วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอารามหลวงข้นเอก ชนิดราชวรมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ เลขที่ ๓ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
อาณาเขตที่ดินตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับถนนพระจันทร์และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทิศใต้ติดต่อกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ตรงข้ามฟากถนนไปเป็นพระบรมมหาราชวัง ทิศตะวันออก ติดต่อกับหอสมุดแห่งชาติ (เดิม) ถนนหน้าพระธาตุ และตรงข้ามฟากถนนไปเป็นสนามหลวง ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนมหาราช ตรงข้ามไปมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ใกล้เคียง
ลักษณะพื้นที่ตั้งวัด เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ตามความยาวของแม่น้ำเจ้าพระยา เขตพุทธาวาสอยู่ทางด้านทิศเหนือ เขตสังฆาวาสอยู่ทางทิศใต้ ด้านหลังพระอุโบสถ ทางทิศตะวันตกเป็นบริเวณที่ตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ลานอโศก โรงเรียนปริยัติธรรม และถัดจากโรงเรียนปริยัติธรรมไปทางทิศเหนือ มีหมู่กฎิกลุ่มหนึ่ง แบ่งเป็น < คณะ อันเป็นวัดดั้งเดิมก่อนสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชื่อ "วัดสลัก"
ความเป็นมา
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎี ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกชื่อว่า "วัดมหาธาตุ" เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดสลัก หรือวัดฉลักก็เรียก เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ได้สร้างพระนครขึ้นทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดสลักอยู่ในพระนครข้างฝั่งตะวันออก จึงเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่อยู่พำนักของพระราชาคณะมาตลอดสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ย้ายพระนครข้ามฟากมาตั้งข้างฝั่งตะวันออกฝ่ายเดียว พระราชวังที่สร้างใหม่มีวัดอยู่ใกล้ชิด ๒ วัด คือ วัดโพธาราม หรือวัดพระเชตุพนปัจจุบัน อยู่ชิดพระบรมมหาราชวังทางทิศใต้ และวัดสลัก (วัดมหาธาตุ) จึงอยู่ทางด้านทิศเหนือและชิดกับด้านทิศใต้ของพระราชวังบวรสถานมงคล (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ ฯลฯ)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ย้ายพระนครมาแล้ว ได้ทรงสถาปนาวัดโพธารามขึ้นใหม่ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราช ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สถาปนาวัดสลักขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๖ และได้ขนานนามว่า "วัดนิพพานาราม" ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปรารถนาด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช ให้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดนิพพานาราม เพราะเป็นวัดที่ตั้งอยู่ระหว่างพระราชวังหลวงกับวังหน้า สะดวกในการเสด็จทั้ง ๒ พระองค์ แต่ก่อนจะถึงกำหนดการทำสังคายนา ได้โปรดให้เปลี่ยนนามวัดใหม่เป็น "วัดพระศรีสรรเพชญดาราม"
การทำสังคายนาพระไตรปิฎก ที่วัดพระศรีสรรเพชญดารามครั้งนั้น นับว่าเป็นครั้งแรก ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร ได้ปรารถเหตุที่คัมภีร์พระไตรปิฎกถูกที่สร้างขึ้นเป็นฉบับหลวง ยังวิปลาส คลาดเคลื่อนเป็นอันมาก เนื่องจากหนังสือที่หามาเป็นต้นฉบับ เป็นหนังสือสร้างขึ้นตามหัวเมือง ไม่ได้อบับดี สมควรประชุมสงฆ์ตรวจชำระพระไตรปิฎกฉบับหลวงที่ได้สร้างไว้แล้วนั้นให้ถูกต้อง การสังคายนา เริ่มเมื่อเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๓๑ ถึงกลางเดือน พ.ศ. ๒๓๓๒ เป็น เวลา ๕ เดือน จึงสำเร็จ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดระฆัง ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นประธาน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิทธ์หนาท ทรงเป็นองค์บรมราชูปถัมภก ครั้นสังคายนาเสร็จแล้ว โปรดให้จารึกจำลองไว้เป็นพระไตรปิฎกฉบับหลวงขึ้นใหม่เรียกว่า "ฉบับทองทึบ" หรือ "ฉบับ ทองใหญ่" เก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานในหอพระมนเทียรธรรมวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนถึง บัดนี้
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๖ สมเด็จกรมพระราชวังบวร ฯ ได้สวรรคต พระบาทสมเด็จพระพุทธ- ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ประชุมพระราชาคณะสอบไล่พระปริยัติธรรมพระภิกษุสามเณรที่ วัดพระศรีสรรเพชญดาราม ในโอกาสนี้โปรดให้เปลี่ยนนามวัดใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็น "วัดมหาธาตุ" ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ อันเป็นส่วนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าพระมหาวชิรุณหิศ ซึ่งสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗
อุทิศพระราชทานให้ปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นแล้ว โปรดให้เพิ่มสร้อยต่อนามวัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชนั้นว่า "วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์" ใช้มาตราบจนปัจจุบัน วัดมหาธาตุเป็นที่ประทับอยู่ของสมเด็จพระสังฆราชทั้งแต่องค์ที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถัดจากสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดระฆัง ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๗ เป็นลำดับมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ จำนวน ๔ พระองค์คือ ๑. สมเด็จพระสังฆราช (สุข) องค์ที่ ๒ ๒. สมเด็จพระสังฆราช (มี) องค์ที่ ๓ ๓. สมเด็จพระสังฆราช (สุก, ไก่เถื่อน) องค์ที่ ๔ ๔. สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) องค์ที่ ๕ วัดมหาธาตุเคยเป็นที่ประทับและศึกษาพระธรรมวินัยของเจ้านายเมื่อทรงผนวชคือ พ.ศ. ๒๓๖๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วเสด็จมาประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ๓ เดือน จึงทรงลาผนวช ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระชันษาครบอุปสมบท จึงได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุโดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระอุปัชฌายะ
หลังจากประทับแรมอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คืนแล้ว ได้เสด็จมาประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุทรงบำเพ็ญอุปัชฌายวัตร วัน แล้วเสด็จไปประทับอยู่ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เป็นเวลา ๑ ปี แล้วเสด็จกลับมาประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุอีก ๕ ปี (พ.ศ. ๓๖๗-๒๓๗๒)
การปฏิสังขรณ์วัดมหาธาตุในปลายรัชกาลที่ ๓ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๘๗ เป็นต้นมา ได้มีการซ่อมแซมและก่อสร้างครั้งใหญ่ที่สุด บางสิ่งบางอย่างได้ทำตามของเดิมบ้าง แก้ไขบ้าง รื้อทำใหม่บ้างและสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่บ้างเป็นการบูรณะทั้งพระอาราม
รายการที่ได้ทำตามของเดิมมิได้แก้ไขมีพระมณฑป พระปรางค์ ๔ องค์ พระเจดีย์ ๔ องค์ รายในพระระเบียงและพระวิหารวัดสลัก
รายการที่ได้แก้ไขของเดิมมี พระอุโบสถ พระวิหารหลวง ซึ่งได้ต่อมุขโถงด้านหน้าและหลังให้ยาวเท่าพระอุโบสถและพระระเบียง
รายการที่รื้อทำใหม่มี พระปรางค์ ๒ องค์ นอกพระระเบียงด้านเหนือ ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช หอไตร หอเย็น การเปรียญ หอระฆัง กุฏิสงฆ์สร้างเป็นตึกหมดทั้งวัด กำแพงและประตูวัด
รายการที่สร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่มี ศาลาโถง ศาลาการเปรียญ อาคารเรียนหนังสือ ๘ หลัง ศาลาราย นอกพระระเบียงด้านละ ๔ หลัง ศาลาคดมุมละหลัง
รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ โปรดให้ดำเนินการบูรณะในสิ่งซึ่งยังค้าง คาอยู่ต่อไปจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย แล้วได้เสด็จมาประกอบพิธียกช่อฟ้าใบระกาด้วย
รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ โปรดให้ตั้งวิทยาลัยการศึกษาของสงฆ์ ขึ้นที่วัดมหาธาตุเมื่อ พ.ศ. ๔๓๑ เรียกว่า "มหาธาตุวิทยาลัย" ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓ มีพระ บรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระแสให้สร้างเป็นตึกถาวรขึ้น และพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เพื่อเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์สืบไป
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑ ไม่เศษ และยังมีที่ธรณีสงฆ์ ๑ แปลง ตั้งอยู่ท้องที่ตำบลไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ ๖๑ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา (โฉนดที่ดินที่ ๕๘๒๕ เลขที่ ดิน ๘ หน้าสำรวจ ๓๔๔)
อาคารเสนาสนะถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุต่าง ๆ มี
พระอุโบสถ ขนาดกว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๖.๘๐ เมตร
พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๑.๗๕ เมตร
พระวิหารหลวง กว้าง ๑.๓๐ เมตร ยาว ๔๘.๓ เมตร
พระวิหารน้อยโพธิลังกา กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๓.๘๐ เมตร
พระมณฑป กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร
ศาลาการเปรียญ กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒.๘๐ เมตร
พระระเบียง พระวิหารคด ๔ หลัง
หอไตร หอเย็น หอปริยัติ หอปฏิบัติและหอระฆัง
อาคารเรียนต่าง ๆ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตึก ๓ ชั้น อาคารอุ่นประสูทน์วิทยา อาคารพรวิทยาประสูทน์ อาคารเรียนหนังสือไทยตึก ๓ ชั้น : อาคารมหาธาตุวิทยาลัยตึก ๒ ชั้น และตึก ๔ ชั้น อาคารธรรมเล็กไสยจิตตึก ๒ ชั้น กุฏิสงฆ์ เป็นตึกสร้างไว้เป็นหมู่เป็นแถว แบ่งเป็นคณะ ๒๕ คณะ ที่เป็นกุฏิยาวชิด กำแพงวัดด้านเหนือ ๑ แถว ด้านใต้ ๑ แถว ด้านตะวันตก ๔ หลัง ปูชนียสถานต่าง ๆ ซึ่งเคยซ่อมแปลงครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔-๔๗๕ มี พระศรีสรรเพชญ์ พระประธานในพระอุโบสถสร้างต้นกรุงรัตนโกสินทร์ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๕๑๖ เซนติเมตร สูง ๖ เมตร สีมือพระยาเทวารังสรรค์ช่างวังหน้า พระเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ประดิษฐานอยู่ในพระมณฑปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่ ส่วนบนของพระเจดีย์ สำหรับใต้ฐานพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิพระบรมชนกนารถของพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระพุทธรูปทองเหลืองโบราณปางต่าง ๆ ภายในพระมณฑปซึ่งได้อัญเชิญมาจากสุโขทัย พระพุทธรูปปางสดุ้งมาร ภายในพระระเบียงโดยรอบจำนวน ๑๑๒ องค์ พระปรางค์ ๔ องค์ พระเจดีย์ ๔ องค์ อยู่ล้อมรอบพระอุโบสถ
พระรูปเหมือนของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ผู้ทรงสถาปนาวัดมหาธาตุ เป็นร่างประทับยืน พระกรทั้ง ๒ ประคองพระแสงดาบ ถวายเป็นพุทธบูชาประดิษฐานไว้บน พระแท่นหน้าพระวิหารน้อยโพธิ์ลังกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาล ปัจจุบันได้เสด็จมาประกอบพระราชพิธีประดิษฐานพระรูปไว้บนพระแท่นที่ประทับ
เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๒
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาสูงสุดของคณะสงฆ์ ประกาศตั้งเป็น มหาวิทยาลัยสงฆ์โดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๔๐๒ และเริ่มดำเนินการศึกษาตั้งแต่วัน ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๐๒ โดยมีพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุเป็น ปฐมสภานายก
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แบ่งขั้นการศึกษาออกดังนี้
ก. การศึกษาขั้นปริญญา เรียกว่า "บาลีอุดมศึกษา" หลักสูตร ๒ ปี แบ่งออก เป็น ๓ คณะ คือ คณะพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์และคณะมนุษยสงเคราะห์ศาสตร์
ข. การศึกษาขั้นต่ำกว่าปริญญา ได้แบ่งเป็นส่วนงานต่าง ๆ ดังนี้
๑. วิทยาลัยครูศาสนศึกษา หลักสูตร ๒ ปี
๒. โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา หลักสูตร ๒ ปี ปัจจุบันตั้งอยู่ที่โรงเรียนปริยัติธรรม วัดสระเกศ
. โรงเรียนบาลือบรมศึกษา หลักสูตร L บี
โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษา หลักสูตร 6 ปี ซึ่งใช้หลักสูตรของโรงเรียนปริยัติธรรม
แผนกสามัญของกระทรวงศึกษาธิการ
โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งได้เปิดเป็นแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่
13 กรกฎาคม 2501 หลักสูตรได้แบ่งเป็น 4 ขั้น คือ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย
และขั้นสูง แต่ละขั้นแบ่งออกเป็น 3 ชั้น
การศึกษาพระปริยัติธรรม เปิดเรียนทั้งแผนกภาษาบาลี แผนกธรรมทุกระดับชั้นและ แผนกวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งปัจจุบันได้ขยายสาขาออกไปตามวัดและจังหวัดต่าง ๆ ได้มีการสอน และการฝึกปฏิบัติทั้งเป็นประจำและเป็นครั้งคราว
การเผยแผ่ที่ได้ดำเนินการภายใน โดยมีแผนกห้องสมุด ธรรมวิจัย มีการเทศนา บรรยาย ปาฐกถา การฝึกสอนปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่อง กันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังได้มีการเผยแผ่ออกไปภายนอก โดยการคัดเลือก พระมหาเปรียญ พระเถระผู้ฉลาดสามารถส่งออกไปเผยแผ่ พร้อมกับได้นิมนต์พระเถระจากหัวเมือง เข้ามาฝึกอบรมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน และมีการจัดพิมพ์เป็นหนังสือแจกจ่ายให้แพร่หลาย ออกไปด้วย
การบริหารและการปกครอง
วัดมหาธาตุ เป็นพระอารามที่มีถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะมาก มีพระภิกษุสามเณร และศิษย์วัดมาก จึงได้แบ่งการปกครองออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งจัดแบ่งเป็นหมวด 4 หมวด แบ่ง เป็นคณะ 2 คณะ คือ
หมวดพระธาตุ มี 7 คณะ
หมวดศรีสรรเพชญ์ มี 8 คณะ
หมวดตำหนัก มี 11 คณะ
หมวดสลัก มี 4 คณะ การปกครองเพื่อให้การสาธารณะมีความคล่องตัวและได้ผลดียิ่งขึ้น วัดมหาธาตุได้ กระจายอำนาจการปกครองไปยังคณะต่าง ๆ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้พิจารณาตั้งเจ้าคณะเพื่อปกครอง ดูแลแทนเจ้าอาวาส ซึ่งมีรองเจ้าอาวาสเป็นผู้ช่วยอีกด้วย แต่สำหรับการดำเนินการสาธารณะ หรือส่วนรวมของวัด เจ้าอาวาสยังคงมีอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการ ทำให้การปกครอง ภายในและการบริหารงานต่าง ๆ เป็นไปโดยความเรียบร้อยตลอดมา ลำดับเจ้าอาวาสนับตั้งแต่ พ.ศ. 2356 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2525)
สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) พ.ศ.
ถึง พ.ศ. ๒๓๕ . สมเด็จพระสังฆราช (มี) พ.ศ. ๒๓๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๖๒ ๓. สมเด็จพระวันรัต (อาจ) พ.ศ. ๒๓๖๒ ถึง พ.ศ. ๒๓๖๓ ๔. สมเด็จพระสังฆราช (สุก, ไก่เถื่อน) พ.ศ. ๒๓๖๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๖๕ ๕. สมเด็จพระสังฆราช (ด่วน) พ.ศ. ๒๓๖๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๕๓ ๖. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) พ.ศ. ๒๕๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๐๐ ๗. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) พ.ศ. ๒๔๐๐ ส. พระราชกวี (คง) ๖. พระศาสนานุรักษ์ (รัก) ๑๐. พระญาณสมโพธิ (อิ่ม) ๑๑. พระคุณาจารีตวัตร (ค้า) ๑๒. พระญาณสมโพธิ (คำ) ๑๓. สมเด็จพระวันรัต (ทิต อุทยมหาเถร) พ.ศ. ๔๓๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๒ ๑๔. สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารีมหาเถร) พ.ศ. ๒๔๖๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๖
๑๕. พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตเถร) พ.ศ. ๒๔๘๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๐ ๑. พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถร) พ.ศ. ๒๖๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๓ ๑อ. พระธรรมปัญญาบดี (กิตติสารเถร) พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๓ ๑๘. พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถร) พ.ศ. ๒๕๒ ถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีพระภิกษุจำพรรษา ๒๔๔ รูป สามเณร ๑๒๑ รูป โรงเรียนปริยัติธรรม เรียนบาลี ๑๔๑ รูป นักเรียนนักธรรม ๘๐ รูป