบ้าง พระราชทรัพย์ และเงินของพระบรมวงศ์บ้าง รวมทั้งเงินของผู้มีกุศลจิตอื่น ๆ ด้วย
พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรุณนิภาคุณากร ทรงปกครองวัดตั้งแต่เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๔๑๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ รวม ๓๒ ปี ได้ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างและสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา รายการที่สำคัญคือซ่อมพระอุโบสถ พระวิหาร กุฎิ ศาลาการ เปรียญ โรงเรียน ฯลฯ
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นต้นมาถึง พ.ศ. ๒๔๘๒ พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวร-สิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดอีกเป็นจำนวนมากมาย รายการที่สำคัญ ๆ คือ ซ่อมพระอุโบสถมีเพดาน ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เชิงกลอน พื้น หน้าต่าง ผนังเสา ซุ้มประตู ซ่อมวิหารทิศ พระเจดีย์องค์ใหญ่ ศาลารอบนอก ฯลฯ
การปฏิสังขรณ์ในช่วงระยะเวลาที่พระสาสนโสภณปกครองวัด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึง พ.ศ. ๒๔๘ นั้น ได้เน้นหนักในการก่อสร้างซ่อมและเปลี่ยนเสนาสนะและสถานที่ภายในวัด ได้ดีขึ้น
สำหรับในปัจจุบันนี้สมเด็จพระอริยวงศากตญาณ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราช ปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕ ขณะนั้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้ทำการปฏิสังขรณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในวัดเป็นคราว ๆ ไปเท่าที่จำเป็น
ในยุคของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ เป็นเจ้าอาวาสนี้ได้ทำการบูรณะในเขตพุทธาวาส ให้คง สภาพเรียบร้อยไปแล้ว ที่ปรากฏในปัจจุบันเช่น องค์พระเจดีย์ใหญ่ ซุ้มประตูพระอุโบสถทั้ง ด้านหน้าและด้านหลัง ซุ้มประตูพระวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฟื้นและฐานชุกชีในพระเจดีย์ ใหญ่ ซุ้มประตูพระวิหารคดทั้ง ๒ ด้าน ตลอดถึงในเขตสังฆาวาสก็ได้ซ่อมแซมตามกำลังเงิน
ในดิถีครบ ๑๐๐ ปี วัดราชบพิธเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๓ วัดราชบพิธร่วมกับกระทรวง มหาดไทยได้จัดให้มีพุทธาภิเษกปูชนียวัตถุต่าง ๆ และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จ- พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในงาน ได้มีผู้ทูลเกล้า ฯ ถวายเงินเพื่อเป็นทุนปฏิสังขรณ์วัด ราชบพิธ จึงได้นำเงินจำนวนนี้ตั้งเป็นทุน "พระจุลจอมเกล้า" สำหรับจัดหาผลประโยชน์ ปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธโดยไม่ใช้เงินทุน ปัจจุบันนี้มีทุนอยู่แล้วจำนวน ๑๑ ล้านบาทเศษ
เฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๒๓ ได้จัดการบูรณะพระอารามไปแล้วถึง ๖ รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น ๐,๗๕๑.๒๕ บาท
วัดราชบพิธได้รับงบประมาณในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ โดยกรมศิลปากรดำเนิน การเพื่อให้เสร็จทันการสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ด้วย
ทรัพย์สินของวัด
ตามพระบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสมาวัดราชบพิธ ได้ระบุไว้แต่เพียงว่าที่ของ วัดนั้นให้วัดยาวไปตามถนนเพื่องนคร ๒ เส้น ๑๘ วา ศอก กว้างไปทางทิศเหนือตามถนน ริมวังพระเจ้าราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นเจริญผลพูลสวัสดิ์ ๒ เส้น ๘ วา กว้างไปทางทิศใต้ตามคลอง ตะพานช้าง ๒ เส้น ๘ วา และยาวไปทางทิศตะวันตกตามแนวคลองหลอด ๒ เส้น ๑๙ วา ๒ ศอก ซึ่งจะเป็นเนื้อที่ดินที่ใช้สร้างวัดทั้งสิ้น ๑๐ ไร่ ๘๘ ตารางวา
วัดราชบพิธแม้จะเป็นพระอารามหลวงที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่บรรดาปูชนียวัตถุและถาวร วัตถุที่โปรดให้สร้างขึ้นไว้ในวัดนี้ล้วนแล้วไปด้วยของมีค่า และทำด้วยมือของสถาปนิก และ จิตรกรผู้มีฝีมือเป็นเอกอยู่ในสมัยนั้น จึงทำให้เห็นความประณีตเด่นชัด น่าชมและน่าถือเป็น แบบอย่างแห่งการศึกษาในด้านศิลปะเป็นอย่างยิ่ง
ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุที่สำคัญอยู่ในเขต พุทธาวาสนั้นได้แก่
บนไพรที่ที่ยกพื้นสูงกว่าพื้นธรรมดา มีปูชนียวัตถุคือ พระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร วิหารมุข วิหารคดและศาลาราย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายในวงล้อมของกำแพงสูงประมาณ ๑ เมตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายเบญจรงค์ต่าง ๆ ที่ใช้ประดับปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุต่าง ๆ ใน วัดนี้ โดยเฉพาะเขตพุทธาวาสสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงกล่าวไว้ว่าเป็นผีมือ พระอาจารย์แดง ช่างเขียนมีชื่อเกิดในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมามีชื่อเสียงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ เป็นผู้ ออกแบบลายแล้วส่งไปทำเป็นกระเบื้องเคลือบ ณ เมืองจีน นำเข้ามาประดับ
พระอุโบสถมี ๗ ห้อง กว้าง ๑๗.๗๐ เมตร ยาว ๒๑.๖๕ เมตร สูงถึงพื้น ๖.๘๐ เมตร หลังคาด้านหน้ามีมุขเด็ด มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี ติดช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมุขบนเป็นรูปช้าง • เสียร เทิดพานทองรองรับใส่มงกุฎ หน้าบันมุขเด็ดเป็นรูปพระเกี้ยวอยู่กลางลายกระหนก ประตูและหน้าต่างมีซุ้มยอดมณฑปครึ่งซีกติดลวดลายปูนบั้นบิดทอง บานประตู ๐ บาน บาน หน้าต่าง ๒๘ บาน ด้านในเป็นลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับด้วยมุกเป็นลวดลาย จำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เฉพาะตราชั้นหนึ่ง รวม ๕ ดวงนับแต่ดวงบนลงมา คือ
๑. นพรัตน์ราชวราภรณ์
๒. มหาจักรีบรมราชวงศ์
๓. ปฐมจุลจอมเกล้า
๔. ประถมาภรณ์ช้างเผือก
๕. ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
เฉพาะที่บานประตู เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งนี้ มีสายสะพายล้อมวงกลมและสร้อย ทับอยู่บนสายสะพาย กับมีโบว์ห้อยดวงตราอยู่อีกชั้นหนึ่ง เหนือตราดวงที่ ๑ เป็นภาพพรหม จตุรพักตร์ กับมีภาพเรียงเป็นคู่ ๆ ใต้ดวงตราลงมาโดยลำดับดังนี้ ใต้ดวงที่ ๑ เป็นภาพเทพ พนมมือ ใต้ดวงที่ ๒ เป็นภาพเทพธิดาฟ้อน ใต้ดวงที่ ๓ เป็นภาพกินนรำ ใต้ดวงที่ ๔ เบี๋ยง
ภาพหนุมานเหาะ และใต้ดวงที่ ๕ เป็นภาพอินทรชิตเหาะ ระหว่างภาพและตราเป็นลายกระหนก เปลว ขอบรอบ๔ ด้าน ประดับกระหม่อมและประจำยามก้ามปู อนึ่ง การประดับมุกชั้นเล็ก ยังทำเป็นสร้อยทับลงบนแพรแถบมีอักษร จปร ไขว้ และมีตราจักรีคั่นไปเป็นระยะ โดยมีสร้อย ลูกโข่ร้อยทั้งสองข้างชายแถบแพงผูกหูกระต่าย มีตราห้อยตรงกลาง แบบของจริง ยกย่องกันว่า ลายประดับมุกที่บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถนี้ เป็นศิลปะชั้นสำคัญที่สุดชั้นหนึ่งในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ ด้านข้างของหุ้มประตูแต่ละด้านเป็นรูปเชี่ยวกางถือง้าว ขึ้นอยู่บนหลังสิงห์ ส่วนด้านข้างของหุ้มหน้าต่างแต่ละด้านเป็นเทวดาถือพระบรรย์ยืนอยู่กลางลายกระหนก
ฝีมือประดับมุกดังกล่าวมานี้ ตามหลักฐานกล่าวว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของ พระเจ้าบรมวงศ์- เธอกรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ พระราชโอรสองค์ที่ ๓๐ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และเป็นพระองค์ที่ ๕ ในเจ้าจอมมารดาจันทร์
บานมุกประตูและหน้าต่างพระอุโบสถมีประวัติว่า
เดิมเป็นบานพระทวารและบาน พระแกลพระพุทธปรางค์ปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเกิดเพลิงไหม้พระพุทธปรางค์ ปราสาทในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ นั้น ตอนบนของพระพุทธปรางค์ปราสาทถูกไฟไหม้ มากเพราะเป็นเครื่องไม้เป็นส่วนใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเสด็จพระราช- ดำเนินไปทรงบัญชาการดับเพลิงอยู่ด้วย ได้โปรดให้ถอดบานมุกที่ยังไม่ไหม้ออกทัน พร้อมกันนั้น ยังได้โปรดให้ถอดบานมุกที่พระมดเทปซึ่งอยู่ใกล้กับพระพุทธปรางค์ปราสาทออกด้วย
และต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์พระพุทธปรางค์ปราสาทใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จก็พอดีสิ้น รัชกาลที่ ๕ ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ต่อจน แล้วเสร็จ แต่บานพระทวารและพระแกลได้เปลี่ยนเป็นลายทรงพุ่มข้าวบิณฑ์อย่างในปัจจุบัน เหตุ ที่ยังไม่โปรดให้นำเอาบานมุกมาติดไว้ตามเดิม คงจะเป็นเพราะว่า บานมุกไม่ครบ คงถูกไฟไหม้ เสียหายไปบ้าง จะซ่อมทำใหม่ก็สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์มาก ยิ่งกว่านั้นก็คือกรมช่างมุกในระยะ นั้นเสื่อมจนแทบหมดตัวช่างฝีมือเสียแล้ว
เมื่อปฏิสังขรณ์เสร็จแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า ปราสาทพระเทพบิดร เบิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน ๒๔๖๑
บานมุกทั้งหมดที่นำมาติดที่พระอุโบสถวัดราชบพิธน์มีรวมด้วยกันทั้งหมดทั้งที่บานประตูและบานหน้าต่างรวม ๓๘ บาน (เมื่ออยู่พระพุทธปรางค์ปราสาทหรือปราสาทพระเทพบิดรมีมากกว่านี้) เป็นประตูหน้าและหลัง คู่ ๑๐ บาน และเป็นหน้าต่าง ๑๔ คู่ ๒๘ บาน ส่วนบานประตูและหน้าต่างเดิมของพระอุโบสถซึ่งเป็นไม้แกะสลักนั้น นำไปติดไว้เป็นประตูและหน้าต่างของพระวิหาร
พระอุโบสถหลังนี้ ทรงนอกเป็นแบบไทยตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนทรงในเป็นแบบฝรั่งกล่าวกันว่าคล้ายพระที่นั่งแห่งหนึ่งในพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส แต่ก็มีศิลปะไทยปนอยู่ด้วย ที่ผนังระหว่างช่องหน้าต่างเป็นรูปอุณาโลมและมีอักษร จ สลับ เหนือซุ้มประตูกลางด้านภายในปั้นเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำรัชกาลของพระองค์ ที่เรียกว่าตราแผ่นดินหรือตราอาร์มโดยจำลองแบบตรางาประจำรัชกาลของพระองค์ อันประกอบด้วยที่หมายสำคัญต่าง ๆ รวมกัน คือ พระมหาพิชัยมงกุฎ จักร ตรี โล่ ข้างไอราพต ช้างเผือก กฤช พระมหาสังวาลย์นพรัตน์ พระสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลงอมเกล้า ฯ ฉัตรตั้งมีราชสีห์คชสีห์ประกอง ฉลองพระองค์กรุปและเครื่องหมายเบญจราชกกุธภัณฑ์ กับมีภาษิตกำกับว่า "สพุทธะ สงมกูตานิ สามกุกี วุทฒิสาธิกา" ประกอบอยู่ด้วย นอกจากนั้นการให้สีภายในพระอุโบสถประณีตงดงาม บีดทองบางแห่งทำให้แลดูเจริญตา การตบแต่งภายในพระอุโบสถน์ เป็นฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าประวิชชุมสาย ผนังชั้นบนระหว่างเสาคูหาเขียนเป็นภาพพุทธประวัติ ฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าประวิชชุมสาย เช่นเดียวกัน (แต่ลวดลายที่ปรากฏอยู่บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงเมื่อสมัยรัชกาลที่ ทรงปฏิสังขรณ์ พ.ศ. ๒๔๗๒)
พระพุทธอังคิรส พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อ ปางสมาธิ ทรงผ้ามิกลิบ หน้าตักกว้าง ศอกคีบ พระฉวีวรรณเป็นทองคำทั้งองค์ประดิษฐานอยู่บนชุกชิหินอ่อนที่สั่งจากประเทศอิตาลี พระพุทธอังคีรสเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าพระนามหนึ่ง แปลว่า มีพระรัศมีซ่านออกจากพระกาย สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าประวัติพระพุทธรูปสำคัญพระองค์นไว้ว่า หล่อเมื่อสถาปนาวัดราชบพิธ แต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงนิพนธ์ไว้ว่า หล่อในรัชกาลที่ ๔ ถึงรัชกาลที่ ๕ การหล่อทำเป็นพระราชพิธี กะไหล่ทองคำทั้งองค์ สิ้นเนื้อทองแปดหนัก ๑๘๐ บาท เป็นทองคำที่พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้แต่งพระองค์เมื่อทรงพระเยาว์ องค์พระพุทธรูปก็กล่าวกันว่าเท่ากับพระวรกายที่แท้จริงของพระพุทธองค์ พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงนำเอาไปไว้ที่พระปฐมเจดีย์ แต่มาสั้นรัชกาลเสียก่อน ต่อมาโปรดให้หล่อฐานบัลลังก์กะไหล่ทองเนื้อหก หนัก ๔๘ บาท ขึ้นเป็นรองรับองค์พระพุทธรูป เสวตฉัตรที่กั้นอยู่เหนือองค์พระ เดิมเป็นเสวตฉัตรกั้นพระโกศ พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้นำไปทรงพระประธาน และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงชักเชือกเศวตฉัตรนี้เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๗ ได้ฐานทุกร์ที่ประดิษฐานพระพุทธอังคีรสบรรจุพระบรมราชสรีรังคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปทองคำเช่นเดียวกัน ประดิษฐานอยู่บนชุกชีเป็นเบญจา ด้านหน้าและต่ำกว่าพระพุทธอังคีรสลงมา พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชร หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง มีเรือนแก้วเป็นพุ่มมหาโพธิ์ ยอดเรือนแก้วมีรูปพระมหามงกุฎและเรือนแก้วนี้ติดกับฐานชั้นล่างขององค์พระพุทธรูปมีอักษรขอมจารึกพระคุณนามแสดงพระพุทธคุณลงบนกลีบบัวเบื้องหน้า 6 เบื้องหลัง 6 คือ ตั้งแต่ อรหันต์ สมุทสมัพุทโธ ถึง ภควา และฐานล่างของฐานพระมีที่สำหรับรองน้ำสรงพระ มีท่อเป็นรูปสีรษะโก อันมีความหมายถึงพระพุทธองค์ว่า เป็นโคตมโคตร พระนิรันตราย เป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริแบบอย่างสร้างขึ้นแล้วหล่อจำลองพระราชทานพระอารามต่าง ๆ ในคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ปัจจุบันพระนิรันตราย เป็นองค์ที่ทำขึ้นใหม่ เพราะองค์ที่พระราชทานมานั้นถูกขโมยลักไป ชุกชีที่ประดิษฐานเป็นเบญจาซึกเล็ก เคยเป็นที่ทรงพระโกศสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรรณาภรณ์เพชรรัตน์
พระวิหาร อยู่ด้านใต้พระเจดีย์ใหญ่ รูปทรงเป็นแบบเดียวกับพระอุโบสถวทั้งภายนอก และภายใน ต่างแต่ว่าบานประตูและบานหน้าต่าง สลักด้วยไม้เป็นลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เท่านั้น กล่าวกันว่า เดิมประตูและหน้าต่างของพระวิหารนั้น เป็นของพระอุโบสถ แต่เมื่อนำ เอาบานมุกมาติดที่พระอุโบสถแล้ว จึงได้เอามาไว้ที่พระวิหารและข้อที่แตกต่างจากพระอุโบสถอีก อย่างหนึ่งภายในพระวิหารก็คือ ลวดลายมีเฉพาะที่เพดาน บัวกั้นผนังชั้นล่างและชั้นบน และ กรอบประตูหน้าต่างเท่านั้น นอกนั้นผนังเป็นสีขาว ไม่มีลวดลาย
ในพระวิหารมีพระประธานนามว่า พระประทีปพอโรทัย ประดิษฐานอยู่บนชุกชี เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัยของเก่าที่ซ่อมขึ้นใหม่ หลังพระประธานเป็นตู้พระไตรปิฎกผู้ขนาดใหญ่ เป็นพระไตรปิฎกฉบับใบลาน บรรจุอยู่ในกล่องไม้สัก ทาน้ำมันบ้าง ทาสีบ้าง และมีลวดลาย ทำด้วยเส้นทองเหลืองฝังลงไปในเนื้อไม้ มีตราของหลวง พระไตรปิฎกเหล่านี้ กล่าวกันว่า ทาง วัดได้รับพระราชทานมาตั้งแต่ครั้งสร้างวัด บางท่านกล่าวว่า อาจเป็นพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ยังเหลืออยู่ ตู้พระไตรปิฎกเป็นของสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าครองวัด
วิหารทิศ หรือวิหารมุข อยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ตรงกับพระเจดีย์ใหญ่ เป็นทางเข้าสู่บริเวณภายในพระระเบียงรอบพระเจดีย์ ที่หน้าบันมุขชั้นบนเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ หน้ามุขชั้นล่างเป็นรูปช้างสามเศียรเทิดบูชาบก และซุ้มประตูเข้าเป็นทรงมณฑปครึ่งซึก แต่บาน ประตูเป็นภาพเขียนสีรูปเชี่ยวกาง พระระเบียงหรือวิหารคด มีผนังประดับกระเบื้องเคลือบลาย เบญจรงค์เชื่อมพระอุโบสถกับวิหารทิศ และพระวิหาร ล้อมองค์พระเจดีย์ใหญ่ ด้านนอกมีทาง เดินปูด้วยหินอ่อน และมีเสาหินกลมรับเชิงชาย ส่วนด้านในเป็นพื้นสองชั้น มีเสาก่ออิฐถือ ปูนย่อเหลี่ยมรับเครื่องบนเชิงชาย
ศาลาราย เป็นศาลาหลังเล็ก ๆ ห้อง รอบไพที่มีทั้งหมดด้วยกัน ๘ หลัง ทางด้าน หน้าพระอุโบสถ ๒ หลัง หน้าพระวิหาร ๒ หลัง และหน้าวิหารทิศทั้งด้านตะวันออกและด้าน ตะวันตก ด้านละ ๒ หลัง ที่หน้าบันของศาลเป็นรูปเทพนมอยู่ท่ามกลางลายกระหนก
ชั้นล่างหรือบนพื้นธรรมดาของวัด มีสิ่งที่น่าชมดังต่อไปนี้
หอระมัง อยู่ทางด้านทิศตะวันออก เป็นหอระฆัง ๒ ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบน ทำเป็นซุ้มโปร่งทั้ง ๔ ด้าน ตรงมุมย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง ยอดเป็นรูปพระเกี้ยวประดับด้วยกระ- เบื้องลายเบญจรงค์ อยู่ในบริเวณที่จัดเป็นเขตสังฆาวาสใกล้ ๆ กับศาลาทำบุญคณะนอก
หอกลอง แบบเดียวกันกับหอระฆัง แต่มีกระจกสี ๓ ด้าน อยู่ใกล้ ๆ กับศาลาทำบุญ คณะใน
อนุสาวรีย์ มิ ๒ อนุสาวรีย์ คือ ใกล้ ๆ กับหอระฆังแต่อยู่ในเขตพุทธาวาส เป็น อนุสาวรีย์หินอ่อนยอดปรางค์บรรจุพระสรีรังคารและการ์ดพระประวัติของพระวรวงศ์เธอ พระ-
องค์เจ้าพระอรุณนิกาคุณากร เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้ กับใกล้ ๆ หอกลองเป็นอนุสาวรีย์ยอด ปรางค์เช่นเดียวกัน บรรจุพระสรีรังคารของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสริวัฒน์ สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า เจ้าอาวาสองค์ที่ ๒ มีแผ่นหินอ่อนจารึกพระประวัติ ๓ ด้าน และมีจารึกพระ- โอวาทที่น่าจับใจอยู่ทางด้านตะวันตก
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดราชบพิธมีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ แห่ง นักเรียนบาลีมีจำนวน ๐ รูป และ นักธรรมจำนวน ๑๑ รูป การเล่าเรียนปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรในวัดนี้มีมานานแล้ว พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเล่าว่ามีอาจารย์ กฤหัสถ์ รับเงินเดือนหลวงเป็นผู้สอน ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงขยับขยายขึ้น เมื่อจำนวน นักเรียนเพิ่มทางวัดจึงได้ตั้งสำนักเรียนขึ้นเรียกว่า สำนักเรียนวัดราชบพิธสอนทั้งภาษาบาลีและ นักธรรม ทำให้พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาเจริญก้าวหน้าในทางพุทธจักรเป็นอย่างดี สำนักเรียนหนึ่ง
การสาธารณสงเคราะห์ ที่นับว่ามีประโยชน์เกินค่ามาอนถึงปัจจุบันนี้ คือ การสร้าง โรงเรียนวัดราชบพิธ โดยเริ่มสอนตั้งแต่ชั้นประถม ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณ- นิภาคุณากร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสองค์แรกได้ทรงจัด ตั้งโรงเรียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๕ ทางโรงเรียนได้ขยายและสร้างอาคารเรียนเพิ่มมากขึ้นและต่อมา ได้ย้ายชั้นประถมที่มีอยู่ไปอยู่โรงเรียนประถมวัดสุทัสน์ เหลือแต่ชั้นมัธยมเพียงอย่างเดียว และได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โดยเฉพาะ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ทางวัดได้ร่วมกับคณะกรรมการ จัดหาทุนสร้างอาคารเรียน คือ ตึกกุชงค์ประทานวิทยาสิทธิ์ ๑-๒-๓ และตึก ชินวรศรีธรรม วิทยาคาร
นอกจากนี้ทางวัดยังจัดให้มีการสาธารณสงเคราะห์ทั้งในทางโลกและทางธรรมแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก
การบริหารและการปกครอง
การบริหารและการปกครองคณะสงฆ์ของวัดราชบพิธ ดำเนินมาด้วยดีตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากรายพระนามและรายนามของเจ้าอาวาสตามลำดับดังนี้
๑. พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ เปรียญ ๕ ประโยค เจ้าอาวาสยุคที่ ๑ ทรงปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔
๒. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เปรียญ ๓ ประโยค เจ้าอาวาสยุคที่ ๒ ทรงปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ รวม ๓๖ ปี
๓. พระสาสนโสภณ (ภา กังสวร) เจ้าคณะรองคณะธรรมยุต เปรียญ ๓ ประโยค เจ้าอาวาสยุคที่ ๓ ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๐
๔. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสใน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปรินายก องค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เปรียญ ๔ ประโยค เจ้าอาวาสยุคปัจจุบัน ทรงปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็นต้นมา หน้าที่ต่าง ๆ ในปัจจุบันที่เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ปฏิบัติอยู่นั้นมีหลายตำแหน่ง เช่น
เจ้าอาวาสวัดราชบพิธ
ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
ประธานสภาการศึกษาของคณะสงฆ์
เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
นายกสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย
นายกกรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย
ประธานคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมกิจการศาสนาและมนุษยธรรม
องค์อุปถัมภ์มูลนิธิสังคมประชานุเคราะห์
องค์อุปถัมภ์สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ
องค์อุปถัมภ์ศูนย์และชมรมพุทธศาสน์ในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ อีก ๘ แห่ง
องค์อุปถัมภ์ศูนย์ธรรมศึกษาพิเศษโรงเรียนวิสุทธิกบัตรี - อาษาวิทยา
นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งนิธิต่าง ๆ สำหรับหาผลประโยชน์ใช้จ่าย ในกิจการของวัดโดยไม่ถอนต้นทุนมาใช้ ให้ใช้ได้เฉพาะผลประโยชน์เท่านั้น คือ ๑. นิธิบำรุงภิกษุสามเณรด้วยปัจจัย (นิธินมีมาตั้งแต่เจ้าอาวาสยุคที่ ๓) ๒. นิธิปฏสังขรณ์วัดราชบพิธ ๓. นิธิบำรุงการศึกษาพระปริยัติธรรม ๔. นิธิไฟฟ้า และน้ำประปา ๕. นิธิรักษาภิกษุสามเณรอาพาธ ๖. นิธิสิริวัฒน์สมบูรณ์ (สำหรับบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายอดีตเจ้าอาวาส วันที่ ๒๕ สิงหาคม ทุกปี)
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ วัดราชบพิธมีจำนวนพระภิกษุในพรรษา ๖๐ รูป สามเณร ๔ รูป