วัดมกุฎกระษัตริยาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดมกุฎกระษัตริยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร

ตั้งอยู่เลขที่ แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับคลองผดุงกรุงเกษม กระทรวงศึกษาธิการ และคุรุสภา ทิศใต้ติดต่อกับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทิศตะวันออกติดต่อกับศาลาสันติธรรม ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนประชาชื่นและที่ธรณีสงฆ์ของวัด ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปของบริเวณวัด เป็นพื้นที่ราบลุ่ม เดิมมีคูน้ำล้อมรอบแต่บัดนี้ได้ถมดินหมดแล้ว

ความเป็นมา

วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏ พระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้สร้างขึ้น เพราะมีพระราชประสงค์จะสร้างวัดส่วนพระองค์ขึ้น คู่เคียงกับวัดโสมนัสวิหาร ของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีพระอัครมเหสี พระองค์ได้ เสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๘๐ และทรงเร่งรัดการก่อสร้างเสนาสนะให้เสร็จทันเปิด วัด ก่อนเข้าพรรษา พ.ศ. ๒๔๑๑ การก่อสร้างวัดมกุฎกษัตริยารามในเบื้องต้นนั้น แบ่งเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะแรกก่อสร้าง ฐานพระวิหาร ฐานวิหารคด ฐานพระเจดีย์ ฐานพระอุโบสถและหมู่กลุ่ม ๓ คณะ ระยะที่ ๒ ก่อสร้างต่อเติมจนกุฏิสำเร็จทั้ง ๓ คณะ ส่วนพระวิหาร วิหารคด พระเจดีย์ และพระอุโบสถ ยังไม่สำเร็จ ระยะที่ ๓ ก่อสร้างต่อมาจนสำเร็จในต้นรัชกาลที่สี่

วัดมกุฎกษัตริยารามได้รับพระราชทานวิสุงคามส์มา ตามประกาศพระบรมราชโองการ วัน ๒, ๘ ค่ำ ปีมะโรง นักษัตรสำฤทธิศก พุทธสาสนกาล ๒๔๑๑ พรรษา เป็นวันที่ ๖๒๕๖ ในรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ ๔) มีเนื้อที่กว้าง ๓ เส้น ๑ วา ยาว ๔ เส้น

พระอุโบสถวัดมกุฎกษัตริยารามก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยในต้นรัชกาลที่ แต่วันประกอบ พิธีผูกพัทธสีมาวันใดไม่ปรากฏ สันนิษฐานว่าคงจะจัดพิธีหลังจากสร้างพระอุโบสถเสร็จไม่นาน

ความจริงเมื่อเริ่มสร้างวัดนี้ รัชกาลที่ ก็ได้ทรงพระราชทานชื่อให้ก่อนว่า "วัดมกุฎ กษัตริยาราม"

ตามพระปรมาภิไธยของพระองค์ ให้คู่เคียงกับวัดโสมนัสวิหาร ซึ่งทรงสร้างอุทิศ พระราชกุศลถวายสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี แต่ชื่อวัดอันเป็นพระปรมาภิไธยนี้ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะกราบทูลออกชื่อวัด ก็ขัดปากกระดากใจ จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า "วัดพระนามบัญญัติ" ไปพลางก่อนซึ่งเรียกชื่อนี้กันมาถึง ๖๒ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ จึงทรงประกาศให้เรียกว่า "วัดมกุฎกษัตริยาราม"

ตาม พระราชประสงค์เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓

แบบแปลนแผนผังของวัดมกุฎกษัตริยารามนั้น คล้ายกับวัดโสมนัสวิหาร กล่าวคือมีคู น้ำในพื้นที่วัดแยกจากคลองผดุงกรุงเกษมเข้าไป กำหนดสร้างกำแพงรอบวัดขึ้นภายในคูคลองและ มีกำแพงแยกพื้นที่ออกเป็น ๓ ส่วน คือตอนกลางเป็นส่วนพุทธาวาส สองข้างเป็นส่วนสังฆาวาส มีประตูหุ้มสำหรับผ่านเข้าเขตพุทธาวาสข้างละ ๒ ประตู ทะลุถึงกันทั้งตอนหน้าวัดและตอนหลังวัด

การก่อสร้างและการปฏิสังขรณ์วัดมกุฎกษัตริยารามเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันมีเจ้าอาวาสแต่ละยุครับผิดชอบ โดยเริ่มตั้งแต่สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น พระวิหาร วิหารคด พระเจดีย์ พระอุโบสถ ฯลฯ การปลูกต้นไม้ต่าง ๆ การก่อสร้างคณะนอก ได้แก่ กุฏิ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ การก่อสร้างเสนาสนะ เช่น กุฏิทรงบั้นหยา โรงเรียน บาลี ศาลาธรรมสภาหรือศาลาโรงธรรม ฯลฯ ซึ่งต่อมาได้ก่อสร้างเพิ่มเติมบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวร วัตถุ และปูชนียวัตถุอีกเป็นจำนวนมาก

ทรัพย์สินของวัด

ที่ดินที่ตั้งวัด ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓ ด ไร่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา โฉนดที่ ๖๔๗

ที่ธรณีสงฆ์ แปลงที่ ๑ แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๐ ไร่ ๑ งาน ๑๔ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๐๗

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๒ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒ ไร่ ๕๖ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๒๕

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๓ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒๕ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๒๖

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๔ ที่แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒ ไร่ ๑ งาน ๕๘ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๓๐๖

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๕ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๔๑ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๑๖๐

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๖ ที่แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑ ไร่ ๑ งาน ๑๐ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๔๑๓

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๘ ที่ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓๐๕ ไร่ ๓ งาน ๗๘ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๘๖๑

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๙ ที่ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓๑ ไร่ ๒ งาน ๔๕ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๘๒๑

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๐ ที่ตำบลท่าราม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๙ ไร่ ๒ งาน มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ ๔๓๓๕

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๐ ที่ตำบลคลอง 6 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๕ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๑๔

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๑ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑ งาน ๖๑ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑ ที่แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๕๒๒

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๓ ที่แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑ ไร่ ๔๐ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๓๒

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๘ ที่แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๒๔ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๗

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๕ ที่ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๔๕ ไร่ มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๑๗๒๑

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๖ ที่แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๖ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๑๘๗๐

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๘ ที่แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๖๓ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๕๕

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๘ ที่แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๑๕๒๔

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๑๕ ที่ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๓ งาน ๓๑ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๔๓๐๑

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๒๐ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๖ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๓๘๑๑

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๒๑ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๘ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๓๘๗๘

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๒๒ ที่แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๔ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๓๘๗๕

ที่ธรณีสงฆ์แปลงที่ ๒๓ ที่ตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑๑ ไร่ ๔๐ ตารางวา มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์คือ โฉนดที่ ๑๑๔๘

ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุของวัด

พระอุโบสถ ตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาสตอนหลังวัด หันหน้าไปสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่บนฐาน ๒ ชั้น มีหน้าต่างข้างละ 2 ช่อง ข้างหน้ามี ๒ ประตู ข้างหลังมี L ประตู บันไดเหินเรียบข้างละ ๒ บันได หลังกากระเบื้องเคลือบใช้ปูนปั้นเป็นนาค แทนช่อฟ้าใบระกา หน้าบันบั้นรูปมหามงกุฏและข้างบนกรอบประตูหน้าต่างทำเป็นรูปมหามงกุฎติดทองประดับกระจก

ภายในพระอุโบสถ พื้นปูด้วยหินอ่อน มีภาพฝาผนังประวัติพระอัครสาวก ๑๑ องค์ บนกรอบหน้าต่าง ระหว่างกรอบหน้าต่างเป็นภาพของพระอัครสาวิกา ๑ องค์ พร้อมคำบรรยาย

การก่อสร้างพระอุโบสถ เริ่มตั้งแต่สร้างวัด แม้เมื่อเปิดวัดก็ยังสร้างไม่สำเร็จ เพิ่งสำเร็จ ลงในต้นรัชกาลที่

พระวิหาร เป็นวิหารใหญ่ ๗ ห้อง หลังคามุขลด มีเฉลียงรอบ สร้างขึ้นบนฐาน ๒ ชั้น มีเสากลมใหญ่รับหลังคามุขลด ๒๘ ต้น หลังคา ๓ ลด มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ที่หน้าบันทำเป็นลายกนกล้อมมหามงกุฏ ส่วนบนใช้ปูนปั้นหัวนาคและตัวนาคแทนช่อฟ้าใบระกา

ภายในพระวิหารกว้าง 3 วาเศษ ยาว ๑๑ วา ๑ คืบ ๗ นิ้ว มีเสาภายใน ๑๒ ต้น เขียน ภาพลวดลายหลากสีด้านบนเป็นปริศนาธรรมตามฉบับภิชาติ ส่วนชั้นบนของผนังด้านในก็มีภาพ เรื่องราวของพระสาวกที่มาในบาลีและอรรถกถา และบนบานประตูทั้ง ๕ และหน้าต่าง ๒๘ บาน ก็เขียนเรื่องราวในพุทธศาสนาที่วิจิตรตระการตาและเป็นประโยชน์ยิ่ง

พระประธานหล่อด้วยทองสำริด ปางสมาธิ ลงรักติดทองหน้าตักกว้าง ๖๒ ศอก นิ้ว สูง ๒ ศอก ๑ คืบ ๕ นิ้ว และมีพระอัครสาวกทั้งสองด้วย

ที่บนกรอบประตูกลางข้างในมีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ขนาดใหญ่ของพระบาทสมเด็จ- พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนบนกรอบประตู ๒ ข้างมีพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดย่อมของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ

ด้านหลังพระวิหาร มีหน้าต่างหลอกอยู่ ช่อง เขียนลายทองรดน้ำ ภาพพุทธประวัติ ตอนตรัสรู้และแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

วิหารคดยกพื้นสูงราว ๑ วา ก่อเชื่อมกับพระวิหาร ๒ ข้าง ตรงมุมหลังคาลดยืนออกไป ๒ ข้าง ๆ ละ ๗ วา ๒ ศอกเศษ หักมุมยาวข้างละ ๑๗ วาเศษ เป็นรูป 6 เหลี่ยมจัตุรัสที่ระเบียงพระวิหารกับวิหารคด มีประตู ๒ ข้าง ส่วนตัววิหารกดด้านข้างและด้านหลังมีมุขประตูยื่นออกไปทั้ง ๓ ด้าน ภายในหลังคาโดยรอบมีห้อง ๕๗ ห้อง คือ ด้านที่ติดกับพระวิหาร ข้างละ ๔ ห้องครึ่ง ด้านข้างและด้านหลัง ข้างละ ๑๖ ห้อง แต่เปิดเป็นประตูเสีย ๓ ห้อง คงเหลือเป็นห้องเพียง ๓ ห้อง หลังคาเดิมมุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นทำเป็น ๒๑๑ ปูด้วยกระเบื้องหน้าวัว

พระเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางวิหารคด สูง ๒๐๖.๑ เส้น วัดรอบองค์ได้ ๒๕ วา ๓ ศอก ๑ คืบ ฐานพระเจดีย์เป็นรูป ๔ เหลี่ยมจัตุรัส สูงราว ๘ ศอก กว้างยาวด้านละ ๑๐ วา ๓ ศอก ๓ นิ้ว วัดโดยรอบกว้างยาว ๔๑ วา ๑ คืบ ข้างบนมีกำแพงแก้วสูงราว ๒ ศอกโดยรอบ และมีชานบันไดขึ้นออกมาทั้งด้าน ลานพระเจดีย์ข้างบนและข้างล่างปูด้วยกระเบื้องหน้าวัว

นอกจากนี้ยังมีถาวรวัตถุอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ศาลาโถง ศาลาธรรม กุฏิ ๒ ชั้น ของคณะหน้า คณะกลาง และคณะท้าย พร้อมด้วยสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ส่วนสังหาริมทรัพย์อันมีค่าและสำคัญยิ่งของวัดนี้ก็มีมาก เช่น พระพุทธรูปบูชาวชิวมงกุฎ ๒ องค์ แบบศิลปะไทยประยุกต์และศิลปะอินเดีย มีพัดรองที่ระลึก ๗๐ และ ๑๐๐ ปี พระกรึ่งและพระชัยวชิงมงกุฏ พร้อมด้วยเหรียญพระรูปและเหรียญรุ่นต่าง ๆ ของวัดมกุฎกษัตริยาราม

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดมกุฏกษัตริยาราม ให้การส่งเสริมและสนับสนุนพระภิกขุสามเณรให้ได้รับการศึกษาทั้งพระปริยัติธรรมแผนกบาลีและแผนกธรรมมาตั้งแต่เริ่มแรก จนมีพระภิกขุสามเณรหลายรูปจบการศึกษาทั้งบาลีและนักธรรม และเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่พระบวรพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก

เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น ได้ทรงสอนพระปริยัติธรรมที่พระตำหนักคณะกลาง และเมื่อโปรดให้ทรงตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ก็โปรดให้สำนักเรียนวัดนี้เป็นสาขาของมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วย

การศึกษาในด้านพระปริยัติธรรมของสำนักเรียนวัดนี้ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนมีเปรียญเกิดขึ้นจำนวนมาก แม้แต่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อุถชายี จวน) ก็ได้เปรียญจากวัดนี้

ส่วนการศึกษานักธรรมนั้นทางวัดก็ให้การส่งเสริม สนับสนุนเช่นเดียวกัน จนมีพระภิกษุ สามเณรสำเร็จการศึกษาเป็นจำนวนมาก

พระภิกษุสามเณรวัดมกุฎกษัตริยารามต่างเคยเป็นพระภิกบุณฑริกะ (บวช ๑ พรรษา) กิด เป็นพระภิกษุสามเณรประจำวัดก็ ย่อมศึกษาพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัยตามสมควรแก่ภาระ สบต่อจากอุบัชฌายะอาจารย์มาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้

โรงเรียนปริบัติธรรมมี ๒ หลัง จำนวนนักเรียนบาลี มี ๒๗๑ รูป และนักธรรม ๑๓๐ รูป ส่วนโรงเรียนปริยัตธรรมสายสามัญของวัดมกุฎกษัตริยารามมี ๒ หลัง เช่นเดียวกัน มีจำนวนนักเรียน (วชิรมกุฎวัดมกุฎฯ) ๑๒๔ รูป และนักเรียน (มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย) วิทยาลัยสงฆ์วังน้อยอีก ๒๔๘ รูป

สำหรับทางด้านการสาธารณสงเคราะห์ ทางวัดก็สนับสนุนให้มีการศึกษาทั้งฝ่ายประถม และมัธยมโดยมีโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม และโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์เพื่อเยาวชนของชาติด้วย

ทางวัดมีเมรุเผาศพ ๒ เตา แบบถาวรสำหรับให้ประชาชนได้มาใช้บริการของวัดได้อย่าง สะดวกและทั่วถึง นอกจากนี้ยังจัดให้มีสถานปฏิบัติและเผยแผ่ธรรมแก่ประชาชนเป็นประจำ

การบริหารและการปกครอง

วัดมกุฎกษัตริยาราม มีเจ้าอาวาสปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๘๑๑ จนถึงปัจจุบันนี้ จำนวน รูป ซึ่งได้แก่

๑. พระจันทโคจรคุณ (จนุทริสี ยิ้ม) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๒๕

๒. พระพรหมมุณี (กิตติสาโร แฟง) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๔๒๕ ถึง พ.ศ. ๕๓

๓. พระธรรมปาโมกข์ (วราสโย ถม) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๓ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๒

๔. พระศาสนโศภณ (จตุตสลุโล แจ่ม) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๔๖๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๘๘

๕. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อุณหสิทธิ์มหาเถร จวน) สกลมหาสังฆปริณายกปกครอง วัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๘๘ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๔

๖. พระเทพกิตติเมรี (คนธาโร หั้น) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง พ.ศ. ๕๑๖

๗. พระเทพโมลี (กนุตาจาโร ประจวบ) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ ถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ มีจำนวนภิกบุในพรรษา ๕๘ รูป และสามเณร ๑๐ รูป

จะเห็นว่าวัดมกุฎกษัตริยารามเป็นวัดที่สำคัญยิ่งวัดหนึ่ง เพราะเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหามกุญ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นและมี พระบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ วัดนี้เคยเป็นที่ประทับจำพรรษาของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้าสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๐

และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งเป็นวัดที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อุฎชายืมหาเถร จวน) สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บรรพชาอุปสมบทประทับจำ พรรษาและเป็นเจ้าอาวาสด้วย.